ผมมอง ปุ ในสมัยก่อนว่า เป็นการถามโดยแยบคาย คือ ถามอย่างไรไม่ให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า บัวไม่ให้ช้ำ น้ำไม่ให้ขุ่น ซึ่งต้องอาศัยการคิดค่อนข้างมาก หากโพล่งสิ่งที่ต้องการรู้ออกไปเลย มันอาจจะทำให้คนที่ถูกถาม มองว่า ข้างๆคูๆ ไป ซึ่งเมื่อเกิดอารมณ์กันขึ้นการเรียนรู้เป็นอันจบสิ้นไปครับ ทั้งนี้การจะถามได้ต้องฟังมากกว่าพูด คือ ต้องดูจริตคนที่พูดกับเราก่อนว่าเป็นคนแบบไหน จะได้ถามได้ถูกต้องตามกาลเทศะ แล้วเมื่อได้ข้อคิดชัดเจนแล้วจึงลิขิตลงไป ซึ่งลิขิต ผมมองว่าเป็นการใช้มือบันทึก จะวาด จะเขียน จะทำอะไรก็ได้ แต่คนสมัยก่อนชอบจาร เลยเดากันว่าเป็นเขียนไป (ในพระอุโบสถก็บันทึกเป็นภาพ) ผมมองว่า สุ จิ ปุ ลิ เป็นวิธีการที่เห็นอกเห็นใจผู้อื่นมากกว่าครับ (ซึ่งผมว่ามันขึ้นกับประสบการณ์นะ ผมยังประสบการณ์น้อยอาจมองโลกในแง่ดีเกินไปก็ได้ครับ)