ผมค่อนข้างเห็นด้วยกับอาจารย์ธวัชชัย ว่า คำว่า สุ จิ ปุ ลิ น่าจะมีความหมายคลุมคลุมเนื้อหา ที่อาจารย์คนถางทาง ท่านได้อธิบายไว้ แต่ที่อาจารย์คนถางทาง ท่านพยายามชี้แจง น่าจะเป็นปัญหาจาก การให้คำนิยาม (definition) ของคำแต่และคำมากกว่า ดังนั้น หากมาเริ่มต้นที่คำนิยามของคำแต่ละคำ .....สุดท้าย ก็น่าจะสื่อความได้ไม่ต่างกันครับ ไม่ว่าสุดท้ายจะเรียกคำเหล่านั้นว่าอะไร
สุ จิ ปุ ลิ น่าจะมีลักษณะเหมือน กงล้อเกวียนครับ คือทำหน้าที่หมุนไปเรื่อยๆ อยู่ที่ว่า จะหมุนอยู่กับที่ หรือจะเคลื่อนที่ไปข้างหน้า หรือเคลื่อนที่ย้อนกลับมาข้างหลัง ผมคิดว่า ไม่ว่าจะ ฟัง คิด ถาม หรือจดบันทึกก็ตาม ลักษณะที่ 4 ประการ ล้วนช่วยในการขับเคลื่อนวงล้อนี้ ไม่ให้หมุนอยู่กับที่
การทำในสิ่งที่แตกต่างจากเดิม ไม่ว่าจะเป็น การฟังในสิ่งที่แตกต่าง การคิดหาวิธีการที่แตกต่าง การถามถึงสิ่งที่ไม่เคยมีอยู่ หรือจดบันทึกความแตกต่างไว้ หากเป็นการทำที่ดีกว่าเดิม ก็น่าจะเป็นการสนับสนุน ให้วงล้อที่เคลื่อนที่ไปข้างหน้า ยิ่งทำก็ยิ่งดีขึ้น แต่หากเป็นการกระทำที่แย่กว่าเดิม ก็น่าจะเป็นการผลักดันให้วงล้อเคลื่อนที่ไปข้างหลัง ยิ่งพัฒนา ยิ่งโง่ลง แต่ถ้า การ ฟัง คิด ถาม จด เป็นการกระทำในสิ่งที่เหมือนเดิม ก็ไม่ต่างจากการหมุนวงล้ออยู่ในหล่มครับ ครั้นจะหยุดด้วยเสียดายแรง ก็เป็นการยอมจำนน ต่อปัญหา ผมเชื่อว่า พยายามทำต่อไปเถอะครับ แล้วสักวันหนึ่ง เราจะคิดหาวิธีการที่ออกจากหล่มนี้ได้ ด้วยความพยายามเป็๋นที่ตั้ง แล้วทำในสิ่งที่แตกต่าง ไปทีละน้อย สุดท้ายก็จะหลุดออกมาได้เองครับ แล้วค่อยๆเคลื่อนที่ไปข้างหน้า ได้อย่างมั่นคง