(วาว..แล้วผมจะโดนเก็บไหมเนี่ย เพราะไปเสนออะไรที่ทำให้ยักษ์ใหญ่เสียกำไรผูกขาดมหาศาลแบบนี้)

ดาวเทียมเทียมช่วยชาติไทยในการสื่อสารมวลชน

 

การสื่อสารมวลชนวันนี้ไม่ว่าวิทยุ ทีวี อินเตอร์เน็ท โทรศัพท์ นิยมใช้ดาวเทียมราคาแพง ที่แพงนั้นผมเดาว่า ๙๘% เป็นค่าจรวดส่งขึ้นวงโคจร และกลไกการบังคับให้อยู่ในวงโคจร  ส่วนค่าตัวอุปกรณ์สื่อสารจริงๆ นั้นนิดเดียว

 

 วันนี้ผมจะนำเสนอ “ดาวเทียมเทียม”  ที่ราคาถูกกว่า “ดาวเทียมจริง” ๑๐๐  เท่า ซึ่งเรื่องนี้ผมคิดไว้แต่ประมาณ พศ. ๒๕๓๕  และได้โพสต์ไว้ในอินเตอร์เน็ทเป็นภาษาอังกฤษไปแล้วในพศ.นั้น   ถ้าจำไม่ผิดได้โพสต์ไว้เป็นภาษาไทยด้วย ไม่ ok nation ก็ที่ Mblog ของมานาเจอร์ เมื่อหลายปีก่อน

 

หลักการคือ ใช้ลูกโป่งยักษ์บรรจุก๊าซฮีเลียม  หรือ ไฮโดรเจนก็ได้ (เบากว่าฮีเลียมสองเท่า ...อันตราย อาจระเบิด แต่ชั่งหัวมันเพราะไม่มีคนอยู่ประจำเหมือนเรือเหาะบรรทุกคนสักหน่อย  อีกทั้งไม่มีสะเก็ดไฟอะไรจะมาทำให้ระเบิดได้ )  แล้วผูกเชือกติดกับดิน ให้มันลอยอยู่ในอากาศ  พร้อมติดตั้งอุปกรณ์สื่อสารแบบดาวเทียมจริงทุกประการ

 

ผมได้ทำการคำนวณแล้วพบว่า ถ้าปล่อยให้ลอยสูง 7 กม. (หรือประมาณ 23,000 ฟุต ซึ่งต่ำกว่าเพดานบินของเครื่องบินไอพ่นโดยสารทั่วไปที่บินกันที่ 3-5 หมื่นฟุต)  จะสามารถคลุมสัญญาณได้เป็นวงกลมขนาด 600 กม.  ก่อนที่จะถูกบังด้วยขอบโค้งของลูกโลก    จากนั้นผมประมาณการว่า ประเทศไทยต้องการดทท. 4 ลูกก็จะคลุมพื้นที่ได้ทั้งประเทศ   เช่น 1. นครสวรรค์   2. มหาสารคาม  3.  ชลบุรี  4. ชุมพร

 

ลูกละ 100 ล้าน 4 ลูก 400 ล้าน  ส่งรับสัญญาณได้ตลอด 24 ชม.  แต่ถ้าส่งดาวเทียมจริงเข้าสู่วงโคจรนิ่ง (geo-stationary orbit ที่ความสูงประมาณ 25,000 ไมล์)   ลูกละ 4-5000 ล้าน  ซึ่งเป็นค่าจรวดส่งเสีย 50%  ค่ากลไกควบคุมอีกประมาณเท่าไหร่ไม่รู้  ค่าแผงโซล่าเซลล์  ค่าแบตเตอรี่ จรวดปรับตำแหน่ง  ผมคะเนว่าค่าตัวดาวเทียมจริงๆ น่าประมาณ 90 ล้านเท่านั้นเอง  โธ่..ก็ของพวกนี้ก็แค่สถานีรับส่งคลื่นวิทยุธรรมดานี่แหละ  (transponder)  เพียงแต่เอาไปลอยฟ้าไว้เท่านั้นเอง   ดังนั้นถ้าเราประหยัดเครื่องทรงเหล่านี้ลงไปได้ด้วยการใช้ลูกโป่งราคา 10 ล้าน ดังนั้นราคารวมต่อลูกก็คือ 100 ล้าน

 

นอกจากนี้ค่าดำเนินการก็ต่ำมาก ผิดกับดาวเทียมจริงที่ต้องมีค่าดำเนินการสูง (พนักงานดูแล  อุปกรณ์สถานีภาคพื้นดินที่ควบคุม)   ค่าประกัน ก็สูงมากด้วย  อายุการใช้งานดาวเทียมจริงประมาณ 10 ปี แต่ลูกโป่งของเรา 20 ปีคงได้อยู่  ก็ยิ่งถูกกว่ามหาศาล

 

ค่าโสหุ้ยที่จะมีบ้างก็เช่น การเติมแก๊ส ที่อาจต้องเติมทุกๆ ปี เนื่องจากการรั่วซึม  (เติมได้ด้วยการชักลงมา ใช้เวลาเพียงไม่กี่ชม. หรืออาจเติมด้วยเรือเหาะ)    ส่วนไฟฟ้าที่จะหล่อเลี้ยงอุปกรณ์ เราส่งขึ้นไปตามสายจากภาคพื้นดิน

 

ผมลองคำนวณดูถ้าใช้ลูกโป่งไฮโดรเจนขนาด 20x20x20 ม.  จะบรรทุกนน. ได้ประมาณ 14 ตัน   ก็น่าจะเหลือเฟือในการยกน้ำหนักตัวเอง สายยึด (ยาว 10 กม. เผื่อการตกท้องช้างไว้ 3 กม.)    สายไฟ และดวงไฟห้อยสายเป็นระยะ  ตีเสียว่าหนัก  7 ตัน เราก็ยังมีนน.เหลืออีก 7 ตันในการใส่อุปกรณ์สื่อสารล้วนๆ     ซึ่งสูงกว่าดาวเทียมจริงมาก  เพราะดาวเทียมจริงนั้น นน. 7 ตัน เป็นตัวอุปกรณ์สื่อสารจริงๆ นิดเดียว ที่เหลือเป็นอุปกรณ์ช่วยเช่น ถังน้ำมัน  แผงโซล่าเซลล์   แบตเตอรี่  จรวดปรับตำแหน่ง ดังนั้น 7 ตันนั้นเป็นอุปกรณ์สื่อสารเพียง 1 ตันเท่านั้นเอง  ส่วนดาวเทียมเทียมของเรา 7 ตันก็สื่อสารทั้ง 7 ตัน เท่ากับว่ามีปริมาณสื่อสารได้เท่ากับดาวเทียมจริง 7 ลูก  ดังนั้นถ้าเอา 7 หารเพื่อให้เท่ากัน จะมีราคาเพียงลูกละ 28 ล้านบาทเท่านั้น  4 ลูกก็ 110 ล้าน (เทียบกับ 5000 ล้านบาท  ถือว่าถูกลง  45  เท่า !!!  อายุใช้งานมากว่า 2 เท่า ก็กลายเป็นถูกลง 90 เท่าไปเลย ถ้านับรวมค่าประกัน ค่างบดำเนินการ   ก็คงถูกกว่าประมาณ  100 เท่า)

 

เรื่องสายขึงจะตกท้องช้างยามลมแรง ไม่ต้องกลัวครับ เราสามารถออกแบบให้ลูกโป่ง เกิด “แรงยก” (Lift) ได้ ตามหลักการอากาศพลศาสตร์ (aero dynamic)   เมื่อพายุมายิ่งแรงก็ยิ่งเกิดแรงยกสูง สายผูกก็จะยิ่งตึงมากขึ้นเสียอีก (หย่อนท้องช้างน้อยลง)  แต่ต้องออกแบบสายให้เบา มีแรงต้านลมน้อย  และรับแรงดึงได้สูงด้วย

 

ส่วนเรื่องกีดขวางเส้นทางการบินก็ว่ากันไป ก็เอาไปวางไว้อย่าให้ขวางร่องการบินก็สิ้นเรื่อง เรื่องนี้มีกฎหมายการบินระหว่างประเทศกำหนดไว้แล้ว   ไม่ใช่เรื่องยากอะไร  อีกทั้งเราเองก็เป็นประเทศเสรีไม่ได้เป็นขี้ข้าใคร ก็มีอิสระในการกำหนดอะไรที่เป็นสวัสดิการของประเทศเราได้ในระดับหนึ่ง

 

ถ้าทำได้แบบนี้  ค่าโทรศัพท์มือถือเราจะต้องถูกลงมากๆ  ค่าเคเบิลทีวีด้วย  อินเตอร์เน็ตอีก แต่วันนี้เราถูกมัดมือชกจากสัมปทานของบริษัทผูกขาด (ที่ขายให้เกาะสิงห์ปุระ ไปแล้ว)

 

ถ้ามีดาวเทียมเทียมแบบนี้ ก็ไม่จำเป็นต้องมีเสา AIS เสา DTAC เต็มประเทศที่แสนแพง  เพื่อส่งทอดสัญญาณ   ก็จัดการให้บริษัทพวกนี้มาเช่าช่องสัญญาณดาวเทียมเทียมในราคาถูกที่เท่ากัน  ซึ่งทุกบริษัทจะมีสัญญาณทั่วไทย ที่ชัดเท่ากันหมด  อีกทั้งบริษัทเล็กน้อยเกิดใหม่ก็เข้ามาแข่งขันได้  เพราะไม่ต้องลงทุนสร้างเสาทั่วไทยมหาศาล   (เอ..แล้วผมจะโดนเก็บไหมเนี่ย เพราะไปเสนออะไรที่ทำให้ยักษ์ใหญ่เสียกำไรผูกขาดมหาศาลแบบนี้) 

 

  ส่วนคุณจะไปบริหารจัดการให้สินค้าคุณเป็นที่นิยมกว่ากันก็ว่ากันไป   สุดท้ายคนไทยทั้งประเทศก็ได้ประโยชน์ที่ราคาการสื่อสารจะถูกลงมากๆ

 

 

ส่วนการสื่อสารกับต่างประเทศ   มันมีน้อย   ไม่คุ้มค่าที่จะต้องส่งดาวเทียมจริงหรอก   อาจเช่าช่องสัญญาณจากดาวเทียมต่างชาติก็ได้ หรือว่า พอมีช่องสัญญาณเหลือ ก็เอาไปขายได้

 

 

...คนถางทาง (๓๐ มิถุนายน ๒๕๕๕)

ปล.. ถ้าไม่ผูกเชือกกับดิน  อาจใช้วิธีบังคับด้วยคลื่นแม่เหล็ก หรือ แสงเลเซอร์ ที่ยิงขึ้นไปจากภาคพื้นดิน เพื่อให้ลอยตัวอยู่ในพิกัดที่กำหนด  ...เรื่องนี้ทำวิจัยกันได้สนุกแน่ๆ    ส่วนพลังงานขับเคลื่อนอุปกรณ์สื่อสารก็ส่งด้วยแสงหรือคลื่นแม่เหล็กเช่นกัน