คำถามท้ายบทเรียน

1.   What knowledge is the most worth for most students?

     

   

   

                    “เราอาจไม่มีทุกสิ่งทุกอย่างที่เราอยากมีอยากได้ในชีวิต        เราอาจไม่ได้ทำทุกสิ่ง

   

              ทุกอย่างที่เราอยากทำในชีวิต                 แต่เราสามารถอยู่เสมอที่จะเป็นคน ชนิดที่เราอยากจะเป็น”          

   

                                                                            George Leo Robertson in Living is Many Thing

   

   

ความรู้ที่ดีที่สุด คือ การรู้จักตน 

หัวใจของหลักสูตร คือ การจัดการเรียนการสอนที่เหมาะสมให้กับผู้เรียน และตอบสนองความต้องการทั้งต่อผู้เรียนและต่อชาติ เมื่อผู้เรียนผ่านกระบวนการขัดเกลาทางการศึกษาแล้วย่อมเกิดการเรียนรู้ และทักษะในด้านต่างๆตามที่ผู้จัดระบบได้ตั้งไว้ตามจุดประสงค์นั้นๆ ดังนั้นจุดประสงค์จึงถือเป็นตัวกำหนดแนวทางพฤติกรรมที่ผู้เรียนต้องเดินทางไปให้ถึง ดังคำกล่าวของ Ralph W.Tyler:6 “การศึกษาเป็นการะบวนการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของมนุษย์ โดยให้คำนิยามของพฤติกรรมว่า ความคิด ความรู้สึก และอากัปกิริยาอาการภายนอก โดยรวมจึงหมายถึง จุดประสงค์ต่างๆของการศึกษาจัดเป็นการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมนั่นเอง”

ดังนั้น ความรู้ที่ดีที่สุดที่ผู้เรียนได้รับภายหลังสิ้นสุดการศึกษาตามหลักสูตรแล้วนั้น คือ ความรู้ในเชิงประจักษ์ นั่นคือ รู้จักตน โดยอธิบายความได้ดังนี้ คือ

รู้ความต้องการของตน คือ รู้ว่าตนอยากเรียนอะไร เมื่อเรียนแล้วเรียนไปเพื่ออะไรและเหมาะสมกับตนหรือไม่ ดังแนวคิดทางปรัชญาการศึกษาที่ให้คำนิยามไว้ว่า (Ralph W.Tyler:67) “การจัดการศึกษาควรถือความสนใจของผู้เรียนเป็นฐานหนึ่งในการกำหนดวัตถุประสงค์……. ซึ่งนักการศึกษาแนวปรัชญาการศึกษา และปรัชญาสังคมได้กล่าวถึงแนวทางของการวางจุดประสงค์ไว้ โดยสามารถสรุปความได้ คือ การดำเนินชีวิตด้วยคุณธรรม มีชีวิตที่พึงปรารถนาและมีประสิทธิภาพ”

จากการศึกษาพบว่า นักปรัชญาการศึกษาหลายท่านก็ให้ความสนใจกับความรู้ในเชิงรู้จักตน เช่นทฤษฎีตัวตน หรือ Self-theory หรือ Phenomenological Study of Personality ของคาร์ล โรเจอร์ ที่ให้

ความสำคัญกับการศึกษาความเป็นตัวตน หรือเอกัตบุคคล (I, Me, Self) เช่นเดียวกัน ซึ่งนั่นแสดงช่วยสนับสนุนให้เห็นว่า ความรู้ในเบื้องปลายของทุกหลักสูตรนอกเหนือจากสอนให้คนมีพฤติกรรมที่ตั้งไว้แล้ว ยังต้องพัฒนาให้มนุษย์มีความสมบูรณ์ในด้านความรู้คิด เข้าใจความต้องการของตนนั่นเอง การเรียนจึงถือเป็นการปูพื้นฐานความรู้ เพื่อต่อยอดให้ผู้เรียนเกิดทักษะทางความคิด จนรู้จักและเข้าใจตนเอง จนพร้อมที่จะดำเนินชีวิตไปในแนวทางที่ตนอยากจะเป็นและเกิดประสิทธิภาพได้อย่างสูงสุด

………………………………………….

2.  What instructional methods may be employed most effectively to transmit this knowledge?

การเรียนการสอนที่มีประสิทธิภาพและประโยชน์สูงสุดแก่ผู้เรียน นั่นคือการเรียนการสอนที่มุ่งเน้นประสบการณ์ คือให้ผู้เรียนได้มีโอกาสปฏิบัติจริง ดังนักวิชาการหลายท่านได้กล่าวถึงการเรียนการสอนที่ว่า

แคโรล (Carrol 1963:730) “ในกระบวนการเรียนการสอนถ้านักเรียนมีความถนัด มีความพากเพียรสูง และมีเวลาในการเรียนเพียงพอล้ว ผลสัมฤทธิ์ในการเรียนจะสูงตามไปด้วย”

บี.เอฟ.สกินเนอร์ อ้างถึงจากมาลินี (2539:102) “เน้นรูปแบบการสอนตามทฤษฎีพฤติกรรมนิยม ซึ่งเน้นการตอบสนองพฤติกรรม และการฝึกทักษะของผู้เรียนแต่ละคนโดยวางเงื่อนไขของการกระทำ”

เฉลิมลาภ ทองอาจ (:6) “การจัดการเรียนรู้ต้องเป็นกิจกรรมให้นักเรียนได้เรียนรู้จากการลวมือปฏิบัติ มุ่งฝึกทักษะแก้ปัญหา (Problem Solving) การคิดอย่างมีวิจารณญาณ (Critical Thinking) โดยนักเรียนจะต้องทำงานเป็นกลุ่มตามแนวความคิดการเรียนรู้แบบร่วมมือ

ซึ่งเหล่านี้สอดคล้องกับแนวความคิดของ Ralph W.Tyler ที่กล่าวถึง ประสบการณ์การเรียนรู้ ว่า การเรียนรู้ที่ดีคือ “ผู้เรียนเป็นฝ่ายกระทำ” โดยตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า ประสบการณ์ที่แตกต่างของผู้เรียนนั้น มีผลอย่างมากที่จะกำหนดความสนใจของผู้เรียน นั่นคือ ผู้เรียนที่ได้เรียนรู้เนื้อหาที่ตรงกับประสบการณ์ของตนก็ย่อมจะสนใจศึกษาเล่าเรียนมากกว่าผู้เรียนที่ไม่มีประสบการณ์หรือไม่สนใจในด้านนั้นๆ ครูจึงเป็นผู้มีบทบาทในการออกแบบการสอนเพื่อเร้าความสนใจของผู้เรียน โดยอยู่บนพื้นฐานให้ผู้เรียนได้มีโอกาสได้ปฏิบัติจริง ทั้งนี้เพื่อเป็นการสร้างประสบการณ์ให้เกิดขึ้นกับผู้ที่ไม่เคยมี หรือเน้นย้ำประสบการณ์จากผู้ที่มีอยู่แล้วให้แจ่มชัดยิ่งขึ้นนั่นเอง

โดย Ralph W.Tyler ได้เสนอแนวทางการสร้างประสบการณ์ไว้ 3 เกณฑ์ คือ ความต่อเนื่อง การลำดับก่อนหลัง และ ความต่อเนื่อง โดยสรุปคือการคำนึงถึงประสบการณ์ของผู้เรียนที่ไม่ใช่ของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นการต่อเนื่องโดยกระทำบ่อยๆ และคำนึงถึงการลำดับความยากง่ายตามลำดับอายุ และพื้นความรู้ของผู้เรียน

………………………………………….

3.  What kind of school should our society have?

                สังคมไทยจัดเป็นสังคมแบบพหุวัฒนธรรม(Multiculturalism) ซึ่งมีศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ และปกครองในระบอบประชาธิปไตยโดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ในส่วนของพลเมืองของประเทศประกอบไปด้วยชนชาวไทยและชนกลุ่มน้อย(กลุ่มชาติพันธุ์)อยู่ตามภาคส่วนต่างๆอีกมากมาย ส่งผลให้เกิดความหลากหลายขึ้นทางสังคม ทั้งในด้านภาษา ค่านิยม อุดมคติ ตลอดจนวิถีในการดำเนินชีวิต ด้วยเหตุเหล่านี้สังคมไทยจึงเกิดลักษณะของกระบวนการผสมผสานทางวัฒนธรรม(Assimilation)ขึ้น

                คนไทยได้ชื่อว่าเป็นชนชาติที่รักอิสระ มีความเป็นเสรี อุปนิสัยของคนไทยส่วนใหญ่มักอ่อนน้อมถ่อมตน ยิ้มง่าย และเป็นมิตรเห็นได้จากการยอมรับและผนวกเอาวัฒนธรรมของชาติต่างๆมาเข้ากับวัฒนธรรมของตนได้แบบสอดสนิทกัน ไม่ว่าจะเป็นทั้งในเรื่อง ภาษา การแต่งกาย หรือแม้แต่อาหารการกินก็ล้วนแล้วแต่สะท้อนลักษณะนิสัยของคนไทยได้แทบทั้งสิ้น ในส่วนของการศึกษานับเนื่องมาตั้งแต่สมัยสุโขทัยการศึกษาเริ่มต้นขึ้นจากกลุ่มชนชั้นสูง อันได้แก่พระมหากษัตริย์ และเจ้านายชั้นสูง ซึ่งสะท้อนได้จากวรรณคดีที่ปรากฏ เช่นหลักศิลาจารึก สุภาษิตพระร่วง เรื่อยมาจนถึงในสมัยอยุธยาการศึกษาเริ่มขยายตัวชัดเจนมากขึ้น ชนชั้นผู้ปกครอง และพระภิกษุยังคงถือเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในทางการศึกษา หลักฐานทางการศึกษาที่เห็นได้ชัดเจนในสมัยนี้ ได้แก่ แบบเรียนจินดามณี ซึ่งถือเป็นการตื่นตัวของชนชาติไทยจากอิทธิพลของชาติตะวันตกที่เริ่มเข้ามา การศึกษาเริ่มขยายตัวจากวังสู่วัดเพื่อให้ชนชั้นกลางได้มีโอกาสทางการศึกษาเพิ่มมากขึ้น หลังจากนั้นแบบเรียนได้รับการพัฒนามาเป็นบทเรียนที่เป็นหลักทางภาษาชัดเจนมากขึ้นในสมัยรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๕ ที่โปรดให้พัฒนาแบบเรียนประถมมาลา และแบบเรียนทั้ง 6 เล่มขึ้น นับเนื่องมาจนถึงปัจจุบันนี้หลักสูตร และการศึกษาของไทยได้รับการพัฒนาขึ้นมาโดยลำดับ

                ดังที่กล่าวมาแล้วนั้นการศึกษาของไทยพัฒนาขึ้นตามการเปลี่ยนแปลงของสังคมในแต่ละยุคละสมัย จึงสามารถอนุมานได้ว่าไม่มีความเหมาะสมใดที่จะเหมาะสมที่สุดสำหรับช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง ความเหมาะสมของโรงเรียนก็เช่นเดียวกัน การจะระบุว่าโรงเรียนใดเหมาะสมกับสังคมไทยที่สุดคงต้องอาศัยการวิเคราะห์ความจำเป็น(Need Assessment) ขององค์ประกอบร่วม โดยเบื้องต้นจึงขอยกลักษระค่านิยมของสังคมไทย ดังนี้คือ

ด้านค่านิยมของคนไทย

ประสาร มาลากุล ณอยุธยา อ้างถึงจากมาลินี(2539:263) พบว่าตัวแปรสำคัญซึ่งมีอิทธิพลต่อค่านิยมทุกด้านของเยาวชนไทย คือ ระดับการศึกษา เพศ ภูมิลำเนา และอาชีพของบิดามารดา

สุนทรี โคมิน และสนิท สมัครการ อ้างถึงจากมาลินี(2539:263) พบว่าประชาชนในกรุงเทพฯให้ความสำคัญในเรื่องหลักการ การเห็นแก่พวกพ้อง ประชาชนในต่างจังหวัดให้ความมั่นคงในเรื่องของชาติ ศรัทธาในศาสนา และเทิดทูนพระมหากษัตริย์

ด้านแนวคิด หลักการในการจัดทำหลักสูตร

Ralph W.Tyler โดยสรุป คือการสำรวจความต้องการของกลุ่มชนหรือโครงสร้างของสังคม เพื่อหาลักษณะเฉพาะของสังคมนั้นๆ จากนั้นจึงกำหนดจุดประสงค์ทางการสอน วางรูปแบบเนื้อหา กิจกรรมที่เน้นประสบการณ์ เครื่องมือสารสนเทศ ตลอดจนการประเมินผลที่มีประสิทธิภาพ

ซึ่งเหล่านี้หากนำมาพิจารณาประเภทของโรงเรียนที่เหมาะสมกับสังคมไทยมากที่สุด นั่นคือโรงเรียนที่มีหลักสูตรสอดรับกับความต้องการของผู้เรียน หรืออธิบายได้โดยง่ายว่าเป็นโรงเรียนที่เหมาะกับสภาพที่ผู้เรียนเป็นอยู่ เช่น หลักสูตรแบบFormal สำหรับผู้เรียนภาคเวลาปกติ แบบ Informal สำหรับผู้เรียนภาคนอกเวลา ซึ่งเป็นสาเหตุของความแตกต่างหลากหลายทางหลักสูตรนั่นเอง ผู้เรียนที่มีความรู้จักตน (ดังคำตอบในข้อ 1 จึงเป็นผู้เลือกที่จะเลือกเรียนในโรงเรียน หรือหลักสูตรที่เหมาะสมกับตน) ซึ่งเหมาะสมอย่างยิ่งกับสภาพสังคมแบบพหุปัญญาในสังคมไทยนั่นเอง

………………………………………….

เอกสารอ้างอิง

เฉลิมลาภ ทองอาจ. ม.ป.ป.(ข้อมูลออนไลน์)เข้าถึงได้จาก http://gotoknow.org/blogs/post/443718.

มาลินี จุฑะรพ. จิตวิทยาการเรียนการสอน. กรุงเทพฯ: อักษราพิพัฒน์, 2539.

ศรีเรือน แก้วกังวาล.ทฤษฎีจิตวิทยาบุคลิกภาพ.พิมพ์ครั้งที่ 4.กรุงเทพฯ: หมอชาวบ้าน, 2539.

Carroll ,John B. “A Model of school Learning” Teacher College Record.64 (May,1976):723.

Ralph W.Tyler. Basic Principles of Curriculum and  Instruction. Chicago and London: United States

of  America. 1949.