ผมสังเกตว่าผมนิยามคำว่า “ขยะ” ไม่เหมือนคนทั่วไป
ที่บ้านผมต้นไม้มากและเก็บใบไม้กิ่งไม้ไว้ใต้ต้นไม้และตามริมรั้วด้านใน
เพื่อให้เป็นปุ๋ย ที่สนามหญ้าก็ไม่กวาดใบไม้
ปล่อยให้มันแทรกลงดินและสลายกลายเป็นปุ๋ยตามธรรมชาติ
ผมถือใบไม้กิ่งไม้เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ
ที่เขาจะมีวงจรย่อยสลายและเกิดใหม่ตามกฎของธรรมชาติ
ใบไม้กิ่งไม้และสิ่งที่เป็นสารอินทรีย์ เช่นเศษอาหาร เปลือกผลไม้
ถือเป็นปุ๋ย ไม่ใช่ขยะสำหรับผม
ผมจึงเอาสิ่งเหล่านี้ไปฝังหรือกองรวมกับใบไม้
แต่มักจะมีคนเอาขยะที่ไม่ใช่สารอินทรีย์ เช่นถุงกระดาษ
แถบปลาสติกบรรจุยา เศษปลาสติก ฯลฯ
ไปทิ้งรวมกับใบไม้กิ่งไม้
ซึ่งบางทีเป็นเศษเล็กๆ ถ้าเห็นผมจะเก็บและคอยบอกแม่บ้าน
(ของลูกสาว) และคนอื่นๆ ว่า สิ่งเหล่านั้นเป็นขยะ
ไม่ใช่ปุ๋ยธรรมชาติอย่างใบไม้กิ่งไม้และเศษอาหาร
ผมสังเกตว่า
คำพูดของผมมีน้ำหนักน้อย คือเข้าไม่ถึงกระบวนทัศน์ (mindset)
ของคนที่บ้านผม ผมเดาว่า คำว่า “ขยะ”
ของเขาหมายถึงสิ่งที่ทำให้ดูรกรุงรัง
ในขณะที่ผมถือว่าขยะคือสิ่งที่แปลกปลอมจากธรรมชาติ
ผมจึงเดาต่อว่า
คนทั่วไปนิยามขยะโดยเอาตนเองเป็นศูนย์กลาง
แต่ผมผิดปกติ ตั้งนิยามเองโดยเอาธรรมชาติเป็นศูนย์กลาง
นิยามคำว่าขยะมีได้หลายแบบแน่นอน
และการนิยามขยะว่าหมายถึงสิ่งที่ต้องเอาไปทิ้ง
ก็ทำให้จำแนกขยะออกได้เป็นหลายชนิด
ชนิดหนึ่งคือขยะอินทรีย์ ซึ่งผมถือเป็นปุ๋ยนั่นเอง
สำหรับผมพวกกระดาษถือเป็นปุ๋ย เพราะมันคือเซลลูโลส
ที่ในธรรมชาติเป็นส่วนสำคัญของต้นไม้
ผมเคยบอกครอบครัวว่า ตัวผมเมื่อตายไปก็เป็นปุ๋ยได้ น่าจะเ
อาไปใช้ประโยชน์ตามธรรมชาติ
ดีกว่าเอาไปเผาให้ต้องเปลืองพลังงานและก่อมลภาวะ
ผมอยากเขียนพินัยกรรมให้เอาศพของผมไปฝังที่ต้นขนุน ๒
ต้นข้างบ้าน
เพื่อให้ขนุนงามออกลูกดกและหวาน
ผมอ้างหลักฐานเชิงประจักษ์ตอนอยู่ที่บ้าน ๓/๓ ที่หมู่บ้านพักใน มอ.
หาดใหญ่ อ. หมอนิธิเอาลูกสุนัขตัวเล็กๆ
ขนปุกปุยมาให้ลูกสาวคนโตซึ่งตอนนั้นอายุประมาณ ๔ - ๕ ขวบ
แต้วตั้งชื่อสุนัขของตนว่า ฟาลีน เราเลี้ยงเขาไว้บนบ้าน
นอนกับลูกสาว
แต่พอฟาลีนเป็นสาวก็หลบออกไปคบหนุ่มจนตั้งท้อง
คืนหนึ่งฟาลีนมีอาการทุรนทุราย เราก็ไม่ได้สังเกต
ตื่นขึ้นมาตอนเช้าพบว่าฟาลีนตายเสียแล้ว
เดาว่าคลอดลูกไม่ออกเพราะลูกคงจะมีพ่อพันธุ์โตคือหมาบ้าน
ทำให้ลูกตัวโต เราไม่รู้ว่าฟาลีนจะคลอด
และปล่อยให้เขาคลอดลูกไม่ออกจนตาย
แต้วร้องไห้ด้วยความอาลัยรัก
ผมจัดการฌาปนกิจฟาลีนด้วยการขุดหลุมฝังระหว่างต้นขนุนข้างบ้าน ๒
ต้น หลังจากนั้นขนุนซึ่งออกลูกเนื้อบางและจืด
ก็ออกลูกเนื้อหนาและหวานฉ่ำ และเป็นเช่นนั้นตลอดมาจนเราย้ายบ้าน
ไปอยู่บ้านติดกันคือบ้านเลขที่ ๓/๔
เพราะเขาต้องการซ่อมบ้านเดิม
ผมอ้างหลักฐานนี้ชักชวนให้ครอบครัวยอมใช้ศพผมเป็นปุ๋ย
โดยให้สัญญาว่าเมื่อตายไปและฝังศพไว้เป็นปุ๋ยนอกจากต้นไม้จะได้รับปุ๋ยขนานดีแล้ว
ผมจะคอยคุ้มครองเตือนสติให้ลูกหลานครองตนอยู่ในความดีงาม
มุ่งทำประโยชน์แก่ผู้อื่นและส่วนรวม
อย่างที่ผมพยายามทำมาตลอดชีวิต
สาวน้อยคัดค้านเสียงแข็ง ว่าไม่เอา กลัวผีดุ
ตอนเป็นๆ ยังดุขนาดนี้ ตอนตายไปแล้วผีดุแน่ๆ
วิจารณ์ พานิช
๓
มิ.ย. ๕๕
* ที่บ้าน เก็บใบไม้กิ่งไม้จากสนามและถนน ไปกองรวมไว้ในบ่อหมัก เพื่อผ่านกรรมวิธีเป็นปุ๋ยอินทรีย์ค่ะ..
* ต้นไม้ ต้นหญ้าเหล่านี้ ดูแลด้วยปุ๋ยอินทรีย์ จากวิธีการข้างต้นค่ะ..
555 ชอบบันทึกนี้ค่ะอาจารย์... "ต้นขนุน" และ "ผีดุ"...
อาจารย์ขา ... แล้วใครจะกล้าทานขนุนต้นนั้นล่ะค่ะ
ÄÄÄ...ยายธี..ว่า..น่าจะเปลี่ยนเป็น..ต้น..คะเคียน ดีกว่า..นะเจ้าคะ....จะได้มี..นาย..ตะเคียน..คราวนี้แหละ..เจ้าค่ะ..