เข้าใจปรัชญา แนวคิดก็ชัด การทำงานก็เป็นเอกภาพ

ผมเคยเป็นผู้สอนวิชาปรัชญาการศึกษา ในปีพ.ศ.2538-2542 ระดับปริญญาโท สาขาบริหารการศึกษาของมหาวิทยาลัยนเรศวร ซึ่งผมได้เรียบเรียงความรู้ทางปรัชญา จิตวิทยา และสังคมวิทยา ขึ้นมาเป็นเอกสารประกอบการเรียนวิชาทฤษฎีพื้นฐานการศึกษา (366511 Theoretical Foundation of Education) เพื่อให้นักศึกษาสาขาบริหารการศึกษา มีกรอบแนวทางในการศึกษาวิชานี้ว่าเกี่ยวข้องในการวางนโยบาย/แนวทางในการจัดการศึกษาอย่างไรบ้าง  ผมเห็นว่าเอกสารนี้คงจะมีประโยชน์ต่อผู้สนใจ  จึงขอนำมาเผยแพร่ไว้ในที่นี้

 

๑. ความนำ

ผู้ที่เริ่มศึกษาวิชาปรัชญาครั้งแรก ส่วนมากจะมึนงงจับต้นชนปลายไม่ถูกว่า เป็นวิชาอย่างไรกันแน่ เพราะดูเหมือนคนทั่วไปพูดถึงปรัชญาในแง่ต่างๆ เช่น ปรัชญาชีวิต ปรัชญาการเมือง ปรัชญาการบริหาร ปรัชญาการศึกษา ซึ่งดูเหมือนว่าวิชาปรัชญาจะเป็นวิชาสูงส่ง  เพราะอะไร ๆ ถ้าไม่มีคำว่า “ปรัชญา” ดูจะเป็นของธรรมดาสามัญ  ไม่ลึกซึ้ง  ยิ่งเป็นความเห็นหรือคำพูดของนักวิชาการคนใด  ถ้าไม่มีคำว่าปรัชญากำกับ  ก็แทบจะไม่มีคุณค่าน่ารับฟัง เชื่อถือแต่อย่างใด

แต่...เมื่อเริ่มศึกษาวิชาปรัชญาไปหลายปี  หลายคนมักเริ่มรู้สึกว่าการเรียนวิชาปรัชญา  ก็เพียงแค่ไปศึกษาแนวคิดของคนรุ่นเก่าๆ ที่เป็นของชาวต่างชาติที่คนรุ่นต่อมารวบรวมไว้เป็นกลุ่มลัทธิ หรือหมวดหมู่ประเภทสาขาวิชาเสียมากกว่า  ส่วนเนื้อหาวิชาปรัชญา  ก็มีแต่เรื่องความคิดที่ถูกยกขึ้นมาเพื่อให้หาเหตุผลมาถกเถียงกัน  จนความคิดที่นำเสนอแตกแยกย่อยออกไปมากมาย  แม้ว่าสิ่งที่นำมาถกเถียงกัน ก็ไม่รู้ว่าคำตอบนั้นจะยุติสรุปได้เมื่อไหร่  เพราะไม่ว่าวิชาใดๆ รุ่นต่อมา  ก็พอจะมีคำตอบที่พอจะหาข้อสรุปแน่นอนได้บ้าง  แต่วิชาปรัชญาก็ยังไม่มีคำตอบที่แน่นอนให้สักที   แม้ว่าจะมีผู้เอาสิ่งที่เถียงกันไปพิสูจน์จนได้ข้อสรุป   แต่นักปรัชญาก็หันไปหาเรื่องใหม่มาถกเถียงกันต่อ   ทำให้ดูเหมือนว่านักปรัชญาไม่ได้ต้องการหาคำตอบที่แน่นอน  แต่แค่ต้องการเพียงหา “เหตุผล หรือ สิ่ง” มาสนับสนุนอธิบายความคิดของตนเองว่าถูกต้องมากกว่าใคร  จึงมีส่วนให้คนรุ่นหลังมองว่าวิชาปรัชญาไม่น่าสนใจที่จะต้องเรียนรู้ให้ลึกซึ้ง  แถมสิ่งที่นักปรัชญารุ่นหลังๆ นำมาถกเถียงกัน  มักเป็นประเด็นสภาพแวดล้อมธรรมชาติ/นามธรรม หรือเป็นเรื่องทางด้านความคิด จิตใจ ที่ลึกซึ้งกว้างขวาง  หาข้อยุติยากมากขึ้นทุกปี   

แล้ว…วิชาปรัชญาจะมีประโยชน์ที่จำเป็นต้องเรียนรู้  ตรงไหนกันแน่นะ  ?

.

๒. เรียนปรัชญาคุ้มค่าไหม

ในขณะที่ต่างประเทศเห็นว่ามีประโยชน์มาก  บางประเทศในยุโรป เช่น ประเทศอังกฤษถึงกับกำหนดให้เป็นวิชาบังคับ ที่นักเรียนทุกคนต้องเรียนตั้งแต่ระดับประถมศึกษา  ส่วนบางประเทศ เช่น เยอรมัน สหรัฐ ก็กำหนดเป็นวิชาพื้นฐานที่บังคับนักศึกษาระดับปริญญาตรีต้องเรียน  ส่วนประเทศไทยก็มีการกำหนดให้เป็นวิชาหนึ่งระดับปริญญาตรีที่ต้องเรียน แต่ไม่ถึงกับเป็นวิชาบังคับ  แต่กำหนดให้เป็นวิชาที่มีในหลักสูตรทั่วไป  

จึงน่าคิดสงสัยว่าทำไมต่างประเทศทางยุโรปและอเมริกาถึงกับบังคับให้เรียนวิชาปรัชญาด้วย  แสดงว่าวิชาปรัชญาต้องเป็นวิชาที่มีความสำคัญสำหรับพลเมืองของเขาอย่างแน่นอน  แล้วความสำคัญของวิชาปรัชญานี้อยู่ตรงไหนนะ  สำหรับเมืองไทยถึงจะมีวิชาปรัชญาในระดับอุดมศึกษา ก็เพียงแค่ให้เป็นไปตามมาตรฐานของหลักสูตรสากล จะได้เทียบเคียงเขาได้  แต่จากที่ผมเคยเรียนมา  และต่อมาเป็นครูได้พูดคุยกับนักศึกษารุ่นต่างๆ พบว่านักศึกษาส่วนใหญ่คิดว่าวิชาปรัชญาเป็นวิชาที่ต้องจดจำคำพูดของนักปรัชญาลัทธิต่างๆ เพื่อเอาไว้ไปสอบไล่เท่านั้น  

ดูเหมือนว่า จะไม่มีใครเห็นวิชานี้สำคัญมากเท่าวิชาวิทยาศาสตร์/คณิตศาสตร์/วิชสำหรับเอก-สาขาที่เรียนเลย แล้วเราจะเรียนวิชาปรัชญาไปทำไม เรียนก็ยาก งงงวย อาจารย์สอนก็ไม่ค่อยเข้าใจ จบมาแล้วก็ยังไม่รู้ว่าวิชาปรัชญาจะนำไปใช้ในชีวิตประจำวันที่ใดบ้าง  หรือวิชานี้จะมีความจำเป็นต่อการดำรงชีวิตด้านใด  ยิ่งนึกก็ยิ่งสงสัยเพิ่มขึ้น  งั้น ! อย่าคิดเลย แค่เรียนให้ผ่านๆ ไปเท่านั้นก็พอแล้วดีกว่า ???

แต่เมื่อพิจารณาจากคำพูดของอริสโตเติลที่กล่าวว่า“...ไม่ว่าเราจะเรียนปรัชญาหรือไม่ ทุกคนก็คิดแบบปรัชญาอยู่แล้วทุกวัน…”  ซึ่งโสเครติสก็เคยกล่าวว่า " ชีวิตที่ไม่ได้ตรวจสอบนั้นไม่คุ้มค่าที่จะมีชีวิตอยู่ "  และเบอร์แทรนด์ รัสเซลล์ ได้กล่าวไว้ว่า "คนที่ไม่มีปรัชญาเลยจะใช้ชีวิต โดยถูกจองจำด้วยอคติที่ได้มาจากสามัญสำนึก จากความเชื่อที่เป็นนิสัยของยุคสมัยหรือชาติของเขา และจากความเชื่อมั่นที่เติบโตขึ้นในจิตใจของเขาโดยปราศจากความร่วมมือหรือความยินยอมของเหตุผลที่ไตร่ตรองไว้" ทำให้พอจะจับเค้าได้ว่า ปรัชญาควรเป็นเรื่องปกติในการดำเนินชีวิตของมนุษย์ ไม่ได้วิเศษวิโสกว่าวิชาอื่นแน่เลย  

เมื่อได้ศึกษาอ่านประวัติของนักปรัชญาท่านต่างๆ มากพอสมควร ก็จะเห็นว่าสิ่งที่ท่านเฝ้าขบคิดเพื่อหาคำตอบ มักเป็นเรื่องความสงสัย ความแปลกใจของมนุษย์ที่มีต่อสิ่งต่างๆ รอบตัวว่า มันคืออะไร เกิดได้อย่างไร มีเพื่ออะไรกันแน่   ซึ่งนักปรัชญาบางคนพยายามคลายความสงสัย สิ่งที่แปลกใจอย่างจริงจัง  จึงเริ่มค้นคว้าหาความจริง/คำตอบด้วยวิธีการต่างๆ  แล้วนำสิ่งที่ขบคิดมาถกเถียงกับเพื่อนๆ ตามที่ตนเองคาดคะเนด้วยเหตุผลที่คิดว่าใช่  ชาวกรีกโรมันสมัยนั้น  จึงเรียกคนพวกนี้ว่า "philosopher" (มีรากศัพท์มาจากคำภาษากรีก 2 คำ คือ Philo แปลว่า ความสนใจ ความสงสัย ความอยาก, และ Sophia แปลว่า ความรู้)   เพราะเห็นความพยายามของคนที่ทุ่มเทค้นคว้าหาความจริงอย่างเต็มที่  และเห็นประโยชน์คุณค่าในกระบวนการหาเหตุผลที่นำมาตอบ ซึ่งแม้จะยังไม่มีการพิสูจน์ว่าจริงไม่  แต่ก็มีเหตุผลน่าเชื่อถือ  จนกลายเป็นรากฐานที่ดีที่เอื้อในการพัฒนาของมนุษยชาติ  ส่วนคนที่ทุ่มเทเสียสละพยายามแสวงหาคำตอบอย่างจริงจัง  สังคมยุคนั้นจึงยกย่องเคารพให้เกียรติคนเหล่านี้เป็นอย่างยิ่ง

คนยุคก่อนเริ่มเป็นนักปรัชญา ด้วยการสงสัยอยากรู้ แล้วค่อยขบคิด ค้นคว้า หาเหตุผลมาสนับสนุนความคิดตนเอง  ส่วนคนยุคปัจจุบันมักเริ่มต้นจากการสรุปสถานการณ์/เหตุการณ์รอบตัว แล้วค่อยหาแนวทางที่เหมาะสม มานำเสนอต่อสังคมโลก  โดยหวังว่าจะเป็นรากฐานวิทยาการต่างๆ ในการสร้างสรรการเมือง การปกครอง เศรษฐกิจ วัฒนธรรมประเพณี วิถีชีวิตของมนุษย์ 

การเป็นนักปรัชญาแบบเก่าดั้งเดิมนั้น  ท่านคงสนุกกับการใช้ความคิด และจินตนาการในการวาดมโนภาพออกมา แล้วไตร่ตรองหาเหตุผล  หลังจากที่ท่านเห็นว่าความคิดของท่านยในเรื่องเหล่านั้นมีเหตุผลสนับสนุนพอแล้ว  ท่านก็เอามานำเสนอในที่ประชุม (Dialog) เพื่อให้มีการสนทนา อภิปราย วิจารณ์ ซักถาม ซึ่งบางครั้งก็คงน่าจะโต้เถียงกันอย่างดุเดือดตามเหตุผลที่ตนเองเชื่อ  และดูเหมือนว่าสิ่งนี้จะกลายมาเป็นวัฒนธรรมของชาวยุโรป/อเมริกาปัจจุบัน ที่ชอบการอภิปรายโต้เถียงกันในทุกที่  ทั้งวงการทำงานและการศึกษา พอทุกคนวิจารณ์หรือซักถามจนพอใจ ก็ยุติหาข้อสรุปอย่างใดอย่างหนึ่ง (ที่ประชุมแบบนี้ปัจจุบันเรียกว่า parliament = รัฐสภา) เพื่อเอาไปเป็นแนวในการทำงาน  

การที่เราได้ฟังความคิดเห็นของใคร คำพูดของใคร แล้วเราสามารถคิดและตรวจสอบความคิดเห็นนั้น ว่ามีพื้นฐานมาจากเรื่องใด และคิดในแง่มุมใด ครอบคลุมหรือมีใจความขัดแย้งกันเองหรือไม่ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีมาก ยิ่งถ้าทำจนเป็นนิสัย ก็จะเกิดคุณค่าต่อคุณภาพชีวิตอย่างมหาศาล   ซึ่งถ้าเราเรียนวิชาปรัชญาในลักษณะอย่างนี้  วิชาปรัชญาก็จะไม่ใช่วิชาน่าเบื่อหน่ายแต่อย่างใด  อาจจะกลับเป็นวิชาที่น่าสนใจที่สุดวิชาหนึ่งก็เป็นได้

เมื่อพิจารณาความเป็นมาของการเรียนวิชาปรัชญายุคแรกๆ  น่าจะไม่ได้มีเจตนาโดยตรงที่จะนำสิ่งที่คิดไปแก้ปัญหาสังคม ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ ด้านการเมือง หรือด้านใดด้านหนึ่ง  คงแค่ช่วยให้ผู้เรียนพยายามคิดหาคำตอบอย่างมีเหตุผลที่มีความเป็นไปได้เกี่ยวกับปัญหาพื้นฐานในชีวิต ทำนองให้รู้ว่าอะไรถูกอะไรผิด อะไรควรไม่ควรมากกว่า และส่วนหนึ่งก็คงพยายามศึกษาหาคำตอบเกี่ยวกับความลึกลับของชีวิต โลก ธรรมชาติ ว่าความเป็นจริงน่าจะเป็นเช่นไร  รวมทั้งศึกษาภาพอนาคตของสังคมที่ีน่าอยู่ (Utopia) ควรเป็นเช่นไร    

ดังนั้น วิธีการทางวิชาปรัชญาที่ผ่านมา จึงมีลักษณะการหาเหตุผลมาให้คำตอบในสิ่งที่สงสัยอยากรู้ และร่วมกันตรวจสอบวิพากษ์วิจารณ์ความคิด หรือสิ่งต่างๆ ที่มีคนนำเสนอขึ้นมา 

.

๓. คุณค่าของวิชาปรัชญา

หลังจากเข้าสู่ยุควิทยาศาสตร์ ที่มนุษย์พยายามหาคำตอบด้วยการพิสูจน์ ค้นคว้าทดลอง ไม่ใช่หาคำตอบแบบนักปรัชญาที่พยายามหาคำตอบจากการคาดคะเน ด้วยวิธีีตรรกะและความน่าจะเป็น (Logic and Probability)  คนจำนวนมากจึงไม่เชื่อถือหรือยอมรับความรู้ที่ได้มาจากนักปรัชญาอีก  เพราะความรู้ที่ได้จากนักปรัชญาจึงทำให้คนทั่วไปเห็นว่าเป็นของเลื่อนลอย ไม่อยู่บนพื้นฐานความจริง ไม่สามารถให้คำตอบที่ชัดเจนแน่นอนได้  รวมทั้งวิธีการของนักปรัชญาที่ชอบหักล้างความคิดกัน ด้วยวิธีจับผิดภาษาที่ใช้จากคำพูด หรือพยายามโต้แย้งความคิดของอีกฝ่ายด้วยความเห็นที่ยิบย่อยเกินไป หรือไม่ก็พยายามโต้แย้งกันด้วยสำนวนโวหาร ไม่พยายามมุ่งโต้แย้งที่สาระ/หลักการ กลับไปเถียงกันแต่ความรู้ที่คาดคะเนเอา ซึ่งยังไม่รู้ว่าความคิดนั้นจะเป็นไปได้ หรือเป็นไปไม่ได้ จึงทำให้ประชาชนทั่วไปรำคาญเบื่อหน่ายในที่สุด   ส่วนผลการพิสูจน์ทดลองทางวิทยาศาสตร์/การคำนวณทางคณิตศาสตร์ สามารถให้คำตอบที่สงสัยได้ชัดเจน และยืนยันความจริงให้ประจักษ์ด้วยสายตา รวมทั้งสร้างผลงานที่เป็นประโยชน์แก่คนมากมายทั่วโลก มีผลลัพธ์ที่จับต้องได้  

แม้ว่าวิธีการแบบปรัชญาจะไม่ช่วยเหลือมนุษย์ได้อย่างเต็มที่แบบวิธีการทางวิทยาศาสตร์  แต่เมื่อเราพิจารณาการเรียนวิชาปรัชญาของประเทศทางตะวันตกในปัจจุบัน จะพบว่า เขาให้น้ำหนักกับวิธีคิด และ วิธีการหาเหตุผล ไม่ได้เรียนหรือศึกษาเพื่อมุ่งหาคำตอบอีกต่อไป  ซึ่งถ้าเรามุ่งเน้นการเรียนปรัชญาในลักษณะนี้ จะช่วยให้เรามีวิสัยทัศน์ที่กว้างขวาง เห็นความคิด มิติมุมมองที่เป็นไปได้อย่างหลากหลาย ส่งผลให้ลดอคติ มีจิตใจที่กว้างขวาง และช่วยให้เราเห็นขอบเขตของสิ่งที่เราคิดออกไปได้หลายแง่หลายมุมว่ามีอะไรบ้างที่เป็นไปได้ อะไรที่เป็นไปไม่ได้ เกิดจินตนาการมองเห็นภาพรวมของสิ่งที่คิด สิ่งที่ทำในอนาคต(วิสัยทัศน์) ได้ชัดเจนขึ้น  

ที่สำคัญการเรียนปรัชญาแบบนี้ มีคุณค่าที่ช่วยให้ “ใส่ใจ” สิ่งอื่นหรือผู้อื่นมากขึ้น ทำให้ผู้เรียนเปลี่ยนแปลงทั้งทัศนะและพฤติกรรมไปในทางที่สูงส่ง ช่วยให้เห็นทุกอย่างเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ไม่เชื่อหรือมีความคิดตามขนบธรรมเนียมประเพณี ของสังคมใดๆ ไม่มีอคติต่อผู้ใดหรือสิ่งใดทั้งสิ้น  มีจุดประสงค์เดียว คือ “แสวงหามุมมอง/ความคิดที่แตกต่างบนพื้นฐานข้อมูลความรู้”  และความรู้ที่ได้มาก็ไม่ขึ้นกับตัวบุคคล แต่เป็นความรู้ที่ได้จาก “วิธีคิด” โดยการไตร่ตรอง, ใคร่ครวญ หรือ การครุ่นคิดเกี่ยวกับการคิด (thinking about thinking) และเมื่อเราคิดเกี่ยวกับแนวคิดที่เกิดขึ้น สิ่งที่ได้คือ “ตัวความคิด” ในทางปรัชญาเรียกว่า “Further Philosophy” ซึ่งเป็น “การคิดเกี่ยวกับความคิดของมนุษย์”ลักษณะการคิดเช่นนี้แหละ ทำให้เราสามารถพัฒนาการคิดได้อย่างรอบด้านทุกมิติ  เช่น เห็นว่าชีวิตและโลกนั้นที่แท้จริงไม่มีอะไรเลย ไม่มีดีมีชั่ว มีดีมีเลว มีมิตรมีศัตรู มีคุณมีโทษ ทุกอย่างสามารถแปรผันเป็นไปได้ทุกอย่างตามความคิดของคน และสังคม 

แต่ในขณะเดียวกัน การเรียนปรัชญาที่เน้น “วิธีคิด และวิธีการให้เหตุผล” จะทำให้ผู้คนในสังคม โดยเฉพาะผู้ปกครองบ้านเมืองกลัวว่าถ้าผู้เรียนใช้วิธีการทางปรัชญาแบบนี้มากขึ้น สังคมจะวุ่นวาย สับสน เพราะชอบตั้งคำถามหรือสงสัยไปทุกอย่าง (Skepticism) ที่ผู้มีอำนาจทำลงไป แถมหวาดระแวงว่าจะมี “การสมคบคิดกัน” เพื่อทำลายหรือโค่นล้มระบอบ/สถานบันที่มีอยู่ในปัจจุบัน  สปิโนซา (Baruch Spinoza) เคยกล่าวว่า “ผมไม่รู้จะสอนปรัชญาอย่างไร โดยที่ผู้เรียนจะไม่กลายเป็นพวกก่อกวน สร้างความไม่สงบ” ซึ่งตัววิธีการทางปรัชญา ช่วยให้ทุกคนเห็นถึงความเป็นไปได้อย่างอื่นได้อีกยิ่งมีการคิดเชิงวิพากษ์ (Critical Thinking) ก็ยิ่งชวนให้เข้าใจผิดว่า เราจะไปจับผิดในสิ่งที่เขาเห็นว่าเป็นบรรทัดฐาน/คุณค่าทางสังคมที่ดีได้มาตรฐานอยู่แล้ว จนทำให้เขาหวาดกลัวภัยอันตรายของสังคมจากวิธีการทางปรัชญาแบบนี้ขึ้นมา

สรุปได้ว่า ปรัชญาในยุคแรกๆ เป็นวิชาหนึ่งที่เกี่ยวกับการหาความรู้ ความจริง เพื่ออธิบายเหตุการณ์และสิ่งต่างๆที่มนุษย์ประสบ ตามหลักเหตุและผลอย่างกว้างๆ โดยใช้หลักการของตรรกะเป็นเครื่องมือ  ซึ่งนักปรัชญาได้ใช้เวลาหลายพันปี ในการพยายามค้นหาคำตอบต่างๆ ทั้งที่เกี่ยวกับจุดประสงค์ในการมีชีวิตอยู่/กฎเกณฑ์สังคม/ธรรมชาติ/โลก  ส่วนปรัชญาในยุคปัจจุบัน จะเป็นวิชาที่เน้นเกี่ยวกับ“วิธีคิด และ วิธีให้เหตุผล”เพื่อให้เกิดมุมมองต่อสิ่งที่เราคิดอย่างหลากหลายเท่านั้น 

ซึ่งการเรียนปรัชญาในลักษณะวิธีคิดและวิธีการให้เหตุผล จะสอดคล้องกับ “Philosophy” ที่มีความหมายว่า “รักในการแสวงหาความรู้” มากกว่า  [คำว่า “Philosophy” เชื่อกันว่าถูกเรียกใช้ครั้งแรก โดยนักคิดชาวกรีกโบราณที่ชื่อว่า ปีธาโกรัส (Pythagoras)]    จริงๆแล้ว ในทัศนะส่วนตัวของผม ผมคิดว่าการศึกษาวิชาปรัชญาในระดับปริญญา ไม่ควรมุ่งเน้นให้ผู้เรียนมีความรู้เนื้อหาปรัชญา หรือจดจำแนวคิดของนักปรัชญา หรือเรียนแบบประวัติศาสตร์ปรัชญาเหมือนในอดีตอีก  แต่ควรเน้นพัฒนาความสามารถใน “การประมวลผลข้อมูล การคิดอย่างจำแนกแจง วิเคราะห์ เพื่อสามารถแสดงความคิดเห็นพร้อมให้เหตุผลนั้นๆ ได้อย่างน่าเชื่อถือ” จะเกิดคุณค่าต่อการเรียนปรัชญาอย่างแท้จริง

.

๔. วิธีเรียนวิชาปรัชญา   การเรียนวิชาปรัชญาในปัจจุบันมีหลายวิธี ดังนี้

วิธีที่ ๑ ใช้กฏของเดส์การ์ตส์ (Discourse on Method of Descartes) 

1. จะไม่ยอมรับว่าอะไรเป็นคำตอบที่แท้จริงทันที จนกว่าจะเห็นอย่างแจ่มแจ้งชัดเจน หาข้อสงสัยอีกไม่ได้

2. จะจำแนกปัญหาที่กำลังคิดเป็นส่วนๆให้ละเอียดที่สุด คลอบคลุมปัญหานั้นๆเท่าที่จะแบ่งได้ หรือเท่าที่จำเป็น

3. จะจัดระบบความคิดเป็นขั้นตอน จากภาพรวมปัญหาที่เป็นของธรรมดาหรือง่ายๆ จนถึงส่วนย่อยที่ซับซ้อนมากขึ้น

4. จะตรวจสอบให้ละเอียดทุกประเด็น ทุกขั้นตอน จนไม่มีข้อบกพร่อง

.

วิธีที่ ๒ ใช้วิธีพิเศษ (Mysticism)

วิธีนี้เป็นการเพ่งจิตใจไปในสิ่งที่กำลังคิด จนจิตใจแน่วแน่สงบนิ่ง(แบบการนั่งสมาธิของพุทธศาสนา) หรือสมมติตัวเองเป็นสิ่งนั้น จนมีความรู้สึกร่วมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับสิ่งนั้น  หรือเพ่งถึงองค์พระเจ้าจนจิตลืมตัวจะเข้าถึงความจริงได้เอง  พอจิตสงบก็จะได้คำตอบที่ผุดขึ้นในจิตใจ   บางคนก็เหมือนมีคนมากระซิบบอก  บางคนก็ฝันถึงภาพแนวคิด  บางคนก็เหมือนมีอะไรมาแว่บในสมอง   บางคนก็เหมือนมีอะไรดลบันดาลให้ได้คำตอบจากคนที่บังเอิญพบ  เดินผ่านสิ่งต่างๆ ก็ได้คำตอบ  บางทีก็ไปเจอหนังสือที่มีข้อความตรงใจพอดี  ฯลฯ   

.

วิธีที่ ๓ ใช้วิธีวิทยาศาสตร์ (Method of Science)

  1. มีปัญหา หรือตั้งปัญหา
  2. รวบรวมและสังเกตข้อมูล ข้อเท็จจริง โดยไม่ลำเอียงใด ๆ
  3. เสนอคำตอบแก้ปัญหา (โดยการตั้งสมมติฐาน : Hypothesis ; หรือ การเสนอแนะ : Suggestion)
  4. ตรวจสอบคำตอบที่ตัวเองคิด ด้วยวิธีคิดต่าง ๆ เช่น  วิธีวิจารณญาณ ( ตรึกตรอง, ไตร่ตรอง), วิธีตรรกวิทยา (Logic), วิธีเปรียบเทียบ (analogy), วิธีประวัติศาสตร์ (History), วิธีประสบการณ์ (Experience)  ฯลฯ
  5. ใช้การอนุมานเพื่อหาคำอธิบายที่ดีที่สุดจากหลักฐานที่พบ จะไม่ใช้การทดลองทางความคิด หรือการคาดเดา หากหลักฐานและการอนุมานเพื่อหาคำอธิบายที่ดีที่สุด สนับสนุนการมีอยู่ของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เราก็มีเหตุผลที่จะสรุปได้ว่าสิ่งนั้นมีอยู่จริง
  6. กระบวนการทั้งหมดจะไม่ใช้กระบวนการทดลอง หรือ พิสูจน์ซ้ำไปมาแบบนักวิทยาศาสตร์

     

วิธีที่ ๔  ใช้วิธีศึกษาจากประวัตินักปรัชญา

เนื่องจากการศึกษาเนื้อหาทางด้านปรัชญามีลักษณะเป็นนามธรรม และมีประเด็นให้น่าค้นคว้าศึกษาหาคำตอบมากมาย การเริ่มศึกษาปรัชญาจากประวัติของนักคิดรุ่นต่าง ๆ  จะช่วยพอให้เข้าใจถึงเนื้อหาปรัชญาที่คนรุ่นเก่าๆคิดไว้ได้ง่ายและสะดวก ไม่ว่าจะเป็นความคิดหรือปัญหาของปรัชญาจะกว้างขวางแค่ใด  เราก็สามารถเข้าถึงแนวคิดนั้นได้ เช่น การศึกษาประวัติของธาเลส, เพลโต, อริสโตเติล, เรอเน เดส์การ์ต, บารุค สปิโนซา, จอห์น ล็อก, เอ็มมานูเอล ค้านท์, รอยส์, อัม สมิธ, คาร์ล มาร์กซ์ เป็นต้น ซึ่งคนเหล่านั้นในประวัติได้กล่าวถึงว่าได้เขียนอะไร  มีแนวคิดอย่างไรไว้บ้าง โดยวิธีนี้เราจะเข้าใจปรัชญาเป็นกลุ่มและขอบเขตได้ชัดเจน เพราะประวัตินักปรัชญา ก็คือ ประวัติของนักคิด  และเป็นสิ่งที่สามารถสะท้อนความคิดต่างๆ ของนักปรัชญา  นักปรัชญาส่วนมากเป็นนักคิดที่สำคัญของโลก ทุกท่านต่างมีจินตนาการกว้างไกล และมองเห็นการณ์ไกล  เมื่อศึกษาแนวคิดจากประวัติของนักปรัชญาเหล่านั้นก็จะทำให้เรามีจินตนาการและวิสัยทัศน์กว้างไกลไปด้วย  แล้วเรานำแนวคิดนั้นมาลองวิเคราะห์ ให้เหตุผลตามมุมมองของเรา จะช่วยให้เราได้ประโยชน์ในการศึกษาด้วยวิธีนี้มากขึ้น

 

วิธีที่ ๕ ใช้วิธีศึกษาแบบวิชาการ

วิธีนี้เราจะเรียนรู้จากปรัชญาสาขาใดสาขาหนึ่ง เช่น ปรัชญาการศึกษา ปรัชญาสังคม ฯลฯ เราจะเริ่มต้นด้วยการศึกษาจากนิยามคำศัพท์ที่ใช้ในวงการปรัชญานั้นๆ ก่อน แล้วจึงศึกษาหลักการ แนวคิด ทฤษฎีที่ใช้ กฎเกณฑ์ของปรัชญาสาขานั้นๆ อาจจะศึกษาปัญหา หรือสิ่งที่ปรัชญาสาขานั้นสนใจ เมื่อเราศึกษาปรัชญาแต่ละสาขาอย่างละเอียด เราจะเกิดการเปรียบเทียบ จนเราได้หลักการแนวคิด (Concept) ที่เป็นพื้นฐานของปรัชญาแต่ละสาขา ซึ่งทำให้เราอาจเกิดความเข้าใจว่า แนวคิดมุมมองที่แตกต่างตามปรัชญาสาขาต่าง ๆ นั้น  แท้จริงหลักการแนวคิดไม่ต่างกันมากนัก แต่เหตุผลที่ใช้สนับสนุนแนวคิดจะต่างออกไป  ทำให้ดูเหมือนแนวคิดนั้นอยู่คนละขั้ว คนละพวก

วิธีที่ ๖ ใช้หลักวิธีคิด และ วิธีหาเหตุผล

วิธีนี้ต้องตั้งจุดประสงค์ให้ชัดเจนว่า จะ “แสวงหามุมมอง/ความคิดและเหตุผลที่แตกต่างบนพื้นฐานข้อมูลความรู้ด้วยวิธีคิด” ซึ่งความรู้ที่ได้มาไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวบุคคล แต่เป็นความรู้ที่ได้จาก “วิธีคิด” ในรูปแบบต่างๆ ทั้งการคิดเชิงวิเคราะห์, การคิดเชิงวิพากษ์, การคิดเชิงสร้างสรรค์, การคิดเชิงนามธรรม,  การคิดอย่างรูปธรรม, การคิดแบบบูรณาการ, การคิดแบบแตกแขนง, การคิดแบบไตร่ตรอง, การคิดเชิงอารมณ์, การคิดแบบนอกกรอบ  จะเรียกว่าเป็น “การคิดเกี่ยวกับการคิด (thinking about thinking)” ก็ได้  และเมื่อเราคิดเกี่ยวกับความคิดที่เกิดขึ้น สิ่งที่ได้คือ “ตัวความคิด” ในทางปรัชญาเรียกว่า “Further Philosophy” ซึ่งเป็น “การคิดเกี่ยวกับความคิดของมนุษย์”    

.

๕. เนื้อหาปรัชญา       

การศึกษาปรัชญาตามที่ตกลงกันของนักวิชาการด้านปรัชญา ได้กำหนดขอบเขตการศึกษาไว้ ๓ ประเภท ดังนี้

๕.๑. อภิปรัชญา (Metaphysics)  จะศึกษาเกี่ยวกับความมีอยู่จริง (to exist) กล่าวคือ ศึกษาถึงความมีอยู่ของ “สิ่ง” ต่าง ๆ ในเอกภพว่า “มีอยู่หรือไม่” ถ้ามีอยู่แล้วสิ่งเหล่านั้น “มีอยู่จริงหรือไม่” ถ้ามีอยู่จริงสิ่งเหล่านั้นจะถูกเรียกว่า “ความเป็นจริง” (reality) และหาคำตอบกันต่อไปว่า ความเป็นจริงที่เชื่อว่ามีอยู่นั้น มีอยู่แบบสสารหรือจิต ความเป็นจริงที่อภิปรัชญาแสวงหานั้นเป็นความจริงสุดท้ายเกี่ยวกับโลก ชีวิต จิต และพระเจ้า อันเป็นพื้นฐานที่มาของความจริงอื่น ๆ เป็นความจริงสูงสุดที่เรียกว่า อันติมสัจจะ (ultimate reality) คำตอบเชิงอภิปรัชญาจะถูกแสดงออกมาในลักษณะต่าง ๆ กัน ได้แก่ เอกนิยม (monism) ทวินิยม (dualism) และพหุนิยม (pluralism)  เช่น

1. ความเป็นจริงที่แท้จริง

2. จุดเริ่มต้นและธรรมชาติของชีวิต, โลก, เอกภพ

3. จุดสุดท้ายของชีวิต, ความตาย

4. จิต วิญญาณ พระเจ้า

๕.๒. ญาณวิทยา (Epistemology) จะศึกษาเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับเอกภพ เกี่ยวกับความรู้ที่เป็นตัวความจริง โดยศึกษาา เราจะรู้ความจริงได้อย่างไร และความจริง (truth) ที่เรารู้นั้นตรงกับความเป็นจริง (reality) หรือไม่ และใช้เกณฑ์ใด (criterion of truth) ในการตัดสิน เป็นต้น ปรัชญาประเภทนี้ มักจะมุ่งเน้นการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับเอกภพ  เช่น

  1. เรามีความรู้ได้อย่างไร, ความรู้เกิดได้อย่างไร
  2. วิธีการตัดสินความรู้  ความคิด
  3. วิธีการตรวจสอบความคิดอย่างสมเหตุสมผล
  4. ความจริงมีอะไรและเรารู้ความจริงได้เพียงใดบ้าง

ซึ่งปรัชญาแนวนี้ เชื่อว่าการทำให้เกิด “ความรู้” มีหลากหลายวิธี  เช่น  จากเชิงประจักษ์ (Rational), จากประสบการณ์ (Empirical),  จากการหยั่งรู้ (Intuitive),  จากผู้เชี่ยวชาญ (Authoritative),  จากการรับรู้ (Sensational),  จากการเปิดเผย(แสดง-สาธิต) (Revealed),  และจากการอนุมาน (Inference)

๕.๓. คุณวิทยา -อรรฆวิทยา (Axiology : ontology)  จะศึกษาเกี่ยวกับคุณค่า หรือ ค่านิยม (Theory of Value) ของสรรพสิ่งทั้งหลาย  หรืออุดมคติแห่งชีวิต หรือ อุดมการณ์ที่จัดเป็นมาตรฐานของสิ่งมีชีวิตในด้านต่าง ๆ ทั้งด้านความดี ความงาม ความจริง และความบริสุทธิ์แห่งดวงจิต เช่น

  1. ความหมายของชีวิต  (เทววิทยา-Theology)
  2. ชีวิตที่ดีเป็นอย่างไร
  3. ควรดำเนินชีวิตอย่างไร ด้วยวิธีการใด  (ตรรกวิทยา - Logic  >  นิรนัย  >  อุปนัย)
  4. สิ่งที่น่าปรารถนาที่สุดของชีวิต  (สุนทรียะ-Aesthetic)
  5. การตัดสินความดี – ความชั่ว  (จริยะ - Ethic)

๕.๔  ในปัจจุบันมีนักวิชาการปรัชญากลุ่มหนึ่ง เห็นว่ายังมีปรัชญาอีกประเภทหนึ่ง ซึ่งไม่สามารถจัดจำแนกเป็นกลุ่มโดยเฉพาะให้ชัดเจน แต่มีการผสมผสานระหว่างปรัชญาด้วยกันตามสาขาที่ค้นคว้า  จึงตกลงให้เรียกว่า  ปรัชญาประยุกต์ (applied philosophy)  คือ เป็นปรัชญาที่นำเอาผลสรุป หรือคำตอบของจาก ๓ กลุ่มหลัก เช่น เมื่อวิชาการต่างๆ ยุคนี้ แต่ละสาขาวิชาพบปัญหาที่อธิบายไม่ได้ด้วยข้อเท็จจริงที่มีอยู่  จึงนำเอาความรู้ที่ได้จากปรัชญา ๓ กลุ่มหลักไปอธิบาย/ตีความสิ่งที่คิดนั้น ๆ จึงกลายเป็นปรัชญาประยุกต์  และกำหนดชื่อขึ้นมาตามสาขาวิชานั้น ๆ เช่น ปรัชญาศาสนา ปรัชญาสังคม ปรัชญาการเมือง ปรัชญากฎหมาย ปรัชญาวิทยาศาสตร์ ปรัชญาศิลปะ ปรัชญาคณิตศาสตร์ ปรัชญาภาษา ปรัชญาจิต ปรัชญาประวัติศาสตร์ เป็นต้น   

.

๖.  ปรัชญากับการจัดการศึกษา

จากการที่มีผู้นำเนื้อหาและวิธีการทางปรัชญาไปประยุกต์กับสาขาวิชาต่างๆ จนช่วยให้สาขาวิชาเหล่านั้นมีประโยชน์มีความชัดเจนในการกำหนดทิศทาง และแนวทางที่จะดำเนินการมากขึ้น  ซึ่งทางการศึกษาก็เช่นเดียวกัน  มีผู้สนใจนำแนวคิด/วิธีการทางปรัชญา มาช่วยหาคำตอบว่า การศึกษาที่ดีควรเป็นอย่างไร, ควรดำเนินการอย่างไรจึงจะเกิดคุณค่า /พัฒนาให้ผู้เรียนมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น,  สังคมควรถ่ายทอดหรือฝึกฝนอะไรให้กับผู้เรียนบ้าง,  จะใช้วิธีการอย่างไรจึงจะรู้ว่าบรรลุผลสำเร็จตามที่วางไว้ ฯลฯ  ซึ่งคำถามเหล่านี้ สอดคล้องกับสิ่งที่ปรัชญาทั้ง ๓ ประเภทกำหนดขอบเขตไว้พอดี  นักการศึกษาจึงนำขอบเขตจากอภิปรัชญา ญาณวิทยา และคุณวิทยา มาเป็นหลัก/ขอบเขตในการจัดการศึกษาให้กับสังคมและมนุษย์  ซึ่งมีผู้พยายามสร้างหลัก/แนวคิดที่ใช้เป็นแนวทางในการจัดการศึกษาหลากหลายแนวทางด้วยกัน

๖.๑  ก่อนที่เราจะไปศึกษาปรัชญาที่ใช้ในการจัดการศึกษาที่มีผู้คิดและดำเนินการไว้  นักศึกษาที่ดีควรจะฝึกตั้งคำถามต่างๆ เกี่ยวกับเรื่องการจัดการศึกษาตามแนวคิดของเราก่อนบ้าง หลังจากที่เราตอบคำถามข้างบนแล้ว เราก็พอจะได้เห็นแนวคิด/แนวทางในการจัดการศึกษาที่ชัดเจนของเราบ้าง  แล้วเราค่อยนำคำตอบของเราไปเทียบเคียงกับกลุ่มปรัชญาการศึกษาที่มีผู้จัดทำไว้  ซึ่งจะช่วยให้เรารู้ว่ามีส่วนไหนของเราที่ไปสอดคล้อง หรือแตกต่างออกไป วิธีนี้จะทำให้เรามั่นใจในคำตอบของเราว่า เราก็คิดได้เหมือนกันนะ แต่อาจจะยังไม่ชัดเจน หรือครอบคลุมครบถ้วนเหมือนกับที่นักปรัชญาการศึกษาได้คิดและพัฒนาไว้  จนเป็นต้นแบบแนวทางการจัดการศึกษาที่ใช้กันทั่วไป   

     ตัวอย่างการตั้งคำถามด้านการศึกษา  เช่น

  1. การจัดการศึกษาที่เป็นอยู่ทั้งในประเทศไทย และนานาประเทศในปัจจุบัน  มีพื้นฐานความคิดอย่างไร  และแนวคิดนั้นมาสิ่งใดบ้าง  หรือ นำแนวความคิดมาจากปรัชญากลุ่มใด
  2. ในแต่ละยุคสมัยที่ผ่านมา ประเทศไทยได้เคยทดลองจัดการการศึกษา โดยมีพื้นฐานแนวคิดจากสิ่งใด หรือ จากแนวคิดของปรัชญาใดบ้าง
  3. การจัดการการศึกษาของประเทศไทยที่นำมาจากพื้นฐานแต่ละปรัชญา มีแนวคิดสาระสำคัญเช่นใด เมื่อนำมาปฏิบัติแล้วเกิดผลเช่นใด มีจุดเด่น จุดบกพร่องอย่างไร
  4. แนวความคิดปรัชญาการศึกษาใด ที่เหมาะสมกับสภาพสังคมไทย คนไทยมากที่สุด
  5. ถ้าแนวคิดปรัชญาการจัดการศึกษาที่มีอยู่ ไม่เหมาะกับสังคมไทย  แล้วเราอยากจะมีแนวคิดในการจัดการศึกษาใหม่ ให้เหมาะสมกับคนไทย สังคมไทย  เราจะนำมาจากไหน  หรือสร้างใหม่อย่างไร  โดยวิธีใด
  6. ประเทศไทยควรมีเป้าหมายการพัฒนาคนอย่างไรจึงจะเหมาะสมที่สุดที่ทันต่อความเจริญของโลก  และถ้ามีเป้าหมายอย่างนั้น เราควรจะใช้แนวคิดปรัชญาใดเป็นแนวทางดำเนินการ จึงจะทำให้บรรลุผลตามเป้าหมายที่วางไว้

 

๖.๒  แนวคิดปรัชญาหลัก

ไม่ว่าจะเป็นการจัดการศึกษา หรือการเมืองการปกครองของประเทศที่เป็นต้นแบบของประเทศต่างๆ ทั่วโลก ล้วนมีการดำเนินการที่เกิดจากแนวคิดปรัชญาใดปรัชญาหนึ่งเป็นหลักเสมอ  แล้วค่อยผสมผสานกับแนวปรัชญาอื่นๆ ในรายละเอียด  ซึ่งปรัชญาหลักๆ มีดังนี้

  1. ปรัชญาแนวอุดมคตินิยม (Idealism)
  2. ปรัชญาแนวสัจจนิยม (Realism)
  3. ปรัชญาแนวปฏิบัตินิยม (Pragmatism)
  4. ปรัชญาแนวภววาทนิยม (Existentialism)
  5. ปรัชญาแนววิเคราะห์ (Analysis)

๓ ปรัชญาแรกเป็นที่ยอมรับและดำเนินการเผยแพร่มานาน  ส่วน ๒ ปรัชญาหลังเพิ่งได้รับการยอมรับให้เป็นแนวทางในการดำเนินการ เพราะสามารถตอบสนองความต้องการและจุดมุ่งหมายของสังคมยุคโลกาภิวัตน์ได้ชัดเจน  

 

๖.๓  แนวคิดปรัชญาการศึกษา 

การที่จะเป็นนักการจัดการศึกษาที่ดีนั้น ต้องรับรู้อยู่เสมอว่า เราไม่สามารถนำแนวคิดจากกลุ่มปรัชญาใดปรัชญาหนึ่งมาเป็นแนวทางดำเนินการในการจัดการศึกษาตั้งแต่ต้นจนจบได้อย่างมีประสิทธิภาพ  เพราะในแต่ละสังคมมีความซับซ้อนทั้งทางความคิด  ค่านิยม หรือวัฒนธรรมประเพณี หรือบรรทัดฐานทางสังคม รวมทั้งวิถีชีวิตจากบริบทสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติที่ต่างกัน  ดังนั้น การจัดการศึกษาที่ดี ควรนำหลักการหรือแนวคิดที่ได้จากปรัชญากลุ่มอื่นๆ มาผสมผสานในการดำเนินการไปด้วย

การที่ผู้รับผิดชอบในการจัดการศึกษา จะนำปรัชญาใดปรัชญาหนึ่งมาเป็นแนวทางหลักในการจัดการศึกษานั้น แสดงว่าเขาเชื่อว่า/เห็นว่าแนวคิดปรัชญานั้น สามารถสนองตอบต่อจุดมุ่งหมายของสังคมตนเองได้ หรือ สนองตอบต่อความคาดหวังที่อยากให้เกิดสังคมอุดมคติในประเทศตนเอง  ดังนั้น ถ้าผู้ใดมีแนวความคิดที่จะพัฒนาการศึกษา การเรียนรู้ตามแนวคิดของตัวเอง  ตามคำถามตัวอย่างที่ให้ไว้ ถึงแม้ว่าสิ่งที่คิดจะใช้ได้จริงหรือๆไม่  แต่เราก็สามารถเรียกผู้นั้นว่าเป็น “นักปรัชญาด้านการศึกษา” ได้

แต่...ถ้าผู้ใดนำแนวทางการจัดการศึกษาของประเทศใดประเทศหนึ่ง ที่ทำตามแนวทางปรัชญาการศึกษาหนึ่ง แล้วเขานำมาดำเนินการในบ้านเมืองของตัวเองบ้างอย่างเป็นระบบ มีขั้นตอนชัดเจนตามอย่างประเทศนั้นๆ  ย่อมถือได้ว่าเขาเป็น “นักวิชาการการศึกษา” เพราะเขาแค่ไปศึกษาแนวทางในการจัดการศึกษาที่มีผู้ดำเนินการอยู่แล้ว ซึ่งประเทศไทยก็เป็นอย่างนั้น เราไม่ได้จัดการศึกษาตามแนวปรัชญาการศึกษาใดๆ โดยตรง แต่เราจัดการศึกษาตามแนวการจัดการศึกษาของประเทศที่เราเชื่อว่า/เห็นว่าได้ผลดีต่างหาก   

การจัดการศึกษาของประเทศทั่วโลกในปัจจุบัน ยังเป็นแค่ “ทฤษฎีหรือวิชาการ”(Logy) ยังไม่ถึงขั้นเป็น“ศาสตร์”(Science) เพราะยังไม่สามารถสรุปได้ชัดเจนว่า  แนวทางการจัดการศึกษาใดที่จะสามารถพัฒนาคน หรือสังคมได้สมบูรณ์ ครอบคลุมทุกด้าน หรือ ยังไม่มีแนวทางการจัดการศึกษาของประเทศใดที่จะพัฒนาได้อย่างมีประสิทธิภาพแท้จริง/แก้ปัญหาของบ้านเมืองได้อย่างหมดสิ้น   

ปรัชญาการศึกษา ที่ปรากฏทั่วโลกในปัจจุบัน มีดังนี้

1. ปรัชญาพิพัฒนาการนิยม (Progressivism)

2. ปรัชญานิรันตรวาทนิยม (Perennialism)

3. ปรัชญาสารัตถนิยม (Essentialism)

4. ปรัชญาบูรณาการนิยม (Reconstructionism)

5. ปรัชญาอัตถิภาวนิยม (Existentialism)

6. ปรัชญาการศึกษาแบบเสรีนิยม

7. ปรัชญาการศึกษาแบบพฤติกรรมนิยม

8. ปรัชญาการศึกษาแบบมนุษยนิยม

9. ปรัชญาการศึกษาแบบมนุษยนิยมแนวใหม่

                               ฯลฯ

ในแง่ปรัชญาแล้ว  แนวคิดอุดมคตินิยมเกิดก่อน > จึงเกิดแนวคิดแบบสัจจนิยมตามมา > แล้วตามด้วยแนวคิดปฏิบัตินิยม > แนวคิดภววาทนิยม > และแนวคิดวิเคราะห์ในที่สุด

ในแง่การศึกษาที่จัดกันขึ้นทั่วโลกนั้น การจัดการศึกษาตามแนวคิดแบบนิรันตรวาทนิยมเกิดก่อน > แล้วตามมาด้วยแนวคิดแบบพิพัฒนาการนิยม > แนวคิดแบบสารัตถนิยม > แนวคิดแบบบูรณาการนิยม > และแนวคิดแบบอัตถิภาวนิยม > และอาจจะยังมีแนวคิดแบบใหม่อีกหลายแนวคิดตามมาอีกก็ได้ฯลฯ

    แต่…เพื่อความเข้าใจ และเป็นการเปรียบเทียบได้ชัดเจนขึ้น จะสรุปแนวคิดลัทธิปรัชญาพิพัฒนาการนิยมก่อน เพราะในปัจจุบันการศึกษาประเทศไทย และการศึกษาในประเทศเกือบทั่วโลกนิยมใช้แนวความคิดของปรัชญานี้เป็นหลักในการจัดการศึกษา

    

๖.๔ ความหมายของ “การจัดการศึกษา”

แต่ก่อนที่ศึกษาแนวคิดจากปรัชญาการศึกษาต่างๆ  เราควรเข้าใจคำว่า “การจัดการศึกษา” ก่อน ซึ่งคำว่า “การศึกษา” นั้น สามารถให้ความหมายได้หลากหลายตามความคิด, ความเข้าใจ, ความต้องการ, ความคาดหวัง, หรือประสบการณ์ชีวิตของแต่ละคน  พูดง่ายๆ คือ ใครจะให้นิยามคำว่า “การศึกษา” อย่างไรก็ได้ เพียงแต่ว่าความหมายนั้นต้องมีความเป็นไปได้ในการนำไปดำเนินการ สามารถบอกได้ว่าใช้หลักใด/แนวคิดใด/เหตุผลใด และถ้านำไปดำเนินการในการจัดทำหลักสูตร การจัดการเรียนการสอน การวัดผลประเมินผล การกำหนดบทบาทครู ผู้เรียน จะมีความชัดเจนสอดคล้องกันตลอดทั้งระบบและโครงสร้างหรือไม่

เมื่อพิจารณาความหมายของการศึกษาที่มีคนให้นิยามไว้มากมาย เราสามารถจัดได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ

1. การศึกษา หมายถึง การกระทำ/กิจกรรมใดๆ ที่มนุษย์สร้างขึ้น แล้วมีอิทธิพลหล่อหลอมชีวิตมนุษย์ทั้งความเป็นอยู่ วิถีชีวิต อาชีพ บุคลิกภาพ อารมณ์ จิตใจ (ธรรมชาติ) จนกลายเป็นคุณลักษณะนิสัย ความประพฤติ ความสามารถของบุคคล(ศักยภาพ) ตั้งแต่เกิดจนตาย, ซึ่งการให้ความหมายแบบนี้ จึงค่อนข้างครอบคลุมอย่างกว้างขวาง เรียกง่ายๆว่า เป็นความหมายอย่างกว้าง 

2. การศึกษา หมายถึง กระบวนการที่สังคมจัดทำขึ้นเพื่อ “ถ่ายทอด” ความรู้ ความเข้าใจ ความคิดอ่าน หรือ ความเชื่อ ขนบธรรมเนียมประเพณี และ “ฝึกฝน” คุณลักษณะนิสัย ความประพฤติ เทคนิคทักษะฝีมือ ฯลฯ จากคนรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่ง ความหมายแบบนี้ จึงค่อนข้างเฉพาะเจาะจง  เรียกง่ายๆว่า เป็นความหมายอย่างแคบ 

ซึ่งการศึกษาในปัจจุบันที่สังคมจัดทำขึ้น มักจะอยู่ในลักษณะที่ 2 เป็นส่วนใหญ่ และทำในรูปแบบสถาบัน  มีสถานที่จัดการศึกษาอย่างเป็นระบบ มีกฎเกณฑ์ทางสังคมของสถาบันนั้นโดยเฉพาะ เพื่อ “ถ่ายทอด-ฝึกฝน” หล่อหลอมคนรุ่นต่อไปให้เป็นไปตามที่ผู้นำ/ผู้ปกครองบ้านเมือง/นักการศึกษาคิดว่าถูกต้องดีงาม การศึกษาจึงไม่สามารถแยกออกจากสังคม และ “สิ่ง” ที่สังคมนั้นถือว่ามีคุณค่า   ดังนั้น ผู้มีการศึกษา จึงหมายถึง ผู้ที่สังคมยอมรับว่ามีความสามารถ ศักยภาพและลักษณะนิสัยตามที่สังคมนั้นต้องการ

      

๖.๕ ปรัชญาการศึกษา

การจัดการศึกษาที่ประเทศต่างๆทั่วโลกจัดขึ้น จึงมีแนวทางที่หลากหลายตามแนวคิดอุดมคติ หรือปรัชญาใดปรัชญาหนึ่ง หรือความต้องการของผู้นำ/ผู้ปกครอง/ประชาชน ซึ่งสามารถจำแนกแนวคิดได้ 5 กลุ่มใหญ่ๆ ดังนี้

1. กลุ่มพิพัฒนาการนิยม (Progressivism)

     แนวคิดหลัก/แนวคิดพื้นฐาน 

  1. การศึกษาควรเป็น “สิ่ง” หรือ “การกระทำ หรือ “กิจกรรม” ที่ช่วยให้ผู้เรียนเกิดความกระตือรือร้นคล่องแคล่วว่องไว และต้องสอดคล้องกับความถนัด ความสนใจของผู้เรียน
  2. การเรียนรู้จากการแก้ปัญหา ดีกว่าการพร่ำสอนเนื้อหาทางวิชาการ  เพราะการเรียนรู้ที่แท้จริงขึ้นอยู่กับ“ประสบการณ์”ซึ่งจะเปลี่ยนแปลงไปตาม“สิ่งที่ประสบ”ในแต่ละวัย/แต่ละปี ตลอดอายุของมนุษย์
  3. การศึกษาควรจะเป็นการ “ศึกษาชีวิต” หรือ “การเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต” มากกว่าจะเป็น “การเตรียมตัวเพื่อไปประกอบอาชีพ หรือ การดำรงชีวิต”
  4. ครูไม่ควรมีบทบาท “สั่งสอน หรือ ชี้นำ” แต่ควร “ชี้แนะ หรือ แนะนำ” เท่านั้น
  5. โรงเรียน “ไม่ควรให้มีการประกวด หรือการแข่งขันกัน” แต่ “ควรฝึกการร่วมมือ ร่วมใจ” ในการกันทำกิจกรรมต่างๆ ซึ่งโรงเรียนควรเป็น “สังคมน้อย ที่จำลองแบบมาจากสังคมใหญ่” โรงเรียนจึงควร “สร้างสิ่งแวดล้อมที่ส่งเสริมให้เกิดประสบการณ์ชีวิต” อย่างต่อเนื่องในการศึกษา
  6. สังคมที่มี “ความเป็นประชาธิปไตย” เท่านั้น จึงจะช่วยให้ “เกิดการกระตุ้น” ทางความคิดในการพัฒนาตนเองและสังคม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นจนมีอิสรภาพเสรีในตน สามารถสร้าง/พัฒนาบุคลิกภาพที่ดี และสร้างสรรชีวิตที่ดีได้  ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเป็นเหตุปัจจัยในการพัฒนาความเจริญงอกงามชีวิตอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต
  7. โรงเรียนควร “มุ่งมั่นพัฒนาเด็ก (ยึดเด็กเป็นศูนย์กลาง)” โดยให้เด็กได้ใช้ “วิธีการแก้ปัญหา และ การทดลอง ค้นคว้า” เป็นหลักในการทำกิจกรรมต่างๆ

แนวคิดหลัก/แนวคิดพื้นฐานกลุ่มพิพัฒนาการนิยม (Progressivism) โดยย่อ

การศึกษา คือ การศึกษาชีวิต / ประสบการณ์ชีวิตที่ควรรู้
หลักสูตร คือ มวลประสบการณ์ / แนวทางการจัดให้มีประสบการณ์
โรงเรียน คือ แหล่งประสบการณ์, สังคมประชาธิปไตย, สังคมร่วมมือ
ครู คือ ผู้จัดประสบการณ์, ผู้กระตุ้น, ผู้ชี้แนะ, นักแนะแนว
นักเรียน คือ ผู้แสวงหาประสบการณ์, ผู้เรียนรู้ประสบการณ์
การเรียนการสอน ต้อง เน้นการฝึกปฏิบัติจริง, การแก้ปัญหา, การทดลอง, การค้นคว้า
การวัดผลประเมินผล ต้อง วัดตามจุดประสงค์เชิงพฤติกรรม(ประสบการณ์)ที่ต้องการ   

2.  กลุ่มนิรันตรวาทนิยม (Perennialism)

แนวคิดหลัก/แนวคิดพื้นฐาน 

  1. มนุษย์ทุกแห่งในโลก “ล้วนมีพื้นฐานนิสัยจิตใจเหมือนกัน” ดังนั้น การให้การศึกษาจึงต้องควรจัดและดำเนินการกับคนทุกคนให้เหมือนกันทุกแห่ง
  2. “ความมีเหตุผล”เป็นสิ่งสูงสุดของมนุษย์ มนุษย์ควรใช้เหตุผลเป็นตัวนำในการกระตุ้นพัฒนาคุณค่า/คุณภาพชีวิต เพื่อให้ตรงกับจุดมุ่งหมายปลายทางที่เลือกไว้อย่างรอบคอบ
  3. การศึกษาต้องเน้น “การปรับเปลี่ยน/อบรมมนุษย์ให้เข้าหาความจริงในโลกแห่งความเป็นนิรันดร์” ไม่ใช่โลกปัจจุบัน ซึ่งปราศจากความจริงแท้ 
  4. การศึกษา “มิใช่เป็นการพัฒนาชีวิต” แต่ “เป็นการเตรียมตัวเพื่อมีชีวิตที่ดีงาม”
  5. เด็กควรจะได้รับ“การอบรมสั่งสอนบ่มเพาะขัดเกลา”ให้มีนิสัยจิตใจความประพฤติที่ดีงามและความรู้ทางวิชาการที่ถูกต้องเท่านั้น ซึ่งจะช่วยให้เข้าใจโลกแห่งความเป็นจริงที่นิรันดร
  6. การศึกษาควรจะเป็นสิ่งที่แนะนำนักเรียนให้ได้เรียนรู้ภาวะ “ความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์แบบ หรือ เข้าสู่อารยธรรมสากลชั้นสูง” จากสิ่งดีงามผ่านการอ่านการเรียนวรรณคดีชั้นสูง ปรัชญา เทววิทยา ตำนาน/พงศาวดาร ประวัติศาสตร์ ประวัติบุคคลตัวอย่างที่มีอุดมคติเสียสละแก่สังคม/ประชาชน 
  7. การศึกษาที่ดีต้องมุ่งเน้น “การฝึกฝนตนเองให้เป็นผู้ดี มีคุณธรรม มีศีลธรรม”ตลอดชีวิต

แนวคิดหลัก/แนวคิดพื้นฐานกลุ่มนิรันตรวาทนิยม (Perennialism) โดยย่อ

การศึกษา คือ การได้รับ “การฝึกฝน” ให้เป็นผู้มีเหตุผล, เป็นผู้มีศีลธรรม, เป็นผู้ดี, เพื่อเตรียมตัวให้ใช้ชีวิตอย่างดีงาม และสงบสุขในอนาคต
หลักสูตร คือ คัมภีร์/แบบเรียนที่มุ่งฝึกชีวิต-จิตใจ ยกระดับจิตใจ ที่พัฒนาความเป็นมนุษย์ให้สมบูรณ์แบบ
โรงเรียน คือ สถานที่ที่ดีงาม, แหล่งความดีงาม, มีบรรยากาศสิ่งแวดล้อมที่สวยงามเป็นระเบียบ และสงบสุข, แหล่งฝึกฝนนิสัยจิตใจ ความประพฤติให้มีคุณธรรม จริยธรรม ศีลธรรม 
ครู คือ ผู้รอบรู้, ผู้มีคุณธรรม, ผู้ทรงศีล, ผู้อบรมบ่มเพาะขัดเกลา, ผู้สั่งสอน 
นักเรียน คือ ผู้ที่เข้ามารับการฝึกอบรม ขัดเกลาความประพฤติ และจิตใจให้ดีงาม
การเรียนการสอน ต้อง เน้นการฝึกฝนจิตใจ, มารยาท, การเคารพเชื่อฟัง
การวัดผลประเมินผล ต้อง การจดจำความรู้ที่อบรมสั่งสอน/ทำตามคำสั่งสอนได้มากเพียงใด

          การจัดการศึกษาของแนวคิดสองกลุ่มข้างต้น จะมีหลักการ วิธีการ การปฏิบัติที่ตรงกันข้ามกัน  แต่ทั้งสองแนวคิด ต่างก็ได้รับการนิยมนำมาเป็นแนวทางในการจัดการศึกษาอย่างสูง  โดยแนวคิดแบบนิรันตรวาทนิยม มีมากตามโรงเรียนแถบยุโรปในอดีต และการสอนของพระภิกษุสงฆ์ในวัดทางพุทธศาสนา ปัจจุบันอาจมีอยู่บ้างตามโรงเรียนที่อยู่ในเครือคริสตจักร และวัดของพุทธศาสนา(วัดที่เน้นการฝึกปฏิบัติ)บางแห่ง  ส่วนแนวคิดแบบพิพัฒนาการนิยมมีมากในสหรัฐและเกือบทั่วโลก  แต่แนวโน้มในอนาคตเชื่อว่าประเทศทั่วโลกส่วนใหญ่ จะใช้แนวคิดการจัดการศึกษาแบบปฏิรูปนิยม (Reconstructionism) มากขึ้น

 

3.  กลุ่มสารัตถนิยม (Essentialism)

แนวคิดหลัก/แนวคิดพื้นฐาน 

  1. การศึกษาที่ดีต้องคร่ำเคร่งในการเรียน เอาใจใส่ฟังครูสอน ตั้งใจทำแบบฝึกหัดที่ครูสั่ง
  2. ครูจะต้องขวนขวาย“หาความรู้ให้เข้าใจลึกซึ้งยิ่งขึ้น หมั่นหาวิธีการ/เทคนิค/เคล็ดลับ” ที่ช่วยอธิบายให้นักเรียนฟังเข้าใจง่ายขึ้น
  3. การริเริ่มใดๆในทางการศึกษา “เป็นหน้าที่ของครู มิใช่ นักเรียน”
  4. หัวใจของกระบวนการศึกษา คือ การฝึกฝนให้เด็กสามารถ“ซึมซาบในเนื้อหาวิชาต่างๆได้อย่างแม่นยำ” ตามความรู้ที่คนรุ่นเก่า หรือสังคมบันทึกไว้
  5. โรงเรียนจะต้องคง “วิธีการเรียนและฝึกฝนอย่างมีวินัย และการจดจำ” จึงจะได้ผลดีที่สุด

  แนวคิดหลัก/แนวคิดพื้นฐานกลุ่มสารัตถนิยม(Essentialism) โดยย่อ

การศึกษา คือ การถ่ายทอด (ความรู้, ทักษะฝีมือ, วัฒนธรรม, สิ่งที่ดีงามของสังคม)
หลักสูตร คือ มวลความรู้ของสังคมและโลก
โรงเรียน คือ แหล่งรวบรวมความรู้, แนวคิด วิธีการของคนรุ่นก่อนๆ
ครู คือ ผู้รอบรู้, แม่พิมพ์, ผู้สาธิต, ผู้ถ่ายทอด
นักเรียน คือ ผู้ตั้งใจเรียน, หนักเรียน
การเรียนการสอน ต้อง การท่องจำความรู้, การทำแบบฝึกหัด, การปฏิบัติตามคำสั่ง
การวัดผลประเมินผล ต้อง การจดจำความรู้ที่ถ่ายทอด/อธิบายได้มากเพียงใด

แนวคิดนี้ในอดีตประเทศไทยได้นำมาใช้เป็นแนวทางในการจัดการศึกษาอย่างเป็นระบบโดยมีหลักสูตร และการสอบไล่ ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 (พ.ศ. 2414 เป็นต้นมา) จนถึงปี 2475 จึงมีแผนการศึกษาชาติฉบับแรก (ฉบับ 2479, 2494, 2503) และมีหลักสูตรที่มุ่งให้คนที่จบการศึกษาเข้ารับราชการ ซึ่งแผนการศึกษาชาติดังกล่าวจะระบุแนวทางการจัดการศึกษา ปรัชญาและจุดมุ่งหมายของการศึกษาแต่ละระดับ มีการกำหนดโครงสร้างของการศึกษา เช่น กำหนดระดับการศึกษา กำหนดรายอายุผู้ที่จะเข้าเรียนในระดับต่างๆ กำหนดชั้นเรียน และกำหนดความเกี่ยวเนื่องระหว่างระดับการศึกษา ยิ่งหลักสูตรปี 2503 ได้ออกแบบระบบและโครงสร้างในการจัดการศึกษาอย่างละเอียดชัดเจน  ถือได้ว่าหลักสูตรปี 2503 เป็นหลักสูตรที่อิงแนวคิดแบบสารัตถนิยม(Essentialism)อย่างชัดเจน จนความรู้เนื้อหาวิชาการ/วิธีการของหลักสูตร ฉบับนี้ กลายเป็นสิ่งที่ “ปลูกฝัง” คนไทยอย่างซึมซาบยาวนาน 18 ปี (2503-2521) และเมื่อคนที่จบตามแนวทางของหลักสูตรปี 2503 มาเป็นครู ก็คงอดไม่ได้ที่จะใช้วิธีการหรือวิธีสอนแบบ “ถ่ายทอด” ที่ตนเองได้รับการ “ถ่ายทอด”มา สังคมไทยก็คงต้องได้รับการ “ถ่ายทอด” ต่อกันไปอีกนาน จนกว่าวิธีการ “ถ่ายทอด” จะเจือจางลงไปในแต่ละปี แต่คงจะยาก เพราะทุกวันนี้ต่อให้เปลี่ยนหลักสูตรมาแล้วกี่ครั้ง เช่น ปี 2521 เน้นหลักสูตร “ประสบการณ์”, ปี 2533 เน้น “ทักษะกระบวนการ”, ปี 2542 เน้น “บูรณาการ”,  ปี 2551 เน้น”การเรียนรู้” ปี 2561 ยังเน้นการเรียนรู้ แต่เพิ่มการบูรณาการ, ปี 2568 เปลี่ยนหลักสูตร ให้เน้น “สมรรถนะ” แต่...ครูส่วนใหญ่ยังใช้ “วิธีการถ่ายทอด” เหมือนเดิม

 

4. กลุ่มปฏิรูปนิยม (Reconstructionism)

แนวคิดหลัก/แนวคิดพื้นฐาน 

  1. การศึกษาจะต้องเป็นวิธีการสำคัญที่ออกแบบ/ผลิต“โครงการพัฒนา/ปฏิรูป...เชิงปฏิบัติการ” ที่ทุกคนเข้าใจสามารถทำได้ตรงกันอย่างชัดเจน และถูกต้อง จนบรรลุผลสำเร็จที่วางไว้
  2. การศึกษาจะต้องเป็น “ผู้นำในการออกแบบโครงสร้างสังคมใหม่” เพื่อเปลี่ยนแปลงสังคม/การดำเนินชีวิต/สร้างวัฒนธรรมใหม่ในลักษณะกลไกทางสังคม เพื่อพัฒนาคนหรือองค์กรตามแรง ผลักดันทางสังคมและเศรษฐกิจของโลกสมัยใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  3. การศึกษาที่จะสามารถสร้างสรรค์สิ่งใหม่ หรือได้สังคมใหม่ที่ดี รูปแบบการปกครองบ้านเมืองจะต้องเป็น “ประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ทุกอย่างประชาชนจะควบคุมและรับรู้การดำเนินกิจกรรมของสังคมทั้งหมด” 
  4. ครูจะเป็น “ผู้สร้างแรงจูงใจ” ให้เด็กๆ มีส่วนร่วมในการพัฒนา/แก้ปัญหาสังคม โดยครูต้องทำให้นักเรียนมีความมั่นใจ ซื่อสัตย์เที่ยงตรง มีความกระตือรือร้นที่จะพัฒนาตัวเอง/สังคมเสมอ
  5. วิธีการและจุดหมายปลายทางการศึกษาควรเป็นไป“เพื่อแก้ปัญหาวิกฤตการณ์ด้านสังคม/วิถีการดำเนินชีวิตในยุคนั้นๆ” ควรส่งเสริมให้มีการวิจัย “ค้นพบ” ใหม่ ๆ ทางด้านวิทยาศาสตร์/จิตวิทยาเชิงพฤติกรรม/จิตวิทยาประสาทสมอง (Neuropsychology)
  6. ระบบ/โครงสร้างการศึกษาในอนาคต จะเป็นไปตามรูปแบบและแนวทางของ “พลังนวัตกรรมทางสังคม-วัฒนธรรมใหม่ ๆ” ที่ค้นพบ 

แนวคิดหลัก/แนวคิดพื้นฐานกลุ่มปฏิรูปนิยม(Reconstructionism) โดยย่อ

การศึกษา คือ การสร้างสิ่งใหม่/การปฏิรูปสังคม  
หลักสูตร คือ เน้นกรณีศึกษา, ไม่มีเนื้อหาหรือสาระที่ตายตัว แต่ใช้สถานการณ์วิกฤตของสังคมด้านต่างๆ ในปัจจุบันมาวิจัย เพื่อออกแบบสร้างคน/สังคมใหม่ที่ดีในอนาคต
โรงเรียน คือ แหล่งที่มีรูปแบบหรือโมเดลภาพจำลองสังคมอนาคต, แหล่งรวบรวมข้อมูล /สภาพสถานการณ์วิกฤตของสังคมรอบตัว หรือสังคมทั่วโลก
ครู คือ ผู้ชักจูง, ผู้โน้มน้าว, ผู้สร้างแรงจูงใจ, ผู้สร้างสถานการณ์, ผู้พัฒนา/สร้างกรณีศึกษา
นักเรียน คือ ผู้ฝึกฝน, นักคิด, นักวิเคราะห์, นักทดลองปฏิบัติ, นักวิจัย, นักปฏิรูป, นักพัฒนา, นักประดิษฐ์นวัตกรรม ฯ
การเรียนการสอน ต้อง เน้นการฝึกทดลอง-วิจัย-ประชุมวางแผนเพื่อออกแบบสังคมใหม่, ฝึกการแก้ปัญหาของตนเองและสังคม, ฝึกพัฒนาปรับปรุงตนเองและสังคม, การทำโครงงาน/วิจัย
การวัดผลประเมินผล ต้อง ประเมินผลลัพธ์การแก้ปัญหา/การปฏิบัติ, ผลการปฏิรูป, ผลการออกแบบ, ชิ้นงานนวัตกรรม

 

5.  กลุ่มอัตถิภาวนิยม (Existentialism)

 แนวคิดหลัก/แนวคิดพื้นฐาน 

  1. “ความเป็นจริง” สำคัญกว่า “ความเป็นอยู่/วิถีชีวิต” หมายความว่า ทุกอย่างที่เกิดขึ้นล้วนแต่ไม่มีความหมายหรือวัตถุประสงค์ใดๆ ในตัวมันเอง  มนุษย์แปล/สร้าง/ตีความหมายสิ่งต่างๆ เอาเอง  แม้ความดี-ชั่ว, ดี-ไม่ดี, ควร-ไม่ควร มนุษย์ก็สร้าง/กำหนดคุณค่าขึ้นมาเอง
  2. จิตใจสำคัญกว่าร่างกาย จิตอาศัยร่างกายเป็นเครื่องมือสะสมประสบการณ์ต่าง ๆ เพื่อมุ่งตรงไปสู่จุดมุ่งหมายที่ดีของชีวิต ดังนั้น มนุษย์จึงมีเสรีภาพเต็มที่ เนื่องจากมนุษย์เกิดมาพร้อมความว่างเปล่า ไม่ได้เกิดจากสิ่งใด ๆ ในจักรวาลนี้ มนุษย์จึงสามารถเลือก/สร้างลักษณะของตนเองตามที่ตัวเองอยากเป็น แต่มนุษย์ก็ต้องรับผิดชอบการเลือก/การกระทำของตัวเองด้วย
  3. คุณค่าของมนุษย์อยู่ที่ความประพฤติ/การทำความดีตามที่ตนเองเลือกทางเดินของชีวิต มิใช่อยู่ที่ร่างกาย สังคมที่อยู่ แม้ว่าจารีตประเพณี/ธรรมเนียม-วัฒนธรรมของสังคมจะกำหนดวิถีชีวิตของบุคคล แต่บุคคลก็ควรมีเสรีภาพที่จะเลือกเป้าหมายชีวิตที่มีคุณค่าต่อตนเอง เพราะถ้าถูกบังคับให้เลือก เท่ากับถูกบังคับไม่ให้เป็นมนุษย์ (เสรีภาพคือแก่นแท้ความเป็นมนุษย์) 
  4. การศึกษาควรช่วยให้แต่ละคนศึกษาและเข้าใจตนเอง รู้ปัญหาตนเอง แก้ปัญหาด้วยตนเองที่แตกต่างกันไป และพัฒนาความเป็นตัวของตัวเองอย่างเต็มที่ เพราะไม่มีสูตรสำเร็จใดๆ ที่จะเหมาะกับทุกคน ครูต้องสร้างแรงผลักดัน และพยายามฝึกให้เด็กๆ ต่อสู้เอาชนะความทุกข์ ความหมดหวังโดยไม่ปล่อยตัวเองไปตามยถากรรม ครูจึงควรจัดสิ่งแวดล้อม/กิจกรรม/วิชาการหลายๆ แบบ เพื่อให้ผู้เรียนได้เลือกเรียนอย่างเสรี และฝึกให้ผู้เรียนรับผิดชอบในการตัดสินใจของตัวเอง
  5. การศึกษาไม่ควรมีหลักสูตร/วิธีการเรียนที่ตายตัว แต่ควรขึ้นอยู่กับการตกลงตามความพอใจ/เต็มใจระหว่างผู้เรียนกับผู้สอน  ผู้เรียนเป็นผู้กำหนดความเหมาะสมสำหรับตัวเอง
  6. ครูจะไม่สั่งสอนไม่ชี้แนะ แต่จะเป็นเพียง “ผู้กระตุ้น” ให้นักเรียนค้นพบตัวเอง/ศักยภาพตนเอง

แนวคิดหลัก/แนวคิดพื้นฐานกลุ่มอัตถิภาวะนิยม (Existentialism) โดยย่อ

การศึกษา คือ การค้นพบตัวเอง, การเข้าใจตนเองอย่างเสรีภาพ
หลักสูตร คือ สถานการณ์ชีวิต, สาระคุณค่าชีวิต, ธรรมชาติรอบตัว 
โรงเรียน คือ แหล่งสิ่งแวดล้อมแบบธรรมชาติ, แหล่งประสบการณ์ชีวิต, แหล่งสถานการณ์/สภาพปัญหา 
ครู คือ ผู้กระตุ้น, ผู้ตั้งคำถาม, ผู้เสนอสถานการณ์/ปัญหา
นักเรียน คือ ผู้ใฝ่รู้, ผู้รักการเรียนรู้, ผู้ค้นหาตัวเอง
การเรียนการสอน ต้อง เรียนรู้จากสภาพแวดล้อม และประสบการณ์ชีวิตของบุคคลต่างๆ หรือปัญหาของสังคมรอบตัว โดยใช้วิธีถาม–ตอบ, โดยไม่มีคำตอบที่ถูก, ให้เสรีภาพในการตอบ
การวัดผลประเมินผล ต้อง ประเมินการนำเสนอจากสิ่ง/งานที่สะท้อนความเป็นตัวเองทั้งแนวคิด/ศักยภาพออกมาทางกระบวนการสื่อสาร, การปฏิบัติ

แนวทางแต่ละปรัชญาการศึกษาต่างก็มีแนวคิดที่ไม่เหมือนกัน  แต่ทุกปรัชญาการศึกษาล้วนมีจุดยืนเหมือนกัน คือ มุ่งพัฒนาคุณภาพชีวิตให้กับผู้เรียน ทั้งในแง่ความรู้ ความสามารถ ทักษะฝีมือ ดังนั้น การได้ศึกษาทำความเข้าใจแนวคิดของปรัชญาการศึกษาแนวต่างๆ ก่อน พร้อมกับเข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้นและที่กำลังเป็นไปอยู่ในสังคม เพื่อช่วยเหลือสังคมบ้านเมืองให้ดีขึ้นได้บ้าง  เราจะสามารถสร้างแนวทางปรัชญาการศึกษาของตนเองได้ในที่สุด

.

๖.๖ ปรัชญาการศึกษาของไทย

ในต่างประเทศการจัดการศึกษามักจะอิงอยู่กับปรัชญาใดปรัชญาหนึ่งเสมอ เพราะเขาเชื่อว่า การจะทำสิ่งใดให้ได้ผลดี  ต้องมีกรอบแนวคิดก่อน  เพื่อเป็นแนวทางเป้าหมายในการจัดการศึกษา ต่อจากนั้นจึงจะดำเนินการจัดการศึกษาตามแนวคิดนั้นอย่างเป็นระบบ สามารถวัดประเมินผลออกมาให้เห็นเป็นรูปธรรมได้อย่างชัดเจน ซึ่งปรัชญาการศึกษาในแต่ละสำนักที่แต่ละประเทศตะวันตกนำไปใช้  ก็จะมีทฤษฎีและปรัชญาแม่บทรองรับเป็นเบื้องต้น เช่น

  1. ประสบการณ์นิยม/ปฏิรูปนิยมของดิวอี้(Dewey) อยู่บนพื้นฐานปรัชญา Pragmatism
  2. สารัตถนิยมของฮัทซิน (Hutchins) อยู่บนพื้นฐาน Idealism ของมาร์กซ์, เพลโต
  3. การศึกษาของประเทศจีน และรัสเซีย อยู่บนพื้นฐานปรัชญา Idealism, คาร์ลมาร์ก
  4. การศึกษาแบบเสรี หรือซัมเมอร์ฮิลล์ อยู่บนพื้นฐานปรัชญา Existentialism
  5. การศึกษาของโรงเรียนอีตัน/ออกฟอร์ด หรือยุโรปในสมัยศตวรรษที่ 19 อยู่บนพื้นฐานปรัชญา Realism 

ส่วนในประเทศไทยค่อนข้างจะยุ่งยากในการบอกว่า เรามีปรัชญาการศึกษาของเราเองหรือไม่ เพราะนักวิชาการที่มีส่วนในการจัดทำนโยบาย หรือแผนแม่บทในการจัดการศึกษาของไทยต่างไม่ยอมรับว่าตัวเองไปลอกเลียนแบบมาจากประเทศทางตะวันตก ทั้งๆที่ถ้าดูรายละเอียดก็จะเห็นได้ชัดเจนว่าใช้แนวทางของต่างประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นไปตามประเทศที่ตนเองได้ไปศึกษามา  และบางทีนักวิชาการต่างก็จบมาหลากหลายประเทศ จึงทำให้เกิดการขัดแย้ง  แนวคิดไม่เป็นเอกภาพ ต่างก็คิดว่าแนวคิดของตัวเองควรจะเป็นแนวคิดหลักในการจัดการศึกษาของไทย บางกลุ่มก็ไม่อยากยึดแนวทางการจัดการศึกษาของประเทศตะวันตก ก็อยากจะสร้างปรัชญาการศึกษาเป็นของตัวเองแบบไทยๆ

ซึ่งประเทศไทยที่ผ่านมา  ยังไม่เคยจัดทำนโยบายทางการศึกษาที่เกิดการถกเถียง วิเคราะห์ สังเคราะห์ข้อมูลจากสภาพและปัญหาของประเทศที่เผชิญอยู่ในแต่ละด้านอย่างชัดเจน  การวางนโยบายทางการศึกษาของไทยจึงเป็นไปตามผู้มีอำนาจหน้าที่มากกว่า การจัดการศึกษาของไทยจึงยังไม่สามารถแก้ปัญหาสังคมไทยได้อย่างทั่วถึง รวมทั้งยังไม่ได้ผลิตคนที่มีคุณภาพที่เหมาะสมกับสังคมไทยอย่างแท้จริง  เท่ากับว่าเรายังไม่สามารถประกาศให้ชัดเจนว่า “สังคมไทยมีปรัชญาการศึกษาเป็นของตัวเอง” หรือยัง 

และยิ่งถ้า…พิจารณาแนวทางการจัดการศึกษาอย่างเป็นทางการของไทยที่ผ่านมาตั้งแต่ยุครัชกาลที่ ๕ เป็นต้นมาเราได้ใช้แนวทางการจัดการศึกษาของประเทศทางยุโรป เช่น อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมันเป็นต้นแบบ  และตั้งแต่ปี 2456, 2475, 2480, 2494, 2503 เรามีแผนการศึกษาชาติ และหลักสูตรทุกฉบับ แต่ก็ยังไม่มีแนวคิดหรือปรัชญาการศึกษาที่เป็นของตัวเอง  จนปี 2503 ถึงปัจจุบัน (2561)  สามารถกล่าวได้ว่า เราใช้แนวทางการจัดการศึกษาของสหรัฐอเมริกา ที่เป็นไปตามปรัชญาพิพัฒนาการนิยม (Progressivism) มาตลอด   ถึงสหรัฐอเมริกาจะใช้แนวคิดผสมผสานแนวทางปรัชญาแบบปฏิรูปนิยม (Reconstructionism) เราก็นำมาเป็นต้นแบบจนเกิดหลักสูตรปี 2550  หลักสูตรปรับปรุง 2561 หลักสูตรปรับปรุง 2568  ที่มีการใช้สมรรถนะเป็นฐานก็ตาม  ก็ยังไม่พ้นเงาของสหรัฐอเมริกาอยู่ดี 

ในอนาคตหลักสูตรทางประเทศตะวันตกจะนำผลการวิจัยจากทฤษฎีทางจิตวิทยา หรือประสาทวิทยามาสร้างเป็นหลักสูตร หรือวิธีการจัดการเรียนรู้มากขึ้น  ซึ่งนักการศึกษาไทยหรือนักบริหารการศึกษาควรศึกษาให้เข้าใจ จะได้เตรียมตัวดำเนินการได้ทันท่วงทีอย่างมีประสิทธิภาพ

ถึงแม้ว่าการจัดการศึกษาของไทยจะไม่มีปรัชญาเป็นของตัวเอง  แต่...สังคมไทยในอดีตเราก็พยายามนำวิถีชีวิต วัฒนธรรมประเพณีไทย  โดยเฉพาะในรัชกาลที่ 5  พยายามนำความเป็นไทย และพุทธศาสนาเข้ามาผสมผสานดัดแปลงให้เหมาะสมกับสภาพและวิถีชีวิตของสังคมไทยได้ในระดับหนึ่ง แต่...เป็นที่น่าเสียดายที่ยุคต่อมา นักวิชาการหรือผู้รับผิดชอบในการจัดการศึกษาไทย กลับไปคว้าเอามาทั้งหมดโดยไม่ได้ดัดแปลง  จึงเป็นปัญหาหนึ่งที่รอการแก้ไขจากคนรุ่นหลังที่มีสติปัญญา และมีบทบาทหน้าที่ต่อไป

ที่น่าชื่นชมมากว่า มีนักวิชาการหลายท่านของเมืองไทย เช่น ศ.ดร.สาโรช บัวศรี, ท่านพุทธทาส ภิกขุ, สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์(ประยุต ปยุตโต), ศ.ดร.ระวี ภาวิไล ฯลฯ) ได้พยายามคิดหาแนวทางการจัดการศึกษาที่เหมาะสมกับคนไทย และเกิดจากแนวคิดพื้นฐานของคนไทยจริงๆ  ซึ่งทุกท่านที่เอ่ยนามต่างเล็งไปที่หลักการหรือวิธีการปฏิบัติทางพุทธศาสนาว่า น่าจะสามารถนำมาเป็นรากฐานในการจัดการศึกษาของคนไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ (ดูรายละเอียดได้ที่ https://www.gotoknow.org/dashboard/posts/492342) อาจเรียกว่า “การจัดการศึกษาตามแนวทางพุทธศาสนา” หรือ “ปรัชญาการศึกษาไทยตามแนวพุทธศาสนา” ก็ได้   แต่...ไม่ควรตั้งชื่อหรือเรียกชื่อว่า “ปรัชญาพุทธศาสนา” ตามที่มีผู้เรียก  

สาเหตุที่เราไม่สามารถเรียกว่า “ปรัชญาพุทธศาสนา” ได้นั้น  เป็นเพราะตัวพุทธศาสนาไม่ใช่ “ปรัชญา” ตามคำนิยามของปรัชญาที่ยังใช้ “การคิด” หาคำตอบ  อีกประการหนึ่งพุทธศาสนามีลักษณะเป็น “ศาสตร์” มีคำสอนและแนวปฏิบัติที่สามารถปฏิบัติตามแล้วได้ผลตามคำสอนทุกประการ  ซึ่งสามารถพิสูจน์ทดลองด้วยตนเองได้ทุกคน  และสิ่งต่างๆตามที่ปรัชญาอยากศึกษา/สงสัย พุทธศาสนาก็สามารถให้คำตอบที่แน่นอนชัดเจน

(ถ้านักปรัชญาคนใดยังสนใจที่จะถกเถียงคำถามที่มีคำตอบยุติแน่นอนแล้ว เขาจะหมดสภาพเป็นนักปรัชญาทันที กลายเป็นนักวิชาการแทน)

สาเหตุที่คนไทยไม่สนใจวิธีการทางปรัชญามาเป็นหลักในการดำเนินชีวิต หรือนักวิชาการยังไม่สามารถสร้างปรัชญาเป็นของตัวเองที่จะมาใช้ในการจัดการศึกษานั้น  มี ๒ สาเหตุใหญ่ๆ คือ 

๑. คนไทยได้คำตอบการใช้ชีวิตที่ดีตามแนวทางพุทธศาสนาอยู่แล้ว  จึงไม่อยากสงสัย หรือเสาะแสวงหาความรู้ และคำตอบอะไรๆอีก  (อาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้คนไทยเคยชิน ไม่ค่อยมีนิสัยใฝ่รู้ แสวงหาความรู้อย่างจริงจัง) 

๒. ตัววิชาปรัชญาเอง  คนไทยก็ได้รับรู้จากการที่มหาวิทยาลัยเปิดสอนวิชาปรัชญา ในปี 2510 ขึ้น และได้กำหนดให้เป็นวิชาหนึ่งที่นักศึกษาระดับปริญญาต้องเรียน  วิชาปรัชญาจึงแพร่หลายจนถึงทุกวันนี้  แต่ความเข้าใจในปรัชญากลับผิดไปจากเดิม เนื่องจากคำว่า “Philosophy” มาจากรากศัพท์ภาษากรีก 2 คำ คือ Philos(The Lover) กับ Sophia (Wisdom) แปลรวมกันว่า ผู้รักในความรู้ หรือผู้แสวงหาความรู้   

ส่วนคำว่า “ปรัชญา” ที่ใช้ในภาษาไทย  พระเจ้าวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ บัญญัติขึ้นมาโดยนำมาจากรากศัพท์ของภาษาสันสกฤต 2 คำ คือ ปฺร กับ ชฺญา = ปฺร แปลว่า ประเสริฐ, ชฺญา แปลว่า ความรู้ รวมกันแปลว่า ความรู้อันประเสริฐ  เมื่อความหมายตามภาษาสันสกฤตดีอย่างนี้  คนทั่วไปจึงคิดว่า “ปรัชญา” คือ “สิ่งที่สูงส่ง หรือ ความรู้ที่สูงส่ง” ตลอดมา  

หลังจากนั้นก็มีการนำคำว่าปรัชญาไปประสมกับอื่นๆ เช่น ปรัชญาการเมือง ปรัชญาชีวิต ปรัชญาสังคม ปรัชญาการศึกษา ปรัชญาวิทยาศาสตร์ เป็นต้น  พลอยทำให้รู้สึกว่า “ปรัชญา” กลายเป็นเรื่อง “แน่นอน–แท้จริง”  ไม่ใช่แค่ “การคิด” เหมือนปรัชญาของประเทศทางตะวันตก  

ทั้ง ๒ สาเหตุ จึงอาจเป็นส่วนหนึ่งที่วิชาปรัชญา ไม่เกิดประโยชน์แก่การศึกษาของนักวิชาการ และคนทั่วไปของสังคมไทยนัก

.

๗. แนวทางการนำปรัชญามาประยุกต์ใช้ในการจัดการศึกษาของไทย

ถึงแม้ว่า “ปรัชญา” ในประเทศไทยจะเป็นเรื่องความรู้ที่สูงส่ง  ไม่ใช่ปรัชญาในแง่ของการคิด วิธีการคิด  จนเราเข้าใจผิด และนำมาใช้ผิดๆ ตามหลักวิชาปรัชญาก็ตาม   แต่นักการศึกษา นักวิชาการ และผู้รับผิดชอบในการจัดการศึกษา สามารถใช้วิธีการทางปรัชญาที่เน้น “การฝึกคิด” มาช่วยในการจัดการศึกษาได้ เช่น การนิยามความหมายทางการศึกษา, การสร้างวิสัยทัศน์หรือจุดมุ่งหมายในการจัดการศึกษาของสถานศึกษา,  การตรวจสอบความคิดจุดยืนของครูและผู้บริหารในสถานศึกษา,  หรือการนำแนวคิดทางปรัชญาการศึกษาต่างๆ มาประยุกต์ใช้เป็นเทคนิควิธีการในการบริหารสถานศึกษา หรือ การสร้างหลักสูตรท้องถิ่นที่เป็นส่วนรับผิดชอบของสถานศึกษาก็ได้  หรือ เป็นแนวทางวิธีการจัดการเรียนรู้ของครู  หรือเป็นแนวทางในการประเมินการอ่าน คิดวิเคราะห์ เขียนตามหลักสูตรปัจจุบันก็ได้  

แต่ทางที่ถูกต้อง  ประเทศไทยควรจัดการศึกษา  ให้สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริง ปัญหา และความต้องการพัฒนาบ้านเมืองของประเทศไทย  ที่นำข้อมูลมาจากผลการวิจัย หรือการวิเคราะห์จากสภาพปัญหาที่คนไทย หรือสังคมไทยเผชิญอยู่ในขณะนั้นๆ (Problem - Centered) มากกว่าที่จะเอาแนวการจัดการศึกษาของประเทศอื่นๆ มาใช้ทั้งหมด  เมื่อเราได้ข้อสรุปจากผลการวิจัยหรือการวิเคราะห์ข้อมูลแล้ว ก็ควรนำข้อสรุปนั้นมาสังเคราะห์ กำหนดขึ้นเป็นวิสัยทัศน์ หลักการ จุดมุ่งหมาย สมรรถภาพ และคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของนักเรียนไทย ที่สามารถตอบคำถามแรกได้ว่า “เราจะจัดการศึกษาให้เยาวชนไทยเป็นคนอย่างไร เพื่ออะไร” แล้วค่อยสร้างหลักสูตรที่มีโครงสร้าง แนวทางให้ชัดเจนว่า ครูจะต้องจัดการศึกษา/การเรียนการสอนอย่างไรให้มีประสิทธิภาพ จนบรรลุผลสำเร็จตามจุดมุ่งหมาย/เป้าหมายที่วางไว้ ส่วนผู้เรียนเขาจะต้องเรียนรู้อะไรบ้าง เขาจะต้องทำอะไรได้บ้าง เขาจะต้องมีความรู้ ความสามารถระดับใดที่จะเรียกว่ามีคุณภาพแล้วตามที่เราคาดหวัง เพื่อให้ตัวผู้เรียน และสังคมไทยพัฒนาเจริญก้าวหน้าได้อย่างยั่งยืน มีความสุขตามบริบทแบบไทยๆ   

ทั้งนี้่ ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการจัดการศึกษาต้องไม่ลืมนำสิ่งต่างๆ ที่สังคมไทยได้สร้างสะสมมาอย่างยาวนาน จนหล่อหลอม ขัดเกลา บ่มเพาะ ปลูกฝัง กลายเป็นเอกลักษณ์/อัตลักษณ์ที่มีคุณค่าความเป็นไทยชัดเจน เช่น ทัศนคติ ค่านิยม ขนบ ธรรมเนียม วัฒนธรรม จารีตประเพณี มาสอดแทรกไว้ในการจัดการศึกษาทุกระดับ เพื่อรักษาสิ่งที่ดีมีคุณค่านั้นสืบต่อไป