การดูแลให้สุขภาพของดินให้ดีมีคุณภาพคือการกลับมาทบทวนเรื่องการใส่ปุ๋ยและการเพิ่มอินทรียวัตถุให้กลับไปมีสภาพเหมือนตอนเริ่มมีการทำเกษตรใหม่ๆ ก่อนมีการปฏิวัติเขียวคือควรจะต้องมีความสอดคล้องสัมพันธ์กัน

ดินที่ผ่านการทำเกษตรในปัจจุบันส่วนใหญ่จะพบว่ายิ่งเพิ่มปริมาณการใส่ปุ๋ยเคมีมาก แต่กลับงามน้อยลงคือมีการเจริญเติบโตไม่สอดคล้องสมดุลต่อพฤติกรรมการใส่ปุ๋ย  ในอดีตการใส่ปุ๋ยคือการเพิ่มเติมสารอาหารให้มีมากเพียงพอต่อการนำไปใช้ของพืชไร่ไม้ผล เพื่อเน้นการเพิ่มผลิตผลให้มากขึ้นตอบสนองต่อการบริโภคที่เพิ่มขึ้น เพราะการทำเกษตรหลังปฏิวัติเขียวจะเน้นที่เทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ช่วยทุ่นแรงในการผลิต  ให้มีผลผลิตคราวละมากๆ  การใส่ปุ๋ยเคมีเพื่อเพิ่มเสริมเติมลงไปในดินแบบแยกส่วนจึงได้ผลลัพธ์ที่ดีเฉพาะช่วงแรกๆ เพราะโครงสร้างดินและระบบนิเวศน์ยังคงมีความอุดมสมบูรณ์มากเพียงพอ แต่เมื่อใช้ระยะเวลานานเข้า ระบบนิเวศน์ จุลินทรีย์และสิ่งมีชีวิตต่างๆ เริ่มลดน้อยลง โครงสร้างดินแข็งขึ้น แห้งขึ้น แล้งขึ้น สารเคมีในรูปกรดที่ตกค้างจากปุ๋ยเคมีมากขึ้น เข้มข้นขึ้นส่งผลทำให้การใส่ปุ๋ยในระยะหลังเริ่มได้รับผลเสียมากกว่าผลดี

 

เนื่องด้วยดินเริ่มไม่ตอบสนองต่อการใส่ปุ๋ย ปุ๋ยหรือแร่ธาตุสารอาหารที่ถูกใส่ลงไป โดยจะถูกยึดจับตรึงจากดินที่มีส่วนประกอบของกรดจากปุ๋ยเคมีและยาฆ่าแมลงมากจนทำให้ค่าพีเอชของดินมีระดับต่ำกว่า 5.8 ลงมา ซึ่งค่าที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของพืชและเหมาะสมต่อการละลายแร่ธาตุสารอาหารควรอยู่ที่ระหว่าง 5.8 – 6.3 มากกว่ากว่า 6.3 ก็ไม่ดี น้อยกว่า 5.8 ก็ถือว่าไม่ดี ค่านี้เป็นค่ากลางๆ ที่สามารถนำไปใช้เป็นพื้นฐานในการปลูกพืชได้เกือบทุกชนิดแล้วค่อยๆ ศึกษาวิเคราะห์รายละเอียดแยกตามวงศ์พืชของแต่ละชนิดในอนาคตว่าชอบกรดมาก กรดน้อย ด่างมาก ด่างน้อยก็ค่อยต่อยอดกันไป แต่ให้ใช้ค่านี้เป็นพื้นฐานในปลูกได้เลย เพราะค่าพีเอชที่เป็นกรดอ่อนๆ นี้สามารถช่วยแร่ธาตุหลัก รอง เสริมเกือบทุกชนิดสามารถละลายออกมาเป็นประโยชน์ต่อพืชได้เพียงพอและพอดี ไม่มีแร่ธาตุตัวใดตัวหนึ่งละลายออกมาน้อยและมากเกินไปจนส่งผลเสียต่อพืช

 

การดูแลให้สุขภาพของดินให้ดีมีคุณภาพคือการกลับมาทบทวนเรื่องการใส่ปุ๋ยและการเพิ่มอินทรียวัตถุให้กลับไปมีสภาพเหมือนตอนเริ่มมีการทำเกษตรใหม่ๆ  ก่อนมีการปฏิวัติเขียวคือควรจะต้องมีความสอดคล้องสัมพันธ์กัน ไม่ใช่ปุ๋ยเคมีมากจนเกินไปจนลืมใส่ปุ๋ยหมักปุ๋ยคอกหรืออินทรีย์วัตถุลงไปด้วย พยามทำดินมีสภาพเหมือนป่าเปิดใหม่ โดยการหมั่นเติมอินทรียวัตถุ เศษไม้ใบหญ้า หมักตอซังฟางข้าว  (ไม่เผา) เพื่อคืนอินทรียวัตถุกลับสู่พื้นผิวโลก (ดิน) เมื่อมีอินทรียวัตถุ จุลินทรีย์  ไส้เดือน และสิ่งมีชีวิตต่างๆ ที่อาศัยอยู่ในดินจะกลับมาสร้างกิจกรรม เพราะมีบ้าน มีที่พัก มีแหล่งอาหารเกื้อหนุนต่อการสร้างระบบนิเวศน์ให้สมดุล  เมื่ออินทรียวัตถุผ่านกระบวนการย่อยสลายจากธรรมชาติ สายลม อากาศ แสงแดด จุลินทรีย์ ฯลฯ จะช่วยทำให้ดินมีอินทรียวัตถุสะสมมากขึ้นจนมีสภาพคล้ายกับผืนดินในป่า (มีอินทรียวัตถุมากเกิน 5 %) เมื่อนั้นก็จะเป็นดินที่พร้อมต่อการเจริญเติบโตของพืช ไม่จำเป็นต้องใช้ปุ๋ยเคมี หรืออาหารเสริมใดๆ เข้ามาเสริมเพิ่มเติมให้สิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายอีกต่อไป

 

มนตรี  บุญจรัส

ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ www.thaigreenagro.com