หลังจากประชุมเสวนาเรื่อง ยกผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนตามบันทึกวิชาการสุด ๆ ตั้งแต่เขียนบันทึกที่นี่แล้ว  9 สาวน้อยใหญ่ ก็ไปประชุมเสวนากันต่อ อันสืบเนื่องจากโรงเรียนได้รับครูผู้ช่วยบรรจุใหม่มา 1 อัตรา  แต่ในขณะเดียวกันเราก็ต้องเสียงกำลังสำคัญไปอีก 1 อัตรา ซื่งเป็นกำลังสำคัญมากด้วยเพราะเป็นครูผู้สอนภาษาอังกฤษ เจ้าของผลงานถ้วยรางวัลพระราชทานจากพระเทพฯ 

 

 

ดังนั้นพี่ ๆ น้อง ๆ จึงนัดรวมพลคนพุตะแบบกันเป็นครั้งแรกหลังจากเปิดกล่องชอล์กไปได้เกือบเดือน  ในอำเภอบ้านเราก็กินกันแทบทุกร้าน จนรู้สึกซ้ำซากจำเจ  "ไปหากินอำเภออื่นบ้างเถอะ"  ในที่สุดก็พากันไปที่ร้านอาหาร "ครัวกันเอง" ที่อำเภอบางสะพาน  ซึ่งเป็นสวนอาหารที่อยู่ติดริมน้ำ ท่ามกลางป่าโกงกาง  ที่เย็นฉ่ำ  บรรยากาศเย็นสบายมากค่ะ

 

เ้มนูเด็ดของที่นี้เห็นจะเป็น  ปูทะเลต้มกะทิกับยอดมะพร้าว  ปูทะเลพริกไทยดำ  แต่ก็สั่งอาหารอื่น ๆ มาเต็มโต๊ะ ด้วยความอร่อยของ ปูทะเลผัดพริกไทยดำ ทำให้ลืมเก็บภาพไปซะสนิท  คือ หมดโดยไม่รู้ตัว  

 

 

แต่ที่สุดยอดก็นี่เลยคุ่ะ  ปูทะเลต้มกะทิ  ปูตัวใหญ่มากค่ะ  (3 ตัว หนัก 2 กิโลกรัม) โอ...ว็าวกันทั้งโต๊ะอาหาร ผอ.สาวของเราอดไม่ได้ที่จะวัดขนาด อุปกรณ์วัดขนาดก้ามปูของ ผอ. สุดยอดเลยค่ะ (คิดได้ไงคะเนี่ย) ทุกคนวางช้อนวางส้อม  งัดเอาอาวุธที่แม่ให้มาตั้งแต่เกิด  เต็มที่กับปูที่วางอยู่ตรงหน้า อย่างราบคาบ  

 

 

หน้าตาสุดยอดซะขนาดนี้ ใครจะอดใจไหว ทานไปก็ทำให้คิดถึงใครต่อใครที่เป็นสุดที่รักทั้งหลาย โดยเฉพาะสุดที่รักทั้งสองหนุ่มที่ไม่ได้พกติดตัวมาด้วย ราคาก็สมน้ำสมเนื้่อกับคุณภาพของอาหาร ก้อยปูผัดพริกไทยดำ จานละ 200 บาท ทราบว่า เขาคิดตามน้ำหนักปูค่ะ  ขีดละ 100 บาท  หลานคนรวมทั้งครูอิงขอสั่งใส่กล่องไปฝากคนที่บ้านกัน แต่เสียใจ เค้ามีเพียงจานเดียวเท่านั้น ส่วนปูต้มกะทิ คิดราคากิโลกรัมละ 300  บาท ค่ะ  เบ็ดเสร็จวันนั้นจ่ายไป 2,700  บาท  (อเมริกันแชร์)  สุดท้ายยืนยันการันตีความสุขความอร่อยด้วยภาพนี้ค่ะ