รพ.มหาราช
ดาวน์โหลดเข้าประชุมได้ืัที่นี้>>http://ahph9thi.gotoknow.org/assets/media/files/000/812/607/original_doc13.doc
ขออภัยที่ไม่สามารถดาวน์โหลดได้
ดาวน์โหลดเข้าประชุมได้ืัที่นี้>>http://ahph9thi.gotoknow.org/assets/media/files/000/812/607/original_doc13.doc
ขออภัยที่ไม่สามารถดาวน์โหลดได้
ดาวน์โหลดเข้าประชุมได้ืัที่นี้>>http://ahph9thi.gotoknow.org/assets/media/files/000/812/607/original_doc13.doc
ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เผยความคืบหน้าการแก้ปัญหาขาดแคลนบุคลากรของสาธารณสุข โดยขอ ก.พ. บรรจุลูกจ้างชั่วคราวเป็นข้าราชการพลเรือนกว่า 31,000 อัตรา ปลัดสธ. คาดรู้ผลขอ ก.พ.บรรจุลูกจ้างชั่วคราวกว่า 31,000 อัตราเป็นข้าราชการ ในเดือนสิงหาคมนี้
วันนี้ (12 มิถุนายน 2555) นายแพทย์ไพจิตร์ วราชิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วยนายแพทย์สมชัย นิจพานิช รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข พบตัวแทนพยาบาลวิชาชีพที่เป็นลูกจ้างชั่วคราวของโรงพยาบาล ในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขทั่วประเทศกว่า 500 คน ที่ห้องประชุมโรงพยาบาลพระนั่งเกล้า จังหวัดนนทบุรี เพื่อชี้แจงแนวทางแก้ไขปัญหากำลังคนของกระทรวงฯและความคืบหน้าการบรรจุลูกจ้างชั่วคราวเป็นข้าราชการพลเรือน
นายแพทย์ไพจิตร์กล่าวว่า ในการแก้ไขปัญหาการเจ็บป่วยของประชาชน และจัดบริการด้านสาธารณสุข ได้ให้ความสำคัญ 3 เรื่อง ได้แก่ 1.บุคลากร 2.การจัดการป้องกันและรักษาโรคเรื้อรัง และ3.การพัฒนาระบบบริการทางการแพทย์และสาธารณสุข ที่เป็นปัญหาที่เร่งด่วนคือเรื่องบุคลากร ซึ่งเป็นกลไกหลักการทำงานของกระทรวงสาธารณสุข มีหน่วยบริการสุขภาพครอบคลุมทุกพื้นที่กว่า 10,000 แห่ง ดูแลผู้ป่วย 24 ชั่วโมง มีบุคลากรทั้งหมด 340,000 คน แต่เป็นลูกจ้างชั่วคราวมากถึง 120,000 คน ส่วนใหญ่เป็นพยาบาลวิชาชีพ และมีความเสี่ยงการสูญเสียออกจากระบบตลอดเวลา อีกทั้งยังไม่สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาประสิทธิภาพของระบบประกันสุขภาพ ซึ่งขณะนี้จำนวนผู้ป่วยเข้ารับบริการตรวจรักษาที่แผนกผู้ป่วยนอกเพิ่มขึ้นจาก 110 ล้านครั้ง เป็น 150 ล้านครั้งต่อปี
นายแพทย์ไพจิตร์กล่าวต่อว่า ในการแก้ไขปัญหาบุคลากรได้วางแผนไว้ 3 แนวทางประกอบด้วย 1.การขอบรรจุลูกจ้างชั่วคราวที่ทำหน้าที่ให้บริการรักษาพยาบาลให้เป็นข้าราชการพลเรือน ในปี 2555 นี้ จำนวน 31,914 อัตรา ในจำนวนนี้เป็นตำแหน่งพยาบาลวิชาชีพ 17,000 อัตรา แนวทางที่ 2 คือ การจัดทำร่างระเบียบพนักงานกระทรวงสาธารณสุข บรรจุลูกจ้างชั่วคราวที่เหลืออีกประมาณ 90,000 อัตรา ซึ่งจะได้รับเงินเดือนสูงกว่าข้าราชการ ประมาณ 15เปอร์เซ็นต์ มีสิทธิอบรมพัฒนาความรู้ความชำนาญในสายวิชาชีพ และมีกองทุนบำเหน็จบำนาญคล้าย กบข. เมื่อเกษียณอายุจะได้รับเงินกองทุนสำหรับดำรงชีพ ขณะนี้ร่างระเบียบเรียบร้อยแล้ว และแนวทางที่ 3 การออกจาก ก.พ. จากการหารือกับสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน หรือ ก.พ. แนวทางที่มีความเป็นไปสูง คือแนวทางที่ 1 และ 2 ซึ่งจะเดินควบคู่กัน
ทั้งนี้ ตำแหน่งที่ขอ ก.พ. จำนวน 31,914 ตำแหน่งนั้น ได้มอบให้นายแพทย์โสภณ เมฆธน รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข และคณะหารือกับ ก.พ. จะรู้ผลในเดือนสิงหาคม 2555 นี้ ในการบรรจุ หากได้พร้อมกันทั้งหมดตามจำนวนที่ขอไป ก็สามารถดำเนินการบรรจุได้ทันที แต่หากเป็นการทยอยบรรจุเป็นรายปีไม่พร้อมกัน ก็จะต้องจัดทำหลักเกณฑ์การบรรจุเพื่อให้เกิดความเป็นธรรม ในกลุ่มของพยาบาลวิชาชีพจะพิจารณาตามปีที่จบการศึกษา และปีที่เริ่มทำงานในสถานบริการสาธารณสุข ไม่เกี่ยวกับโควตาของโรงพยาบาล ************************************ 12 มิถุนายน 2555 (ขอบคุณ ข้อมูลจากคุณ รัฐวุฒิ สุริยะ พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ วิทยาลัยพยาบาล มหาสารคาม)
ครม.ขอเพิ่มอัตราข้าราชการใหม่ ตั้งแต่ปี 2555-2560 รวมกว่า 76,900 อัตรา เพื่อบรรจุลูกจ้างชั่วคราวงานบริการสาธารณสุข “วิทยา” ยาหอมกลุ่มตัวแทนพยาบาลวิชาชีพ หลังยื่นหนังสือขอบรรจุเป็นข้าราชการ เล็งเสนอ ครม.ขอเพิ่มอัตราข้าราชการใหม่ ตั้งแต่ปี 2555-2560 รวมกว่า 76,900 อัตรา เพื่อบรรจุลูกจ้างชั่วคราวงานบริการสาธารณสุข พร้อมขอปรับเพิ่มค่าครองชีพให้ด้วย
วันนี้ (19 มิ.ย.) นายวิทยา บุรณศิริ รัฐมนตรี ว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) พร้อมด้วย นายแพทย์ โสภณ เมฆธน รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นตัวแทนนายกรัฐมนตรี รับมอบหนังสือการขอบรรจุเป็นข้าราชการพลเรือนของกลุ่มตัวแทนพยาบาลวิชาชีพ ที่เป็นลูกจ้างชั่วคราวของกระทรวงสาธารณสุข จำนวน 25 คน ที่โรงแรมรอยัลคลิป บีช พัทยา ในการประชุม ครม.สัญจร ในขณะที่พยาบาลวิชาชีพอีก 2,000 คน รวมตัวกันทำเนียบรัฐบาลเพื่อยืนหนังสือต่อสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการ พลเรือน นายวิทยา ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับการแก้ปัญหาความขาดแคลนกำลังคนของกระทรวงสาธารณสุข ว่า ขณะนี้สิ่งที่กระทรวงสาธารณสุขกังวลที่สุด และให้ความสำคัญเป็นอันดับต้น ก็คือ เรื่องกำลังคนในระบบ ซึ่งมีบุคลากรสายวิชาชีพ 4 สาขาหลัก ได้แก่ แพทย์ ทันตแพทย์ พยาบาล เภสัชกร และสายสนับสนุนรวมทั้งหมด 21 สายงาน ปฏิบัติงานในตำแหน่งลูกจ้างชั่วคราวของโรงพยาบาลในสังกัดทั่วประเทศมากถึง 129,458 คน ไม่สามารถบรรจุเป็นข้าราชการได้ เนื่องจากมติของคณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ หรือ คปร.ทำให้กระทบต่องานบริการสุขภาพของกระทรวงสาธารณสุขเป็นอันมาก และแนวโน้มการสูญเสียกำลังคนกลุ่มนี้เป็นไปได้สูง ผลการวิจัยของสำนักงานพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศพบตัวอย่างชัดเจนว่า ลูกจ้างชั่วคราวที่เป็นพยาบาลวิชาชีพร้อยละ 49 จะลาออกปีแรกที่เริ่มทำงาน และลาออกต่อไปอีกร้อยละ 26 ในปีที่ 2 และแทบจะไม่เหลือเลยหลังปีที่ 5 เพราะขาดความมั่นคง โดยเฉพาะพื้นที่ทุรกันดารจะมีการลาออกอย่างรุนแรง เช่น น่าน ซึ่งสวนทางกับจำนวนความต้องการการบริการสุขภาพของสายงานที่มีเพิ่มขึ้น หากยังปล่อยสถานการณ์เป็นเช่นนี้ จะมีผลกระทบต่องานบริการผู้เจ็บป่วยแน่นอน เพราะงานบริการคนป่วยเป็นงานที่มีลักษณะพิเศษเฉพาะ ต้องอาศัยผู้ปฏิบัติงาน บวกด้วยหัวใจแห่งความเป็นมนุษย์ ใช้เทคโนโลยีทดแทนไม่ได้ นายวิทยา กล่าวต่อว่า แนวทางแก้ปัญหาดังกล่าว กระทรวง สาธารณสุขจะได้นำเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เพื่ออนุมัติการแก้ปัญหาขาดแคลนกำลังคนของกระทรวง 2 เรื่อง ได้แก่ 1.การขอกรอบอัตราข้าราชการใหม่ และ 2.การขอปรับเพิ่มค่าครองชีพให้แก่ลูกจ้างชั่วคราวจากฐานค่าจ้างเดิมทุก ตำแหน่ง สำหรับการขอกรอบอัตราข้าราชการใหม่จะเน้นทั้งระบบทั้งในระยะเร่งด่วนและระยะ ยาว โดยระยะเร่งด่วนขอให้เพิ่มตำแหน่งข้าราชการให้กระทรวง เพื่อบรรจุลูกจ้างชั่วคราวที่จ้างปฎิบัติงานในกระทรวงสาธารณสุขตั้งแต่ปี 2549-2555 และขอกำหนดกรอบอัตรากำลังคนเป็นรายปี รวมในอีก 5 ปี ตั้งแต่ พ.ศ.2556-2560 ดังนี้ 1.ในปี งบประมาณ 2555 เสนอขอเพื่อบรรจุลูกจ้างชั่วคราวที่จบการศึกษาตั้งแต่ปี 2549-2550 จำนวน 7,521 อัตรา ใช้งบประมาณจำนวน 1,202,445,720 บาท 2.ในปีงบประมาณ 2556 เสนอขอ 10,030 อัตรา บรรจุลูกจ้างชั่วคราวที่จบการศึกษาปี 2551-2552 ใช้เงิน 1,633,844,160 บาท 3.ในปีงบประมาณ 2557 เสนอขอ 9,276 อัตรา บรรจุลูกจ้างชั่วคราวที่จบการศึกษาในปี 2553-2554 ใช้งบประมาณ 1,475,292,960 บาท 4.ในปีงบประมาณ 2558 เสนอขอ 14,093 อัตรา บรรจุลูกจ้างชั่วคราวที่จบการศึกษาปี 2555-2556 5. ปีงบประมาณ 2559 เสนอขอ 18,024 อัตรา บรรจุผู้ที่จบการศึกษาในปี 2557-2558 6. ปีงบประมาณ 2560 เสนอขอ 18,024 อัตรา บรรจุผู้ที่จบการศึกษาในปี 2559-2560 ทั้งนี้ ในการบรรจุพยาบาลวิชาชีพ ซึ่งเป็นสายงานที่จำเป็นต่อบริการสุขภาพ และค้างบรรจุมากที่สุดจำนวน 31,914 อัตรา จะใช้ 3 หลักเกณฑ์ โดยจะพิจารณาจากปีที่เริ่มจ้าง จากพื้นที่ทุรกันดาร และจากผลการปฏิบัติงาน นายวิทยา กล่าวต่อไปว่า สำหรับการปรับเงินช่วยค่าครอง ชีพให้แก่ลูกจ้างชั่วคราวทุกตำแหน่ง ซึ่งใช้เงินบำรุงของแต่ละสถานพยาบาล เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนจะขอปรับเพิ่มในอัตรา 700 บาท เช่น เภสัชกร ค่าจ้างเมื่อแรกบรรจุ 11,030 บาท จะได้รับเป็น 11,730 บาท รวมทั้ง 21 สายงาน ต้องใช้เงินเพิ่มเดือนละ 90,620,600 บาท ให้มีผลย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม - 30 กันยายน 2555 รวม 9 เดือน เป็นเงิน 815,585,400 บาท ทั้งนี้ เพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้ผู้ปฏิบัติงาน ซึ่งถือว่าเป็นผู้ที่ที่ทำงานด้วยความเสียสละ เพื่อประชาชน
จาก www.manager.co.th
แหล่งแลกเปลี่ยนเรียนรู้พยาบาล www.gotunurse.com
(ขอบคุณ ข้อมูลจากคุณ ณัฐวุฒิ สุริยะ พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ วิทยาลัยพยาบาล มหาสารคาม)