ก่อนนั้น ผมเข้าไปอ่าน http://www.gotoknow.org/blogs/posts/489787 ที่ท่าน อ.ดร.จันทวรรณประกาศไว้ แล้วผมก็เขียนว่า "ไม่รู้จะร่วมเขียนอย่างไรดีครับ เพราะไม่ได้อยู่ในวงการบุหรี่" (#2646857) แล้วผมก็ลืมไปเลย วันก่อนได้อ่านงานของท่านอาจารย์ยูมิ ผมจึงร่วมเขียนไปบ้าง ลึกๆ ของผมคือ รัฐไม่ควรอนุญาตให้ผลิตบุหรี่ เพราะถ้าไม่ผลิต ก็ไม่มีบุหรี่ ตลอดถึงการไม่เปิดให้นำเข้าบุหรี่ (ถ้าเราไม่เคยรู้จักบุหรี่ เราก็จะไม่เข้าไปยุ่งกับบุหรี่) อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่า การที่คนเราจะทำหรือไม่ทำสิ่งใดนั้น ขึ้นกับตัวผู้นั้น แม้คนอื่นจะบังคับ อ้อนวอน ขอร้องเพียงใด ถ้าเขาปฏิเสธว่าไม่ ก็คือ ไม่ ถ้ายอมรับว่า ได้ ก็คือได้ ดังนั้น เรื่องเลิกหรือไม่เลิกบุหรี่นั้น เราคงบังคับใครไม่ได้

  วันนี้ผมเปิดเข้าไปเล่นๆในหน้าเวปเดิม พบว่า ท่าน อ.ดร.จันทวรรณ ได้ตอบผมว่า "คุณ nmintra ค่ะ อย่างนี้เรียกว่า มีภูมิคุ้มกันดีค่ะ ไม่บันทึกไม่ได้แล้วนะคะ ทำอย่างไรให้ลูกหลานเราได้สร้างภูมิคุ้มกันอย่างนี้ค่ะ" (#2646898) ผมถึงกับ "ปิ๊ง" ว่า "เอ้ออออ แล้วทำไมผมไม่สูบบุหรี่่ล่ะ" (อันที่จริงคือลงท้ายว่า "วะเนี่ย" ไม่ใช่ "ล่ะ") ต้องขอบคุณท่านอาจารย์จันทวรรณเป็นอย่างยิ่ง

  อันที่จริงหลายคนเข้าใจว่าผมสูบบุหรี่ เพราะริมฝีปากคล้ำ แต่เมื่อเข้ามาใกล้ๆตัวผม จะไม่ได้กลิ่นบุหรี่ การที่ริมฝีปากคล้ำเพราะกรรมพันธุ์ครับ หรือไม่ก็อาจเป็นกรรมเก่า (โปรดใช้วิจารณญาณ) ซึ่งเกิดจากการไปด่าทอ เสียดสี หรืออะไรคนอื่นมากมายกระมัง (กรณี มุสาวาท ควรจะปากเหม็นมากกว่า)

  อย่างไรก็ตาม ผมตั้งหัวข้อว่า ทำไมผมจึงไม่สูบบุหรี่ ผมมีเหตุผลดังต่อไปนี้

  ก. ผมไม่เห็นประโยชน์ของบุหรี่ ทั้งสิ่งที่เรียกว่า สูบแล้ว "เท่ห์" และประโยชน์อื่นใดต่อร่างกาย และไม่ได้ใส่ใจว่าบุหรี่มีโทษอย่างไร

  ข. ผมไม่ชอบกลิ่นบุหรี่ เคยฟังหลวงพ่อที่เลิกบุหรี่แล้ว (ติดบุหรี่ก่อนบวชตั้งแต่เป็นทหาร) ช่วงเลิกใหม่ๆ ได้กลิ่นบุหรี่แล้วหอม ผมค้านในใจว่า ผมไม่เคยได้กลิ่นหอมจากบุหรี่เลย

  ค. การสูบบุหรี่เป็นเรื่องไร้สาระ (ดูอาจจะรุนแรงไปสำหรับผู้สูบบุหรี่ ต้องขออภัยอย่างยิ่ง ซึ่งผมคิดอย่างนั้นจริงๆ) ผมคิดว่า การที่ผมเสียเวลานั่งสูบบุหรี่ สู้ผมไปนอนพักผ่อนดีกว่า

   อย่างไรก็ตาม ทั้ง ข. และ ค. จะรวมอยู่ใน "ก." คือข้อเดียวที่เป็นเหตุผลสำคัญของผม ทุกวันนี้ผมยังอยู่ท่ามกลางเพื่อนที่สูบบุหรี่ครับ แต่เพื่อนเหล่านั้นเมื่อต้องการสูบเขาจะปลีกตัวออกไป อาจมีบางคนที่ไม่ได้ใส่ใจจะปลีกตัว ในข้อนี้ผมจะไม่แสดงอาการอะไร ผมจะเป็นคนจัดการตัวเอง หากไม่ขออนุญาตไปธุระสักครู่ ก็จะกลั้นลมหายใจโดยไม่ให้ใครรู้ จนกว่าควันจะจาง (ซึ่งยังไงก็ไม่พ้น) ไม่ได้รังเกียจเพื่อน แต่ก็พยายามรักษาตัวเองเท่าที่จะทำได้ อย่างน้อยเมื่อคราวจะต้องตาย ผมอยากทรมานน้อยลง ไม่อยากเป็นภาระของใคร (เห็นบางครอบครัว ลูกต้องพาพ่อไปฉีดครีโมที่โรงพยาบาล ต้องเหมารถตู้ข้ามจังหวัด ซึ่งไม่ใช่เที่ยวหรือสองเที่ยว กว่าพ่อจะเสียชีวิต อันที่จริงเงิน เวลา และงานที่เสียไปนั้น มันควรจะเสีย เพราะเป็นการตอบแทนในบุญคุณของพ่อ แต่ผู้เป็นพ่อน่าจะคิดว่า ในการจะให้ลูกตอบแทนบุญคุณ ควรให้ลูกตอบแทนด้วยเหตุอื่นน่าจะดีกว่า)