ช่วงวันหยุดวิสาขบูชา ที่ผ่านมา หยุดกันหลายวันหลายคนหลายครอบครัวก็ได้ไปพักผ่อนกัน ครอบครัวเราก็เหมือนกันนะ เริ่มต้นกับเย็นวันศุกร์ที่ ๓ มิถุนายน ๒๕๕๕ กับสภาพอากาศที่แปรปรวนมากๆ ทั้งลมทั้งฝนมืดฟ้ามัวดินไปหมด สี่โมงครึ่งหลังเลิกงานกับสภาพอากาศที่ไม่น่าเดินทางเลย แต่เราได้นัดกับลูกสาวไว้แล้วให้รอที่หอพักหลังโรงเรียนนครสวรรค์ ตอนนี้เรายังอยู่ที่พิจิตรกันอยู่เลย สองจิตสองใจจะไปไม่ไป และแล้วเราก็ค่อยๆ ขับรถไปด้วยความเร็วต่ำๆ ผ่านเส้นทางสายพิจิตร-วังจิกออกสู่ถนนใหญ่พิษณุโลก-นครสวรรค์ นี่ก็เป็นเส้นทางที่ใช้ประจำ ถึงตรงนี้ฝนเริ่มบางลงแล้ว ก็ขับได้ง่ายขึ้น กว่าจะถึงหอพักของลูกก็หกโมงแล้ว เรารับลูกแล้วเดินทางต่อไปบ้านย่าที่อุทัยธานี เริ่มมืดค่ำแล้ว รถรามากมายเพราะเป็นช่วงวันหยุดติดกันสามวัน
เราถึงอุทัยก็ค่ำมากๆ คุณย่าหลองก็รออยู่ คืนนั้นก็จัดแจงปูที่หลับที่นอนกัน และผล็อยหลับไปกับความเพลีย นอนหลับกันสบายมากๆ ตื่นเช้ามาด้วยความสดชื่น
ย่าซื้อไก่ย่างลิงหมุนซึ่งอยู่ไม่ไกลจากบ้านมาให้ นี่ก็เป็นอาหารขึ้นชื่อของอุทัยนะ พวกเราก็ทานกันประจำ ไก่ย่างร้อนๆ จากเตาเสิร์ฟพร้อมกับน้ำจิ้มสูตรเฉพาะ ก็เป็นสูตรแมงดา กับสูตรทั่วไป ในช่วงเช้าเราก็อิ่มหนามสำราญกันไป ในระหว่างที่เรากำลังพูดคุยกัน เนื่องจากมีเวลาเหลือซึ่งก็เหมือนกับทุกครั้งนะ คือต้องการไปเที่ยว หรือแบบไปเที่ยวกันจนเป็นนิสัยอะไรทำนองนั้น วันนี้ก็ชวนกันไปบึงฉวากอีก หากไปครั้งนี้ พวกเราคงไปเที่ยวเป็นครั้งที่สิบเป็นแน่ซึ่งเป็นอะไรที่จำเจสุดสุด ก็นึกถึงจังหวัดที่สร้างความใหม่ให้กับพวกเราโดยเฉพาะเด็กๆ นั่นคือกาญจนบุรีนั่นเอง นี่เป็นอะไรที่น่าสนใจมาก ปัญหาอยู่ที่เรายังไม่รู้เส้นทางไปกัน ก็เริ่มสอบถามจากคนใกล้ตัว พี่สมภพนั่นเองซึ่งเพิ่งไปเที่ยวมา ได้ความว่าสะพานข้ามแม่น้ำแควน่ะอยู่ในตัวเมืองเลย ที่พักก็มากมายในบริเวณนี้มีราคาตั้งแต่ ๓๐๐ - ๓๐,๐๐๐ ต่อคืน ส่วนที่ท่องเที่ยวพี่ก็แนะนำว่าควรวางแผนให้ละเอียดหน่อยคือพักที่เราสามารถเดินทางมาขึ้นรถไฟได้ทันเวลา ตรงนี้ก็จะสะดวกสำหรับการเที่ยวชมวิวบนเส้นทางรถไฟสายมรณะตามประวัติศาสตร์ ส่วนที่เที่ยวใกล้ก็มีอะไรบ้างก็เล่าให้อย่างละเอียด นี่เป็นข้อมูลชุดแรกที่เราได้รับ ต่อไปก็คือการนำแผนที่ประจำรถออกมาดูเส้นทาง เห็นได้ชัดเจน คือตอนนี้ผมอยู่ที่อุทัยธานี ก็มีเส้นทางสองเส้นเส้นหลักคือพหลโยธินและเส้นรองคือเส้นที่ผ่านอำเภอบ้านไร่ เข้าสู่อำเภอด่านช้างจังหวัดสุพรรณ อำเภออู่ทอง แล้วเข้ากาญจนบุรี ผมตัดสินใจว่าจะไปทางเส้นหลักพหลโยธินแล้วเข้าอู่ทองเพราะดูใกล้กว่า หลังจากเตรียมของขึ้นรถเสร็จก็นึกถึงน้องเขย เพราะเค้ามีญาติที่ทำกิจการอยู่ที่กาญจนบุรีน่ะ ยกหูโทรศัพท์ถามว่าจะไปเส้นหลักหรือเส้นรองดี เค้าแนะนำว่าไปเส้นรอง ใช้เวลา ๒ ชม. ผมตกลงใจเชื่อเค้า และเราก็เดินทางผ่านไปทางอำเภอบ้านไร่ ซึ่งเราได้สัมผัสกับความสวยงามของธรรมชาติที่สมบูรณ์มากๆนะ ขับกันไปเรื่อยๆ ในเวลาเที่ยงแต่บริเวณเขตอำเภอบ้านไร่มีฝนตกตลอด และคลึ้มมากคงเป็นเพราะมีป่ามากมายนะ
วิ่งมาเรื่อยๆ เราได้เห็นการตั้งตลาดนัดขายของกัน หลายที่ในหลายอำเภอ นิยมกันมากนะตลาดนัดเนี่ย เดินทางมาถึงกาญจนบุรีก็บ่ายสามโมงครึ่งได้ จากนั้นก็ไปสะพานข้ามแม่น้ำแคว ไปชื่นชมมธรรมชาติ ประวัติศาสตร์กัน ถ่ายภาพที่ระลึกกัน พากันเดินบนสะพานไปจนสุดสาย บนนี้เราได้เห็นคนมาเที่ยวมากมาย บรรยากาศรื่นรมย์กับนักไวโอลินเปิดหมวกเล่นเพลงในอดีต นี่ก็เป็นความสุขรายทางที่ได้จากการไปครั้งนี้



จากนั้นพวกเราก็ค่อยๆ สอบถามหาที่พัก ได้พูด ได้คุยกับคนขายขนมทองม้วนสดนะ ได้ฟังสำเนียงก็แปลกหูดี คล้ายสำเนียงใต้แต่ใช่หรือเปล่าก็ไม่รู้ ฟังจาก ภรรยาบอกว่า..เค้าพูดสำเนียงกาญจนบุรี
เอ้อ..เราฟังว่าเหน่อนะ แต่เขาก็บอกว่าเราก็เหน่อ เอ้อ..ไม่รู้จะว่ายังไงครับ นี่ก็ว่ากันไป แต่ได้ความว่ามีที่พักราคาถูกอยู่ใกล้ๆ ตรงนี้ เราก็ได้ไปชม ไปติดต่อ ปรากฏว่าใช้ได้นะ แต่ไม่ค่อยเหมาะกับวันพักผ่อนสุดพิเศษครั้งนี้ที่เราต้องการสร้างความประทับใจในการพักผ่อนแก่สมาชิกครอบครัว
เราก็ขับรถหากันต่อ ที่นึงเป็นที่พักแบบรีสอร์ทเขาจัดไว้สำหรับฝรั่งนะ ไม่มีทีวี ตรงนี้ก็ไม่ตรงใจ อีกที่นึงเป็นเรือนกระจกพักสองคนอยู่ชิดริมแม่น้ำแคว มากมายไปด้วยปลา ที่นี่ก็ไม่มีตู้เย็น พวกเราก็ไม่เลือก สุดท้ายเราก็ได้ที่หนึ่งซึ่งมีพร้อมสรรพแบบคนไทย เป็นห้องพักเรือนเดี่ยวราคาไม่แพง จับจองเรียบร้อย ก็ไปเดินชมร้านรวงที่ขายของ อาหาร ได้ซื้อโน่นซื้อนี่กันตามอัธยาศัย ค่ำคืนนี้เราได้ชมจันทร์กันที่ริมน้ำแคว พร้อมของขบเคี้ยวเล็กๆ น้อยๆ เป็นการพักผ่อนที่ตรงกับใจหมายในครั้งนี้ หลับด้วยความสบาย ตื่นขึ้นมาจิบกาแฟกับปลาท่องโก๋รสเค็มที่มีให้แบบกันเองนะ เราสำรวจข้อมูลการเที่ยวจากเน็ตในขณะจิบกาแฟ ..วันนี้เราวางแผนว่าจะไปเที่ยวชมฉากสร้างหนังเรื่องสมเด็จพระนเรศวร และเลยไปชมซาฟารีนิดหน่อย ทุกอย่างเป็นไปตามแผนและเราก็เดินทางกลับไปพักที่อุทัยธานี










ภาพสุดท้ายนี่(เกวียน)
สำหรับบริการนักท่องเที่ยว
หรือสาธิตให้ดูเฉยๆ
ระยะ 100 เมตร จากจุดเจดีย์ทองเพื่อเข้าสู่เขตพม่า คิดบริการคนละสามสิบบาท ครับ