จะ Teach Less, Learn More หรือจะ Learn Less, Change More ดีนะ?
ทุกคนต่างเป็นนักเรียนรู้และถือได้ว่าเป็นผู้เรียนรู้ที่มุ่งมั่น แต่ทว่าเรามาเรียนรู้ไปเพื่ออะไรกัน?
ปกติแล้วหลังจากการฝึกอบรมก็ตาม หรือการประชุมกับทีมงานหลังจากเสร็จงาน หรือการพูดคุยเพื่อเกิดแรงบันดาลใจ ปุ้ยมักจะทิ้งท้ายคำถามไว้ 3 ข้อด้วยกัน นั่นก็คือ ชอบเรื่องอะไร? จะนำเอาเรื่องอะไรไปใช้? และอะไรที่นำไปทำให้ดีขึ้นได้อีก? ซึ่งคำถามนี้ปุ้ยก็ถามตัวเองได้คำตอบว่า:
  • ถ้าถามว่าชอบอะไรในงาน ก็ต้องเป็นอาจารย์วีระพงษ์ ที่มาพร้อมกับบทเพลงบรรเลงพิณแก้วอันไพเราะให้เสียงกังวานสะเทือนไปถึงตัวตนภายใน ไม่ง่ายเลยที่เราจะหาเสียงมหัศจรรย์แบบนี้ในชีวิตประจำวัน เสียงที่ให้พลังเชิงบวกแก่สมองและจิตใจ
  • ส่วนงานนี้ให้แง่คิดอะไรนำไปใช้หรือไปทำต่อได้ นั่นก็คือบทความอีกชิ้นที่จะอธิบายความแตกต่างระหว่าง Facilitator และ Coach เพราะคนที่ร่วมเสวนาบางทีก็รู้สึกเหมือนเป็นโค้ช บางทีก็เหมือนเป็นครูฟา ส่วนโค้ชที่นั่งฟังอยู่ก็รู้สึกอยากขยาย ซึ่งจะเหมือนหรือต่างกันอย่างไร ก็ขอให้ติดตามตอนต่อไปได้คะ
  • สุดท้ายคือข้อคิดจากสิ่งที่ได้และจะนำไปทำให้ดีขึ้น ก็พบว่า หลักสูตรการพัฒนาครูกระบวนกรจากที่เคยสอนโดยใช้เวลา 8 สัปดาห์สามารถปรับมาให้เหลือเพียง 6 สัปดาห์ โดยยังคงเนื้อหาเดิมและยังเพิ่มความเข้มข้นขึ้นไปอีก..อืมม นี่เรียกว่าประโยชน์ของการสะท้อนความคิดจากผู้ร่วมเสวนาทุกท่าน ขอบคุณนะคะ
การเสวนาครั้งนี้จะเกิดผลหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับความคาดหวังที่แต่ละท่านนำมาเรียนรู้ด้วย รวมถึง umbrella ที่แต่ละคนครอบตนเองไว้ และสำหรับปุ้ยแล้วหลักการก็คือ เมื่อเราใช้เวลามาทำสิ่งที่มีค่า เราก็ควรจะได้สิ่งอันล้ำค่ากลับไปเช่นเดียวกัน บางครั้งมันไม่จำเป็นที่จะต้องได้จากผู้อื่น แค่เพียงแนวคิดดีๆ ที่เกิดตจากการตระหนักรู้ของตนเองโดยมีผู้อื่นเป็นกระจกสะท้อนความคิดแค่นี้ก็เกินคุ้ม และยิ่งถ้าได้นำแนวคิดกลับไปทำให้ดีขึ้นกว่าเดิม นั่นก็จะยิ่งวิเศษ แบบนั้นเราจึงสามารถพูดได้อย่างภาคภูมิใจว่า งานเสวนาครั้งนี้ประสบความสำเร็จ

หลังงานเสวนา ปุ้ยได้ยินคนส่วนใหญ่บอกว่าจะนำเรื่องที่ได้เรียนรู้ไปเผยแพร่ต่อ แต่ไม่ได้ยินสักคนที่บอกว่าจะนำอะไรไปใช้เปลี่ยนแปลงตัวเอง

นักพัฒนาครูกระบวนกร มุ่งหวังอยากให้ครู Teach Less, Learn More

ส่วนโค้ชอยากแนะนำให้นักเรียนรู้ลองหันมา Learn Less, Change More ก็น่าจะดีนะคะ :D