แม่ชอบต้มถั่วเขียวให้ลูกๆ กิน แม่มักเอา “ช้อน” ใส่ลงไปในหม้อต้มด้วย เคยถามเหตุผลเอากับแม่ว่าใส่ไปทำไม แม่บอก..ไม่รู้ แต่คนโบราณเขาสอนกันมาแบบนั้น

ข้าวกล้องเป็นข้าวที่ดีกว่าข้าวขาวมากเพราะมีเปลือกข้าวที่อุดมด้วยธาตุอาหาร แต่มีข้อเสียคือการหุงข้าวกล้องให้สุกดี นุ่ม ต้องใช้น้ำมากกว่าปกติ  และใช้เวลานานมากกว่าการหุงข้าวขาว  ดังนั้นการหุงข้าวกล้องให้สุกดีจึงเปลืองพลังงาน และเปลืองเวลา (อารมณ์ด้วย)

 

ดังนั้นการหุงข้าวกล้องให้สุกไวเท่าข้าวสารจึงเป็นสิ่งที่พึงประสงค์  ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจให้ผมไปค้นหาวิธีการหุงข้าวกล้องให้รวดเร็ว  พบว่ามีสองวิธี คือ 1) ต้องแช่ข้าวก่อน (เหมือนข้าวเหนียว)  อันนี้พอเข้าใจได้   2) ใช้วิธีนึ่งแทนการต้ม (ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมนึ่งถึงเร็วกว่าต้ม น่าจะตรงข้ามด้วยซ้ำ )

 

ผมจึงได้คิดค้น (แต่ยังไม่ได้ทดลอง) วิธีรวดเร็ว โดยใช้หลักวิศวกรรมศาสตร์ช่วย สามสี่วิธีดังนี้

 

 

วิธีแรก ผมคิดคำนึงไปถึงวัยเด็ก ที่แม่ชอบต้มถั่วเขียวให้ลูกๆ กิน แม่มักเอา “ช้อน” ใส่ลงไปในหม้อต้มด้วย  เคยถามเหตุผลเอากับแม่ว่าใส่ไปทำไม แม่บอก..ไม่รู้  แต่คนโบราณเขาสอนกันมาแบบนั้น เพราะมันทำให้ถั่วเขียวสุกไว .....สุกในที่นี้คือเม็ดมันแตกออก และเนื้อในนุ่มอร่อย

 

เรื่องนี้ผมสงสัยอยู่นาน คิดๆ มาตลอดแต่เด็กจนหนุ่มว่าทำไม จนผมมาเรียนวิศวกรรมเครื่องกลที่รร.นายเรือ ก็คิดพอออกว่า อ๋อ มันคงช่วยเสริมการ “ส่งผ่านความร้อน” จากน้ำไปสู่เม็ดถั่วนั่นเอง เพราะช้อนมันโดนฟองไอน้ำ จนยกตัวขึ้น มันจะดิ้นไปมา  จึงเท่ากับเป็นการช่วยกวนเม็ดถั่วเขียวให้พลิกไปมา ก็เป็นการช่วยผสมความร้อนให้เร็วยิ่งขึ้นนั่นเอง เพราะความร้อนเข้าไปทำให้โมเลกุลของถั่วแตกตัวจากห่วงโซ่ที่ยาว กลายเป็นห่วงโซ่ที่สั้น ก็เลยนุ่ม สุก

 

บัดนี้ผมมาคิดว่า เอ...ถ้าเราเอาช้อนใส่เข้าไปในหม้อหุงข้างกล้องล่ะ มันจะทำให้ข้าวกล้องสุกเร็วขึ้นไหม 

 

 

ผมว่าน่าลองดูนะ  ..แต่ขอเสนอว่าควรเป็นช้อนแสตนเลสที่บางๆ เบาๆ นะครับ ซึ่งหายากมาก หรือว่าอาจประยุกต์มาเป็นอลูมิเนียมฟอยล์ หรือ เอาถ้วยพลาสติกที่ทนความร้อนครอบลงไปดี   ...ทำเป็นโครงงานทดลองวิทยาศาสตร์ได้เลยนะเนี่ย  ...อ้อ.ที่ต้องบางเบา เพราะถ้าหนักเกินไป แรงดันฟองไอน้ำจะดันช้อนให้พลิกไม่ได้ พอไม่พลิกมันก็ไม่ค่อยกวนเท่าไหร่

 

 

วิธีที่สองคือ ...สร้างแรงดันในหม้อให้สูงขึ้น

 

เคยได้ยินคำว่า “หม้อเพรสเชอร์”  (pressure cooker)  ไหมครับ มันเป็นหม้อต้มที่มีฝาปิด อัดด้วยแผ่นยางที่ขอบฝาหม้อ เพื่อเพิ่มความดันในหม้อ พอหม้อมีความดันสูง จุดเดือดมันก็จะสูงขึ้นด้วย กล่าวคือ ปกติเดือดที่ 100 C พอความดันสูงขึ้นกว่าความดันบรรยากาศอาจเดือดที่ 120 C (แต่พอความดันลดลงต่ำกว่าบรรยากาศอาจเดือดที่ 80 C นั่นคือเหตุผลที่ทำไมต้มไข่ไม่สุกบนยอดเขา ตามที่เราเรียนวิทยาศาสตร์สมัยมัธยมต้น) ...การเดือดที่ 120 C ทำให้น้ำร้อนมากและเดือดรุนแรง ก็ช่วยให้เกิดการถ่ายเทความร้อนมากขึ้น ข้าวก็น่าจะสุกเร็วขึ้น

 

แต่หม้อเพรสเชอร์มันแพง ดังนั้นเราต้องสร้างหม้อเองแบบง่ายๆ  ด้วยการเอาผ้าขาวบางชุบน้ำ แล้วไปพันรองไว้รอบปากหม้อ จากนั้นปิดฝาหม้อทับลงไปบนผ้าให้แน่น  แล้วเอาครกหินไปคว่ำกดฝาหม้อไว้  ..แค่นี้เราก็ได้หม้อเพรสเชอร์แบบไทยๆ แล้ว

 

ท่านใดสนใจลองดูนะครับ   ครูวิทยาศาสตร์น่าลองนะครับ แล้วให้นักเรียนวิจารณ์ผลลัพธ์ว่าเป็นอย่างไร เช่น เวลาที่ใช้ในการทำสุก เทียบกับนน.ครกที่ทับ

 

วิธีที่สาม ..กากมากๆ  เหมือนวิธีที่หนึ่ง แต่แทนที่จะให้ช้อนกวน ก็เปลี่ยนมาให้เรากวนมันเองด้วยมือเลยดีไหม โดยใช้ใบพายไม้ กวนข้าวทุกๆ นาทีหลังจากที่น้ำเดือดแล้ว รับรองว่าสุกเร็วขึ้นแน่นอน

 

วิธีที่สี่..ตอนแรกอย่าใส่น้ำมาก (เขาบอกว่าหุงข้าวกล้องต้องข้าวหนึ่งน้ำสาม) เช่น ใส่ข้าว/น้ำแบบ หนึ่ง/หนึ่ง พอน้ำเดือดสักหนึ่งนาทีเราก็เติมน้ำไปอีกหน่อยพอท่วมข้าว  พอเดือดอีกครั้งก็เติมอีกหน่อยพอท่วมข้าว แบบนี้น่าจะสุกเร็วขึ้น ..เหตุผลคือ...ไม่บอก อุบไว้ให้คิดกันเล่นสนุกๆ    ...ปัญหาวิทยาศาสตร์จากลุงถางทาง

 

สาเหตุที่ข้าวกล้องหุงยากกว่าข้าวขาวนั้น ผมว่าเป็นเพราะเปลือกข้าวที่หุ้มอยู่มีความต้านทานความร้อนสูงกว่า  ทำให้ความร้อนเข้าไปสู่เม็ดข้าวได้ยากขึ้น (ช้าลง) ดังนั้นข้าวก็สุกช้าลงกว่าเดิม การใส่ช้อนหรืออัดความดันเป็นวิธีการที่จะเพิ่มอัตราการถ่ายเทความร้อนนั่นเอง  แต่ด้วยวิธีการที่ต่างกัน  

 

...คนถางทาง (๖ พค. ๒๕๕๕)