การตั้งถิ่นฐานมีความสัมพันธ์อย่างยิ่งต่อสิ่งแวดล้อม การพัฒนายุคใหม่ก่อผลกระทบเป็นวงกว้างต่อระบบนิเวศและระบบธรรมชาติอื่นๆ

การตั้งถิ่นฐาน

 

          สำนักงานคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (2521) ได้ให้ความหมายของการตั้งถิ่นฐานว่าเป็นการแสดงออกซึ่งความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสิ่งแวดล้อมในเชิงประสานเกื้อกูล มีบทบาทสำคัญต่อมนุษย์ ในฐานะที่เป็นจุดกำเนิด ระบบสังคม การปกครอง และวัฒนธรรม การตั้งถิ่นฐานจะอยู่ได้ในการพัฒนาภายใต้เงื่อนไข 4 อย่างคือ

          1. ตอบสนองความต้องการพื้นฐานด้านต่างๆ ของมนุษย์ได้อย่างเพียงพอ

          2. รักษาสมดุลกับสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรต่างๆ ได้

          3. มีความเสมอภาคทางสังคม

          4. มนุษย์สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างมีศักดิ์ศรีและคุณค่าความเป็นมนุษย์

 

ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์

     1. ปัจจัยทางกายภาพ แบ่งได้เป็น

          1.1 โครงสร้างทางกายภาพและระดับความสูงของพื้นที่ เขตที่ราบมีความเหมาะสมที่จะตั้งถิ่นฐานมากกว่าเขตที่สูงหรือภูเขา เนื่องจากลักษณะพื้นที่มีความกว้าง และราบเรียบทำให้สามารถทำการเพาะปลูกได้ และเขตที่ราบมักจะมีดินอุดมสมบูรณ์จากการทับถมของตะกอนดินที่ไหลมาจากบริเวณที่สูงที่มีการพัดพาเอาหน้าดิน อินทรีย์วัตถุที่มีความอุดมสมบูรณ์ลงมาด้วย ทำให้มีความเหมาะสมสำหรับการเพาะปลูก เช่น บริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา หรือบริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำโขง เป็นต้น สำหรับพื้นที่สูงหรือพื้นที่ที่มีขาดความอุดมสมบูรณ์ การเข้าถึงได้ยากลำบาก มนุษย์ตั้งถิ่นฐานบนพื้นที่สูงเพื่อวัตถุประสงค์ในด้านความปลอดภัย และถ้ามีความจำเป็นที่ต้องตั้งถิ่นฐานตามพื้นที่ภูเขามักจะตั้งในเขตพื้นที่มีความลาดชันที่เหมาะสมไม่เป็นเขตอับฝน

          1.2 สภาพภูมิอากาศ ภูมิอากาศมีผลโดยตรงต่อมนุษย์เนื่องจากมีบทบาทสำคัญในการกำหนดลักษณะของดินและพืช สภาพของดินฟ้าอากาศมีอิทธิพลต่อการตั้งถิ่นฐาน มีอิทธิพลต่อการสร้างบ้านเรือน ที่อยู่อาศัย และวิถีการดำรงชีวิต ในสภาพภูมิอากาศที่มีความแห้งแล้งมาก

          1.3 แหล่งน้ำ ปัจจัยในเรื่องน้ำมีอิทธิพลต่อการตั้งถิ่นฐานมาก เนื่องจากน้ำเป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิตของมนุษย์ โดยเฉพาะในสมัยโบราณการตั้งถิ่นฐานทุกแห่งเป็นการหาพื้นที่ที่จะทำการเกษตรด้วย น้ำที่ใช้ในการหาพื้นที่ที่จะทำการเกษตรด้วย น้ำที่ใช้ในการทำเกษตรกรรมไม่จำเป็นต้องมาจากฝนหรือแหล่งน้ำลำธารแต่เพียงอย่างเดียว ในบางแห่งที่ขาดฝน อาจหาแหล่งน้ำอื่น ๆ มาใช้เพื่อการเกษตร เช่น น้ำบาดาล

          1.4 แหล่งปลอดภัย เป็นปัจจัยที่มนุษย์เข้าไปตั้งถิ่นฐานเนื่องจากต้องการความปลอดภัย และเป็นที่ที่สามารถป้องกันความรุนแรงจากสภาพแวดล้อม เช่น พายุลม พายุคลื่นพายุฝน เป็นต้น หรือความปลอดภัยขากเพื่อนบ้านหรือผู้อาศัยอยู่ดั้งเดิม มนุษย์มักจะตั้งถิ่นฐานบนพื้นที่สูง ภูเขา เกาะ หรือบริเวณคาบสมุทร เพื่อความปลอดภัยของตนเอง

 

     2. ปัจจัยทางวัฒนธรรม

         มนุษย์ได้จับจองพื้นที่เพื่อการตั้งถิ่นฐาน การทำมาหากิน ที่ใดที่หนึ่งเกิดขึ้นจากอิทธิพลของสภาพแวดล้อม ในขณะเดียวกันมนุษย์ก็มีอิทธิพลต่อสภาพธรรมชาติ รวมทั้งเกิดความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ในถิ่นฐานเดียวกัน และระหว่างถิ่นฐานต่าง ๆ วิถีชีวิตความเป็นอยู่ของมนุษย์ในแต่ละพื้นที่มีความแตกต่างกันออกไป เนื่องจาก   

          2.1 ภาษา โดยเฉพาะภาษาพูด ถือว่าเป็นตัวแทนของลักษณะวัฒนธรรม ภาษาเป็นสื่อสำคัญที่สืบทอดวัฒนธรรมดั้งเดิมจากคนรุ่นหนึ่งไปสู่รุ่นต่อ ๆ ไปกลุ่มวัฒนธรรมดั้งเดิมจากคนรุ่นหนึ่งไปสู่รุ่นต่อ ๆ ไป กลุ่มวัฒนธรรมต่าง ๆ มักมีภาษาของตนเอง จึงใช้ภาษาเป็นเครื่องวัดความแตกต่างของวัฒนธรรมได้ ภาษาจึงอาจเป็นเครื่องมือในการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ บางประเทศจึงมีความภาคภูมิใจในชาติของตนรวมทั้งรักเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมของตนจนไม่ยอมรับภาษาอื่นๆ เช่น ประเทศญี่ปุ่น ประเทศจีน เป็นต้น

          2.2 ศาสนา ศาสนาเป็นส่วนสำคัญของวัฒนธรรม ความเชื่อถือยึดมั่นและการปฏิบัติตามหลักของศาสนาเป็นหลักที่กำหนดวิถีชีวิตในท้องถิ่น สถานที่และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนาอาจทำให้ท้องถิ่นหนึ่งมีความสำคัญมากกว่าท้องถิ่นอื่น วัด โบสถ์ และสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ ทางศาสนา จะมีรูปแบบสถาปัตยกรรมที่แตกต่างกัน แสดงความเป็นเอกลักษณ์ของชาตินั้น ๆ ศาสนาอาจมีอิทธิพลต่อการเกษตรกรรม การบริโภคอาหาร ตลอดจนด้านเศรษฐกิจ

          2.3 การเมือง อิทธิพลทางการเมืองมีผลต่อพื้นที่ตั้งถิ่นฐาน โดยเฉพาะกฎหมายเกี่ยวกับที่ดินทำกิน เช่น กฎหมายปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า พระราชกำหนดยกเลิกสัมปทานป่าไม้ เป็นต้น

 

     3. ปัจจัยทางเศรษฐกิจ

           การดำรงชีวิตยุคต่างๆ ขึ้นอยู่กับอิทธิพลของสภาพแวดล้อมและระดับความเจริญทางเทคโนโลยี วิวัฒนาการการประกอบอาชีพที่มีความสัมพันธ์กับการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ การประกอบอาชีพของมนุษย์ขึ้นอยู่กับอิทธิพลของสภาพแวดล้อมและระดับความเจริญทางเทคโนโลยี  ตัวอย่างของวิวัฒนาการการประกอบอาชีพที่มีความสัมพันธ์กับการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ ได้แก่                    

          3.1 การเพาะปลูก การตั้งถิ่นฐานของมนุษย์แบบถาวรเริ่มขึ้นเมื่อมนุษย์รู้จักเพาะปลูกด้วยตนเอง โดยไม่ต้องพึ่งผลิตผลตามธรรมชาติแต่เพียงอย่างเดียว และการตั้งถิ่นฐานแบบถาวรนี้ มีบทบาทในการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมมาก  ตัวอย่างเช่น การทำไร่เลื่อนลอย เป็นการเพาะปลูกแบบไม่บำรุงดิน  เมื่อดำเนินไปหลายปีจะทำให้ดินเสื่อมสภาพลง  และต้องย้ายไปหาที่เพาะปลูกใหม่หมุนเวียนไปเรื่อยๆ เป็นการทำลายป่าและความอุดมสมบูรณ์ของดิน ส่วนการเพาะปลูกแบบไร่นาสวนผสมจะมีการดูแลบำรุงดินที่ดีกว่า   ทำให้สามารถคงความอุดมสมบูรณ์ของดินไว้ได้                    

          3.2 การเลี้ยงสัตว์  แบ่งเป็น  3 ประเภทคือ การเลี้ยงสัตว์ไว้บริโภค ไว้ใช้งาน และไว้ขาย ส่วนใหญ่จะทำในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมต่อการเพาะปลูก  การเลี้ยงสัตว์แบบอยู่เป็นที่จะไม่ทำลายทรัพยากรธรรมชาติมากเท่ากับการเลี้ยงสัตว์แบบเร่ร่อน                    

          3.3 อุตสาหกรรม เป็นการนำผลิตผลมาดัดแปลงหรือแปรสภาพให้เหมาะสมกับการใช้ประโยชน์  เป็นกิจกรรมที่มีลักษณะซับซ้อน ในเนื้อที่น้อย ต้องใช้วัตถุดิบและเชื้อเพลิงจำนวนมากในการผลิต  มีการใช้แรงงาน ตลอดจนต้องการความสะดวกในการคมนาคมขนส่ง  ไม่ว่าจะเป็นการนำวัตถุดิบเข้าสู่โรงงานและผลิตผลจากโรงงานออกสู่ตลาด ทำให้เกิดการรวมกลุ่มคนจำนวนมาก ลักษณะดังกล่าวนี้ทำให้เกิดชุมชนขึ้นและมีการขยายตัวทั้งชุมชนและโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งย่อมจะมีผลต่อการเติบโตของเมืองอย่างกว้างขวาง

 

ประเภทของการตั้งถิ่นฐาน

          การตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ที่มีอาชีพประจำอยู่กับที่ มีลักษณะการตั้งถิ่นฐานที่แน่นอนมากกว่าพวกที่ประกอบอาชีพเร่ร่อน ใช้วัสดุที่แข็งแรงในการสร้างบ้านเรือน มักตั้งถิ่นฐานใกล้แหล่งน้ำ แหล่งเพาะปลูก และเส้นทางคมนาคม แบ่งเป็น 3 ประเภทคือ

          1. การตั้งถิ่นฐานแบบกระจาย เป็นการตั้งถิ่นฐานที่มีการกระจายออกไป ตามลักษณะภูมิประเทศ ภูมิอากาศ ความอุดมสมบูรณ์ของดิน ลักษณะของการประกอบอาชีพแหล่งน้ำ กรรมสิทธิ์ที่ดิน ลักษณะการตั้งถิ่นฐานแบบนี้จะมีลักษณะเป็นบ้านเดี่ยวหรือกลุ่มบ้านสองสามหลังที่ตั้งบนที่ดินทำกินของตนเอง ที่อยู่อาศัยจึงมักจะมีระยะที่ตั้งห่างกันไป การกระจายมีความสัมพันธ์กับขนาดของที่ดินทำกิน เดิมการตั้งถิ่นฐานแบบนี้จะพบในยุโรปตะวันตก เนื่องจากลักษณะภูมิประเทศที่แห้งแล้ง มีภูมิอากาศที่มีความรุนแรง ดินไม่มีความอุดมสมบูรณ์ ทำให้มีความเหมาะสมสำหรับการเลี้ยงสัตว์ หรือแหล่งน้ำที่กระจายอยู่ทั่วไป การตั้งถิ่นฐานแบบนี้มักพบมากยิ่งขึ้นในเขตที่ดินบริเวณทุ่งหญ้าแพรี่ในแคนาดาและสหรัฐอเมริกา  ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ อาชีพที่สำคัญคือ อาชีพเลี้ยงสัตว์

          2. การตั้งถิ่นฐานแบบกลุ่ม การตั้งถิ่นฐานแบบนี้เกิดขึ้นเมื่อผู้คนเริ่มอาศัยอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม จนกลายเป็นหมู่บ้าน อำเภอ เมือง และมหานครตามลำดับ มีศูนย์กลางของการค้า ขนส่งและคมนาคม และอุตสาหกรรม ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการรวมกลุ่มของการตั้งถิ่นฐานแบบนี้ได้แก่

                2.1 ขีดจำกัดของปัจจัยที่ตั้งด้านต่างๆ ได้แก่ ลักษณะภูมิประเทศ ที่เป็นหุบเขา เนินเขา เกาะ และการอยู่ใกล้แหล่งน้ำ ลักษณะทางสภาพธรรมชาติทำให้เกิดการสร้างที่อยู่อาศัยที่ต้องอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม เช่น ในบริเวณพื้นที่แห้งแล้งขาดน้ำ บริเวณพื้นที่ทะเลทราย การตั้งถิ่นฐานมักจะตั้งอยู่ใกล้แหล่งโอเอซิส หรือในขณะที่พื้นที่ที่เป็นที่ลุ่มน้ำท่วมขังตลอดเวลาทำให้การตั้งถิ่นฐานมักจะตั้งในบริเวณเนินเขาหรือพื้นที่สูง

               2.2 การทำการเกษตรกรรมและกรรมสิทธิ์ที่ดิน การแบ่งปันกรรมสิทธิ์ที่ดินจากมรดกทำให้เกิดการรวมกลุ่มแบบการตั้งถิ่นฐาน เนื่องจากการแบ่งปันมรดกทำให้ผู้คนที่กระจายตามพื้นที่ต่างๆ ต้องมารวมกลุ่มกันมากยิ่งขึ้นจากเขตของพื้นที่ที่ได้รับแบ่งปัน พบมากในทวีปเอเชีย ยุโรป และอเมริกา

               2.3 การพัฒนาพื้นที่ การเปลี่ยนแปลงสภาพทางเศรษฐกิจ ทำให้ประเทศที่พัฒนาจากประเทศเกษตรกรรมไปเป็นพื้นที่อุตสาหกรรมมีการย้ายถิ่นเข้ามาตั้งถิ่นฐานใกล้เขตพื้นที่อุตสาหกรรมเกิดการรวมเป็นกลุ่มก้อนมากยิ่งขึ้น อีกทั้งการพัฒนาทำให้ที่ดินมีราคาที่ดินสูงขึ้น มนุษย์เลยจำเป็นต้องใช้พื้นที่เพียงส่วนน้อยในการสร้างบ้าน เช่น เขตพื้นที่ศูนย์กลางเมือง เป็นต้น

              2.4 ศาสนา ความเชื่อ และลัทธิต่างๆ มนุษย์มักจะตั้งถิ่นฐานตามกลุ่มที่มีศาสนาหรือลัทธิเดียวกัน ส่วนใหญ่มักสร้างบ้านเรือนใกล้เคียงกับศาสนาสถาน

              2.5 การเมือง ในบางพื้นที่เป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตั้งถิ่นฐานแบบรวมกลุ่ม เช่น การที่ประเทศจีนมีระบบการปกครองแบบสังคมนิยม มีการตั้งบ้านเรือนรวมกลุ่มในลักษณะคอมมูน เป็นต้น

 

          3. การตั้งถิ่นฐานแบบเส้นตรง เป็นการตั้งถิ่นฐานที่พบเห็นได้ง่าย ในการตั้งถิ่นฐานเป็นแนวยาวตามริมฝั่งแม่น้ำ  ตามแนวถนน  ตามแนวชายฝั่ง  เป็นต้น  ปัจจัยสำคัญที่สุด คือ ความสะดวกในการคมนาคมขนส่ง   แหล่งอาหาร  

           การตั้งถิ่นฐานมีความสัมพันธ์อย่างยิ่งต่อสิ่งแวดล้อม  เดิมทีมนุษย์ตั้งถิ่นฐานโดยอาศัยสิ่งแวดล้อมเป็นสิ่งสนับสนุน  จึงมีการดัดแปลงสิ่งแวดล้อมไม่มาก  แต่ในปัจจุบันมีปัจจัยอื่นๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง  เป็นทำเลที่ตั้งเหมาะสมต่อเป็นศูนย์กลางการค้า ศูนย์กลางคมนาคม  ศูนย์การอุตสาหกรรม เป็นต้น  มนุษย์ก็จะดัดแปลงสิ่งแวดล้อมทันที มีการถมดินปรับที่  ตัดเส้นทางคมนาคมขวางทางเดินน้ำ  ก่อผลกระทบเป็นวงกว้างต่อระบบนิเวศและระบบธรรมชาติอื่นๆ