เมื่อเราเข้าไปในพื้นที่ที่เราและเขาต่างเป็นคนแปลกหน้าซึ่งกันและกัน สิ่งสำคัญคือวางใจเป็นกลางต่อสิ่งที่ปรากฎอยู่ตรงหน้า จากนั้นเมื่อกลับไปค้นคว้าจะพบว่าในโลกใบนี้มีกรอบแนวคิดทฤษฎีมากมายที่ใช้อธิบายเรื่องราวชีวิตและวิถีชุมชน เราสามารถใช้เป็นบันไดในการต่อยอดความรู้เพื่อสร้างองค์ความรู้ใหม่ แต่เป็นไปไม่ได้เลยที่เราจะไม่มีแผนที่กำหนดทิศทาง
“จุดประกาย” จากการร่วมงานมรดกโลก
“ขอเชิญร่วมงานมรดกโลกที่อยุธยาค่ะ แฟนพี่เป็นผู้ร่วมจัดงานในส่วนของการแสดงภูมิปัญญาท้องถิ่นกับงานช่างของอยุธยา”
ผู้เขียนได้รับเชิญร่วมงานมรดกโลกของอยุธยาจากดร. ยุวนุช ทินนะลักษณ์[1] อย่างไม่คาดฝัน เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่ผู้เขียนกำลังคิดหัวข้องานวิจัยภาคสนามและมีความสนใจเกี่ยวกับเรื่องการคุ้มครองภูมิปัญญาท้องถิ่นเป็นทุนเดิมอยู่แล้วโดยจะต้องบูรณาการศาสตร์ตั้งแต่สองศาสตร์ขึ้นไป และผู้เขียนก็เลือกที่จะใช้ศาสตร์กฎหมายและมานุษยวิทยาเป็นแกนหลัก และด้วยเหตุนี้ จึงเห็นว่าการไปร่วมงานมรดกโลกครั้งนี้น่าจะเป็นประโยชน์ทั้งในเรื่องการจุดประกายเกี่ยวกับหัวข้อวิจัยและยังเป็นการไปร่วมงานที่ไม่เคยไปมาก่อน
“งานยอยศยิ่งฟ้าอยุธยามรดกโลกและงานกาชาด” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 10 - 20 ธันวาคม 2553 ณ วันมหาธาตุ จุดเด่นของงานคือการแสดงแสงสีเสียง “ยอยศกษัตรา ยศยิ่งฟ้าก้องปฐพี” และการนำเสนอความเป็นกรุงศรีอยุธยาที่ดำรงความเป็นราชธานีแห่งราชอาณาจักรไทยนานถึง 417 ปี โดยมีพระมหากษัตริย์ปกครองแผ่นดิน 33 พระองค์ เนื่องจากเป็นการจัดงานในบริเวณพื้นที่วัดซึ่งเป็นมรดกโลกและเป็นวันแรกของการจัดงาน ซึ่งผู้เขียนเดินทางไปถึงเวลา 15.00 น. (บ่ายสามโมง) จึงมีเวลาเพียงพอที่จะเดินชมโบราณสถาน ซึ่งคงเหลือไว้เพียงซากปรักหักพัง ผู้เขียนเคยมาไหว้พระที่พระนครศรีอยุธยาหลายครั้ง แต่น่าแปลกตรงที่ไม่เคยฉุกคิดและสังเกตในรายละเอียดเท่าครั้งนี้ ส่วนหนึ่งซึ่งเป็นส่วนสำคัญมาจากการศึกษาเกี่ยวกับมานุษยวิทยาที่เปลี่ยนเลนส์ให้มองเห็นสิ่งต่าง ๆ อย่างมีประเด็นปัญหาและอยากค้นคว้าถึงที่มาที่ไป อย่างกรณี ซากปรักหักพังที่อยู่เบื้องหน้าคืออิฐอันเป็นวัตถุที่บ่งชี้ความเป็นมรดกโลก อิฐมีประวัติชีวิตและบอกเล่าเรื่องราวทางประวัติศาสตร์อันยาวนานเนื่องจากเป็นวัตถุประเภทเดียวที่ไม่ผุพังเสื่อมสลาย ผู้เขียนจึงสอบถามอาจารย์ดุลย์พิชัย โกมลวานิช[2] เกี่ยวกับอิฐ ซึ่งคำแรกที่ท่านเอ่ยมาคือว่า
“อิฐคือรากฐานของเมือง คือรากฐานมรดกโลก”
สิ่งที่ผู้เขียนสนใจคือซากปรักหักพังที่คงเหลืออยู่เพียงอิฐ การบูรณะปฏิสังขรณ์ใช้อิฐรูปลักษณะเดิมหรือไม่ อิฐที่ทำขึ้นใหม่มาทดแทนผลิตโดยอะไร ทำมาจากไหน หรือว่าเทคโนโลยีที่ทันสมัยจะทำให้ได้อิฐแบบเดิม
ข้อสงสัยของผู้เขียนได้รับความกระจ่างขึ้น เมื่ออาจารย์ดุลย์พิชัยอธิบายว่าอิฐทำมือยังคงมีอยู่ ในปัจจุบัน แม้ว่าจะมีโรงงานผลิตอิฐจำนวนมากมายและเลียนแบบวิธีการทำอิฐโบราณ แต่ไม่สามารถทำได้เหมือนจริง ถ้าเช่นนั้นแล้ว ผู้เขียนเข้าใจว่า “อาชีพทำอิฐโบราณที่ดำรงอยู่มาจนถึงทุกวันนี้ มีอายุมากกว่า 400 ปี” อาจารย์ดุลย์พิชัยยืนยันความเข้าใจของผู้เขียนว่าอาชีพทำอิฐโบราณในอยุธยายาวนานเท่ากับการสร้างกรุงศรีอยุธยา และแนะนำว่าหากสนใจงานช่างโบราณ ให้ผู้เขียนเข้าไปศึกษาที่คลองสระบัวเป็นแหล่งทำอิฐโบราณประมาณกว่าสิบแห่ง และมีเจ้าของกิจการรายหนึ่งที่เหลืออยู่แห่งเดียวในพระนครศรีอยุธยาที่ทำกระเบื้องโบราณ ชื่อว่านางลัดดา เนียมประเสริฐ (แม่เต่า) ซึ่งทำทั้งกระเบื้องและอิฐโบราณ
แม้ว่าในบริเวณการจัดงานมีหลายส่วน มีทั้งการแสดงแสงสีเสียงที่ผู้สนใจเข้าชมต้องรีบเข้าไปจับจองที่นั่งแต่เนิ่น ๆ มีเวทีการแสดงดนตรีลูกทุ่งลิเก มีการออกร้านแบบงานกาชาด ฯลฯ แต่จุดที่ผู้เขียนอยู่ชมตลอดเวลาโดยไม่ไปไหนเลยคือบริเวณการแสดงนิทรรศการหอศิลปกรรมร่วมสมัยนั่นเอง
สิ่งน่าประหลาดใจคือว่าการนำเสนองานช่างศิลป์ประเภทต่าง ๆ ได้แก่ งานช่างบุ แกะ สลัก ปั้น รัก ฯลฯ ซึ่งทำให้ผู้เขียนเห็นเครื่องมือและผลงานของช่างแต่ละประเภท แต่ไม่พบว่างานทำอิฐอยู่หมวดหมู่ใดของช่างประเภทต่าง ๆ ที่นำเสนอจึงเป็นอีกคำถามหนึ่งที่ผู้เขียนสนใจที่จะค้นคว้า
อาจารย์ดุลย์พิชัยเสนอความเห็นให้ศึกษางานช่างบุ เนื่องจากเห็นว่าผู้เขียนอยู่ในกรุงเทพ หากว่าเดินทางไปศึกษาในชุมชนช่างบุจะสะดวกในการเดินทางและอาจารย์ยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าช่างบุแรกเริ่มเป็นงานช่างที่เกิดขึ้นในพระนครศรีอยุธยา แต่เมื่อสถาปนากรุงเทพเป็นเมืองหลวง งานช่างบุจึงย้ายตามไป ผู้เขียนฟังแล้วรู้สึกสนใจเช่นกัน แต่ยังยืนยันที่จะศึกษาอาชีพทำกระเบื้องและอิฐโบราณ สาเหตุเพียงสองประการคือเป็นงานช่างเพื่อการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม และเป็นงานช่างที่เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยคำว่าภูมิปัญญาท้องถิ่นมีนัยยะสำคัญที่ว่าชาวบ้านจะต้องประกอบอาชีพที่อาศัยภูมิศาสตร์และภูมิอากาศของท้องถิ่นตนและไม่สามารถย้ายถิ่นฐานไปประกอบอาชีพลักษณะเดียวกันนี้ในที่อื่นได้ หากว่าย้ายถิ่นฐานไปแล้ว งานภูมิปัญญาท้องถิ่นนั้นจะต้องแปรเปลี่ยนสภาพไปและไม่สามารถอ้างแหล่งที่มาของท้องถิ่นดั้งเดิมได้อีกต่อไป
ดั้งนั้น ผู้เขียนจึงเลือกหัวข้อวิจัยเกี่ยวกับการดำรงอยู่ของคนทำกระเบื้องและอิฐโบราณ และสนามวิจัยของผู้เขียนคือตำบลคลองสระบัว พระนครศรีอยุธยา ซึ่งผู้เขียนเคยมาที่ตำบลนี้ครั้งแรก ในฐานะนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวตลาดน้ำคลองสระบัวเมื่อปี พ.ศ. 2552 อย่างไรก็ตาม การเข้าสู่สนามวิจัยครั้งนี้ไม่เหมือนการมาในฐานะท่องเที่ยว ผู้เขียนจะต้องอาศัยผู้นำทาง และผู้นำทางของผู้เขียนคือ “ชาวมอญ”
“คนแปลกหน้า”
“คุณตึ๋ง” คนนำทางเป็นเจ้าหน้าที่ดูแลตลาดน้ำคลองสระบัว ช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ นักท่องเที่ยวเข้าไปเที่ยวชมจำนวนมาก สำหรับเส้นทางจากวัดหน้าพระเมรุไปยังบ้านแม่เต่าเจ้าของกิจการทำกระเบื้องและอิฐโบราณประมาณ 6-7 กิโลเมตร ใช้เวลาไม่ถึงสิบนาที
อาจารย์ดุลย์พิชัยเป็นผู้ออกแบบและก่อสร้างตลาดน้ำคลองสระบัวและค่อนข้างเป็นที่รู้จักทั่วไปในพระนครศรีอยุธยา ดังนั้น จึงสามารถอาศัยไหว้วานใครให้ทำอะไรก็ได้ สำหรับกรณีคุณตึ๋ง อาจารย์เล่าว่า “ตึ๋งเป็นคนเชื้อสายมอญ” ข้อมูลที่ทราบล่วงหน้าทำให้ผู้เขียนคอยสังเกตคนแปลกหน้าที่ผู้เขียนกำลังจะขออาศัยให้นำทาง
คุณตึ๋งขี่มอเตอร์เซด์จอดรอผู้เขียนอยู่ข้างตลาดน้ำคลองสระบัว อายุคุณตึ๋งประมาณ 40 กว่าปี รูปร่างเล็กผอมบาง ผิวคล้ำ ๆ จมูกโด่งแหลม ใบหน้าคมคาย ผู้เขียนยังอยู่ในรถเก๋ง ไม่ทันได้ลงมาแนะนำตัวเอง เขาก็ขี่นำทางมายังสถานที่ที่ได้ชื่อว่าเป็นสนามวิจัยของผู้เขียน ซึ่งห่างจากตลาดน้ำคลองสระบัวประมาณ 5 นาที จากนั้น คุณตึ๋งก็ขี่มอร์เตอร์ไซด์จากไป ทิ้งให้ผู้เขียนลงจากรถและออกมายืนงงอยู่สักครู่ เนื่องจากคิดในใจตอนแรกว่าจะมีการแนะนำตัวผู้เขียนกับแม่เต่าสักเล็กน้อยก่อนจากกันไป ผู้เขียนรับทราบจากอาจารย์ดุลย์พิชัยมาก่อนว่าคุณตึ๋งมีเชื้อสายมอญ และจากสายตาที่ผู้เขียนสังเกตก็ใช่เลยคนมอญ ความเป็นคนมอญของคุณตึ๋งทำให้ผู้เขียนรู้สึกถึงความสอดคล้องกันกับข้อมูลเดิมที่เคยค้นคว้ามาว่าในสมัยก่อน คลองสระบัวมีคนไทย-มอญอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก และการทำอิฐโบราณ เริ่มมาจากคนมอญ ข้อมูลจากอาจารย์ดุลย์พิชัยทำให้ผู้เขียนทราบว่าคุณตึ๋งเคยทำอิฐมาก่อนด้วย เช่นกัน แต่เมื่อมีการสร้างตลาดน้ำคลองสระบัว ทำให้เกิดการจ้างแรงงานคนในพื้นที่จำนวนมาก หลายคนเลิกอาชีพที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษเพื่อมาเป็นลูกจ้างทำงานที่ตลาดน้ำคลองสระบัว
ตั้งแต่งานมรดกโลกสู่จุดเริ่มต้นการเดินทางเข้าสู่สนามวิจัย ผู้เขียนสังเกตว่าตนเองกลายเป็นคนช่างซักถามทั้งกับตัวเองและผู้อื่น และหากใช้เวลาใส่ใจในรายละเอียด จะพบว่าหลายสิ่งหลายอย่างที่พบเห็นในที่สุดแล้วสามารถเชื่อมต่อกันเป็นภาพใหญ่ได้ แม้กระทั่งคนนำทางที่เป็น “ชาวมอญ” สามารถกลายเป็นชิ้นส่วนภาพเล็ก ๆ ในภาพใหญ่ที่ผู้เขียนกำลังแสวงหาคำตอบได้ด้วยเช่นกันสอดคล้องกับ ที่ Geertz กล่าวว่า
”ชาติพันธุ์วรรณา (ethnography) เป็นงานหลักของนักมานุษยวิทยาสังคมและวัฒนธรรม
นักมานุษยวิทยาเดินทางไปยังดินแดนที่ห่างไกลเพื่อศึกษาสังคม วัฒนธรรมและประเพณีของชาวพื้นเมืองที่อาศัยอยู่ในท้องถิ่นนั้น ๆ แล้วเขียนรายงาน วิธีการผลิตงานชาติพันธุ์วรรณามีลักษณะเป็นการสำรวจ ค้นหา ถามตนเอง และปั้นแต่งเป็นรูปเป็นร่างขึ้น ซึ่งแน่นอนว่าแตกต่างจากการทดลองพิสูจน์สมมุติฐาน และการวิจัยเพื่อทำนายผลการทดลองอันเป็นวิธีการของวิทยาศาสตร์กายภาพ”[3]
สิ่งที่ผ่านเข้ามาสู่ผัสสะของเรา หากปล่อยให้ผ่านเลยไป คงไม่สามารถนำมา สร้างเรื่องราวให้เป็นรูปเป็นร่างและถ่ายทอดเรื่องเล่าชีวิตของผู้คนที่เรากำลังศึกษาได้ สำหรับความรู้สึกแรกของผู้เขียนเกี่ยวกับการศึกษาชีวิตผู้คนตามแนวมานุษยวิทยาคือความรู้สึกตื่นเต้นที่ได้เปิดประตูเข้าสู่แหล่งเรียนรู้ขนาดใหญ่ที่มีชีวิต สิ่งที่เรากำลังจะศึกษาไม่ใช่ตัวบทในหนังสือเหมือนที่เราคุ้นเคยมาโดยตลอด แต่เป็นคนเช่นเดียวกับผู้เขียน ดังนั้น ผู้เขียนในฐานะผู้ศึกษาจึงต้องให้ความใส่ใจต่อความรู้สึกนึกคิด การตีความและการให้คุณค่าของผู้คนที่ผู้เขียนได้เข้าไปสัมผัสในแหล่งเรียนรู้ที่มีชีวิตแห่งนี้
ก้าวแรกที่เหยียบย่างเข้ามาในบริเวณพื้นที่ทำงานของคนทำกระเบื้องและอิฐโบราณ สิ่งที่ผู้เขียนสัมผัสทางสายตาเป็นครั้งแรกคือภาพกองอิฐจำนวนมากมายนับหมื่นก้อนวางซ้อนเรียงรายหลายชั้น พร้อม ๆ กับการสัมผัสกลิ่นเผาไหม้แกลบ ซึ่งเป็นกลิ่นที่หอมประหลาดคล้ายกับกลิ่นข้าวหุงที่กำลังจะสุก เพียงแต่มีกลิ่นไหม้ๆ เจือปนมาพร้อมกับกลิ่นข้าว แน่นอนว่าช่วงเวลาที่ผู้เขียนไปนั้นเป็นช่วงที่กำลังมีกระบวนการเผาอิฐ ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญหรือถือได้ว่าเป็นหัวใจของการทำอิฐเลยก็ว่าได้ และหากอยู่ในระยะใกล้เกินไป อาจจะรู้สึกฉุนจนแสบจมูก นอกจากกลิ่นที่ได้สัมผัสแล้ว เสียงที่ผู้เขียนได้ยินคือเสียงตีดินที่ไม่ดังรบกวนจนเกินไป เพียงแต่มีหลายเสียงประสานแบบเข้าจังหวะบ้างไม่เข้าจังหวะบ้าง คู่ขนานมากับเสียงบทสนทนาของคู่รักที่กำลังพรอดรักกัน ทำให้ผู้เขียนหยุดชะงักและพยายามมองหาต้นเสียงจนพบว่ามาจากวิทยุทรานซิสเตอร์เก่า ๆ เครื่องหนึ่งตั้งอยู่บนแคร่ข้าง ๆ คนทำอิฐสองคนที่กำลังนั่งและเอาดินเทอัดใส่ในแม่พิมพ์
การเปิดรับด้วยผัสสะตา หู และจมูกเพื่อที่ว่าจะทำความเข้าใจสภาพแวดล้อมทางกายภาพของแหล่งทำกระเบื้องและอิฐอย่างลึกซึ้งและเข้าถึงความจริงที่ปรากฎตรงหน้าให้ได้มากที่สุด เนื่องจากผู้เขียนตระหนักดีว่าตนเองคือ “คนแปลกหน้า” ของที่นี่ และสายตาหลายคู่ที่เหลีอบมามองเกือบจะพร้อมกันนี้ ผู้เขียนจึงมีแต่รอยยิ้มที่แจกจ่ายให้ทุกคนที่ได้สบตามา และอยู่ในทีท่าที่พร้อมจะแสดงความเคารพต่อเจ้าของสถานที่ ซึ่งผู้เขียนยังมองหาไม่เจอว่าอยู่ตรงไหน
ผู้เขียนพบแม่เต่าครั้งแรกคาดคะเนอายุประมาณห้าสิบกว่าปี รูปร่างท้วม ไม่สูงมากนัก เดินเหินคล่องแคล่ว เมื่อแม่เต่าบอกว่าตนเองอายุ 63 ปีแล้ว ผู้เขียนชมอย่างจริงใจว่ายังแข็งแรงอยู่เลย คำถามแรกที่แม่เต่าถามผู้เขียนคือ “มาจากไหน” ผู้เขียนยิ้มและตอบตามจริง
การเปิดประตูสู่โลกคนทำกระเบื้องและอิฐโบราณครั้งแรกมาแบบสมองโล่ง ๆ ปราศจากกรอบแนวคิดทฤษฎีที่ชัดเจนและจึงไม่มีคำถามวิจัย แต่ปรากฎว่าแม่เต่าเล่าอะไรให้ฟังมากมายโดยผู้เขียนแทบไม่ได้ถามอะไรเลย หลายเรื่องเล่า ได้แก่ ทำไมจึงทำอาชีพนี้ การเรียนรู้และสืบทอด ขั้นตอนของการทำกระเบื้องและอิฐ ลักษณะการจ้างงาน ฤดูกาลที่ทำงานได้ ฯลฯ ในที่สุดแล้วได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของคำตอบภายในกรอบการวิจัยและนำไปต่อยอดตั้งประเด็นคำถามวิจัยใหม่ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น
เป็นมุมมองที่น่าสนใจมากค่ะ..พี่ไหญ่เคยไปเยือนกรุงเก่าหลายครั้ง..ไม่เคยเบื่อเลย..
...
คนเก่าแก่จึงศึกษาของเก่าเก่า
คนหนุ่มสาวจึงศึกษาของทันสมัย
คนหนุ่มกลางสาวกลางศึกษาอะไร
ก็คงต้องศึกษาใจ กันและกัน ;)...
...
วิ๊ด วิ้ว ...
There are many Mon descendants still practice pottery the Mon ways at เกาะเกร็ด (อำเภอปากเกร็ด นนทบุรี).
Sadly, due to market demand, most of their skills and arts are getting buried in making only common planting pots and clay mortars. They are much more capable than that (enamel-ware, colour tiles, enamel urns, jars, ...).
Like แม่เต่า her more creative askills and arts are getting buried because "all we/they want from her are bricks and roof tiles".
Thank you for sharing your story. Would you share 'ours' too.
อิฐก้อนหนึ่งซึ่งถูกวางอย่างเดียวดาย
มีความหมายแค่เพียงดินที่คนปั้น
ซ่อนความงาม...ซ่อนความจริง...และความฝัน
อิฐก้อนนั้นคงรอวันเพื่อมีค่า
อิฐหมื่นแสนที่ถูกวางอย่างสร้างสรรค์
อัศจรรย์จึงบันดาลขึ้นตรงหน้า
ก่อกำแพง...สร้างบ้านเรือน...ตึกระฟ้า
แดดลมฝนจะพัดพาไม่มีหวั่น อิฐก้อนนั้น...
ช่วยป้องกันไม่หวั่นเลย....
ขอบคุณบทความชวนคิดค่ะ นึกถึงเพลงนี้ "อิฐก้อนหนึ่ง"
เรื่องในทำนองเดียวกัน ล่าสุดผมลงพื้นที่เยี่ยมเยียน หนุนเสริมการทำงานของอาจารย์ในหลักสูตร ณ ชุมชนแห่งหนึ่ง กิจกรรมกำลังขับเคลื่อนไปได้ระยะหนึ่งแล้ว พอดีผมถามอาจารย์และนิสิตประมาณว่า "ชื่อบ้านนามเมือง" ของหมู่บ้านนี้เป็นเช่นใด การก่อสร้างถิ่นฐานเป็นมาอย่างไร ท่านตอบไม่ได้ ผมเลยสบโอกาสขอความอนุเคราะห์ให้ชาบ้านบอกเล่าแบบสังเขป จนรู้ว่าบ้านนี้ตั้งชื่อ "หินปูน" เพราะในทำเลที่ตั้งเป็นแหล่งน้ำ และแหล่งน้ำนั้นก็มีหินปูนอยู่เป็นจำนวนมาก ถึงขั้นในอดีตถูกนำมาแปรรุปเป็นอิฐเลยก็ว่าได้ แถมยังขนไปทำโบสถ์ในตัวเมืองเลยทีเดียว
นอกจากนั้น ยังเล่าให้ฟังว่าบ้านนี้จริงๆ อพยพมาจากสายยโสธร ฯลฯ
ครับคุยกันวันนั้น ผมเลยเสนอให้ทำเรื่องประวัติศาสตร์ชุมชนขึ้นมาด้วย ซึ่งหมู่ใหญ่บ้านก็เห็นดีด้วย เพราะอยากทำมานานแล้ว ส่วนอาจารย์ก็ยินดี นิสิตก็ดูจะสนใจ แต่ยังไม่มีประสบการณ์เรื่องแบบนี้ ผมจึงอาสาจะเป็นพี่เลี้ยงให้ด้วยตนเอง
งานวิจัย หรืองานบริการชิ้นนี้ หากจบลง จะมีทั้งความเป็นวิทยาศาสตร์-สังคมศาสตร์ เป็นทั้งปริมาณและคุณภาพที่น่าสนใจ
...
ครับ-มรดกวัฒนธรรม คือหลักฐานที่ยืนยันความเป็นชาติเราได้เป็นอย่างดี -
ขอบคุณครับ
ไปอยุธยามาเมื่อสามปีที่แล้ว
คล้ายๆว่าเราเคยอยู่ที่นั่นมาก่อนครับ