บทบรรณาธิการ Standards of Postdoc Trainingในวารสาร Science ฉบับวันที่ ๒๐ เมษายน ๒๕๕๕ ซึ่งมีคนเขียนความเห็นเพิ่มเติมที่นี่น่าอ่านมาก และเป็นตัวอย่างให้เราคิดพัฒนาระบบของไทยเราบ้าง
มาตรฐานของ American Osteopathic Association ที่นี่
Guideline ของ Rehabilitation Psychology ละเอียดมาก ที่นี่
ของด้าน Psychopharmacology ก็ละเอียดมาก ที่นี่
เท่าที่ค้นได้ทาง Google เห็นชัดว่าในต่างประเทศ Guideline ของสาขาด้านสุขภาพมีชัดเจน แต่ไม่เห็นของ postdoc สาขาอื่นๆ
มาให้กำลังใจค่ะชลัญคงไม่มีโอกาสเรียนถึง ดร.
เป็นประโยชน์ ต่อการพัฒนา คณะเภสัช ครับ
คุณหมอครับ ในความเห็นผม ระบบโพสดอคนั้นเกิดขึ้นมาไม่ได้เป็นระบบอะไรหรอกครับ แต่เป็นระบบ "รองาน" เพราะจบออกมาแล้วยังหางานทำไม่ได้ ใน usa นั้นจะเห็นได้ว่าระบบวิศวะหางานทำงานทำง่ายจึงหาโพสดอคได้ยากมาก แต่ทางด้านวิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์ มีระบบนี้มาก บางคนทำโพสดอคตั้ง 3 -4 ปีกว่าจะหางานทำได้ ที่ usa หน้าที่หลักของ postdoc คือหางานครับ (เห็นมากับตาหลายคน) ส่วนเวลาว่างก็มาทำงาน ซึ่งนายจ้างก็เข้าใจครับ ดังนั้นเงินเดือนจึงน้อยกว่าปกติ 3 เท่า
เห็นด้วยอย่างยิ่ง กับ ท่านอาจารย์ "คนถางหญ้า" มากนะคะ /// ข้อสังเกตุ -- แค่ระบบการศึกษา ระดับบัณฑิตศึกษา ในบ้านเรา ยังไม่ต้องพูดถึง Postdoc นะคะ// มี 3 แบบ คือ 1. ยังไม่มีงาน ที่พอใจจะทำ จึงไปเรียนต่อ 2. ทำงานแล้ว ได้รับการสนับสนุน ให้ ศึกษาต่อ เพื่อพัฒนาตนเอง และ 3.เรียนเพื่อเพิ่ม Degree ให้กับตนเอง โดยไม่ได้หวังพัฒนาความรู้ อะไรมากมายนัก
สำหรับ Postdoc สายการแพทย์ เป็นอาชีพเฉพาะทางที่มั่นคงอยู่แล้ว ( คือล้วนแล้วแต่ ไม่ตกงานทั้งสิ้น) การศึกษาต่อ หรือการศึกษาตลอดชีวิตในด้านความก้าวหน้าทางการแพทย์ ไม่ว่าจะหลักสูตร ใดใด ก็ตาม นับว่าเป็นความจำเป็น กว่า วิชาชีพอื่นเป็นแน่---เป็นเรื่องที่ "ควร" และ "ต้อง" ทำ
อย่างไร ก็ตาม // บทความ ของท่านอาจารย์หมอ ก็มีประโยชน์ อย่างมาก ในแง่ จุดประกายแนวทางความคิด การพัฒนา ระบบการศึกษา ในอนาคตค่ะ