สวัสดีค่ะ สมาชิก gotoknow วันนี้ นู๋ดา จะนำเรื่องเล่าและความประทับใจของคุณศิริวรรณ แซ่โง้ว (พี่อ๋า) และคุณกิจจา มาลยาภรณ์ (ป้าหนุ่ย) ของเรา พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ ปฏิบัติงานที่ศูนย์สุขภาพชุมชนในโรงพยาบาล โรงพยาบาลสุไหงโก-ลก ค่ะ ซึ่งมีชื่อเรื่องว่า เรื่องเล็ก ๆ ที่ทำให้ หัวใจ ใหญ่ขึ้น
เริ่มจากช่วงเดือนตุลาคม ปี 2554 ที่ผ่านมา พวกเรา (เจ้าหน้าที่ PCU) ได้รับการประสานจากเจ้าหน้าที่ OPD ว่าแพทย์ต้องการให้ไปเยี่ยมผู้ป่วยเป็นแผลกดทับที่สะโพก ผู้ป่วยชื่อยารี (นามสมมุติ) เป็นชายอายุ 25 ปี ถูกยิงและเป็นอัมพาตท่อนล่างมา 1 ปี พวกเราจึงวางแผนไปเยี่ยมผู้ป่วยที่บ้าน
บ้านของผู้ป่วยอยู่ห่างจากโรงพยาบาล1 กิโลเมตรเป็นบ้านห้องแถวชั้นเดียว 1 ห้องอยู่ติดถนน หน้าบ้านมีต้นไม้และมีแคร่นั่ง ในบ้านเป็นห้องโล่งมีเฟอร์นิเจอร์เท่าที่จำเป็น เช่น ตู้เสื้อผ้า โทรทัศน์ พัดลม มีเบาะวางอยู่มุมห้องที่พื้นเป็นพื้นปูนซีเมนต์ปูเสื่อทำให้เดาได้ว่า กิจกรรมทุกอย่างตั้งแต่นอน รับประทานอาหาร ทำงานคงทำอยู่บริเวณนี้
พวกเราพบหญิงชรารูปร่างผอมบางอายุประมาณ 60 ปี นั่งอยู่กับพื้นกำลังเตรียมทำอาหารกลางวัน พวกเราแนะนำตัวและแจ้งว่าจะมาเยี่ยมยารี หญิงชราแนะนำตัวเองด้วยหน้าตาเศร้าสร้อย ว่าเป็นยายของผู้ป่วย ในบ้านอาศัยอยู่ 3 คน ประกอบด้วย ยาย มารดา และผู้ป่วย ยายไม่ได้ทำงาน มารดาทำงานรับจ้างทั่วไปได้เงินรายวันวันละ 200 – 250 บาท
ผู้ป่วยก็มาเจ็บป่วยเลยไม่ได้ทำงานฐานะทางบ้านก็ไม่ดี ตัวเองก็แก่แล้วไม่ได้ทำงานอะไร พวกเราจึงถามว่า “ยารีอยู่ที่ไหน กำลังทำอะไร” ยายตอบว่า “อยู่ห้องหลังบ้าน นอนอยู่แต่ในห้องทั้งวัน” แล้วยายเดินนำเราไปหลังบ้าน มีห้องเล็กประตูปิดอยู่ ยายเรียก “ยารีๆ หมอมาเยี่ยม” ไม่มีเสียงตอบ ยายจึงเปิดประตู พวกเราแทบผงะ เพราะมีกลิ่นเหม็นอับโชยออกมา เมื่อมองในห้องพบว่าเป็นห้องเล็ก แคบ และมืดมาก ไม่มีหน้าต่าง ไม่มีเตียงนอน
พวกเราจึงบอกให้ยายเปิดไฟ และเปิดประตูห้องไว้ พบผู้ป่วยรูปร่างผอมบาง หน้าตาอิดโรย แววตาเศร้า นอนอยู่ที่พื้นบนผ้านวมบางๆ เก่าขาดและมีกลิ่นเหม็นอับ มีสายสวนปัสสาวะและถุงปัสสาวะวางที่พื้นระดับเดียวกับผู้ป่วย ตามลำตัว และนิ้วเท้ามีมดจำนวนมากไต่ ข้างตัวมีจานชาม แก้วน้ำ และขนมวางอยู่ มีพัดลมเก่าๆ 1 ตัว สภาพห้องโดยรวมสกปรก มีกลิ่นเหม็นอับทั้งจากเครื่องนอน แผลของผู้ป่วย พวกเราพยายามชวนคุย แต่ผู้ป่วยก็ตอบคำถามแบบไม่เต็มใจ
พวกเราของดูแผลผู้ป่วย ก็พบว่าเป็นแผลกดทับทั้งบริเวณสะโพก และง่ามนิ้วเท้า แผลมีกลิ่นเหม็น พวกเราจึงทำแผลให้ ถามยารีว่า “ทำแผลวันละกี่ครั้ง ใครทำให้” ยารีตอบว่า “แม่และยายสลับกันทำให้ วันละ 1 – 2 ครั้ง” เมื่อทำแผลเสร็จก็เรียกยายมาคุยในห้องผู้ป่วย พวกเราบอกว่าผู้ป่วยและยายต้องช่วยกัน อย่างแรกให้ยายทำความสะอาดห้อง จัดห้องและเก็บของที่ไม่จำเป็นต้องใช้ออก และผู้ป่วยต้องลุกนั่งช่วยตัวเองด้วย เพราะแขนทั้ง 2 ข้างยังใช้ได้ และต้องรับประทานอาหารเพื่อช่วยให้แผลหายเร็ว
พวกเราพูดว่า “ยารี ยารีต้องช่วยตัวเองด้วย เพราะยายก็แก่แล้ว ยารีจะนอนเฉยๆ ทั้งวันไม่ทำอะไรไม่ได้ ต้องลุกนั่งบนรถเข็นออกไปข้างนอกบ้าง จะได้หายเร็วๆ เพราะพวกหมอเองก็คงมาเยี่ยม และทำแผลให้ยารีทุกวันไม่ได้ ถ้ายารีหายจะได้ช่วยยายทำงานเล็กๆ น้อยๆ ได้บ้าง” ผู้ป่วยรับปาก พวกเราจึงได้ไปทำแผล 5 วัน และสอนญาติให้ทำแผลหลังจากนั้น เมื่อไปเยี่ยมพบว่าผู้ป่วยสีหน้าสดชื่น พูดคุยมากขึ้น น้ำหนักขึ้นและออกมานั่งบนรถเข็นพูดคุยกับเพื่อนบ้าน แผลกดทับดีขึ้น เริ่มตื้นขึ้น เมื่อเข้าไปดูในห้องนอนพบว่าสะอาดขึ้น ไม่มีกลิ่น ไม่มีจานชาม อาหารวางอยู่ข้างที่นอน พวกเราจึงเว้นระยะการเยี่ยมบ้านห่างออกไป
ปลายเดือนพฤศจิกายน ยารีโทรศัพท์มาบอกว่า “หมอๆ ผมนอนโรงพยาบาล หมอมาเยี่ยมผมด้วยนะครับ” พวกเราไปเยี่ยมยารีที่ตึกพบว่ายารีติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ เมื่อยารีกลับบ้านพวกเราไปเยี่ยมที่บ้านก็พยายามมองหาสาเหตุที่ยารีต้องนอนโรงพยาบาล คิดว่าเพราะยารีนอนกับพื้นและวางถุงปัสสาวะระดับเดียวกับตัว ซึ่งพวกเราคิดว่าถ้ายารีได้นอนบนเตียงน่าจะดีขึ้น จึงถามว่า “ยารีพอจะมีเงินซื้อเตียง หรือไม้มาทำแคร่ให้ยกสูงจากพื้นไหม จะได้แขวนถุงปัสสาวะให้ต่ำกว่าตัว จะได้ไม่ติดเชื้อ” ยารีตอบว่า “หมอผมไม่มีเงิน แม่หาเงินคนเดียว ญาติก็หาเช้ากินค่ำ” พวกเราจึงบอกว่า “หมอจะหาทางช่วย อาจจะซื้อไม้ให้แล้วให้ญาติช่วยทำเตียงเล็กๆ ให้” เมื่อกลับมาที่ทำงานก็คิดว่าจะเรี่ยไรจากเจ้าหน้าที่คนละเล็กละน้อย จึงปรึกษากับพี่หัวหน้าว่ามีผู้ป่วยแบบนี้ พวกเราจะช่วยเขายังไงดี
พี่หัวหน้า(พี่สาว) คุณอุทิศ ศรนารา หัวหน้าใหญ่ของ PCU ก็แนะนำให้ปรึกษากับนักสังคมสงเคราะห์ว่าจะช่วยอะไรได้บ้าง ซึ่งนักสังคมสงเคราะห์ก็น่ารักมากได้ประสานไปยังนักพัฒนาชุมชนเทศบาลเมืองสุไหงโก-ลก อีก 5 วันต่อมาก็แจ้งมาว่ามีผู้ใจบุญจะซื้อเตียงบริจาคให้ผู้ป่วย เนื่องในวันพ่อแห่งชาติ จะมอบให้วันที่ 5 ธันวาคม พวกเราดีใจมากโทรศัพท์ไปบอกยารี ยารีดีใจมากบอกว่า “หมอ หมอมาด้วยนะครับวันที่เขามอบเตียงให้ผม”
วันที่ 5 ธันวาคม พวกเราติดภารกิจจึงไม่ได้ไปแสดงความยินดีกับยารี และโทรศัพท์ไปบอกว่าจะไปอีกวัน แต่ทราบว่ามีการมอบเตียงและทำข่าวออกเคเบิ้ลทีวีด้วย วันรุ่งขึ้นพวกเราไปแสดงความยินดีกับยารี ซึ่งรีบพาพวกเราไปดูเตียงเหล็กพร้อมเบาะใหม่ในห้องนอน สีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส นัยน์ตาเป็นประกาย ใส่เสื้อผ้าชุดใหม่นั่งอยู่บนรถเข็น พวกเราบอกว่า “ยารีหล่อมากเลย เมื่อวานได้ออกทีวีด้วย ดีใจด้วยนะจ๊ะ” ยารียกมือไหว้พูดว่า “ยารีขอบคุณมากครับหมอ” พวกเรากลับมาด้วยความรู้สึกที่บรรยายไม่ถูก มีความสุขและเต็มอิ่มในใจ สิ่งที่พวกเราทำเป็นสิ่งเล็กน้อย แต่ผลตอบแทนที่ได้มันมีคุณค่าในความรู้สึกมาก หลังจากนั้นพวกเราไปเยี่ยมผู้ป่วยเดือนละ 1 ครั้ง ยารีอาการดีขึ้นมาก แผลเริ่มแคบลง สีหน้าสดชื่น นั่งรถเข็นออกมาพูดคุยกับเพื่อนบ้าน ร่างกายจากซูบผอมเริ่มมีเนื้อหนังมากขึ้น
|
เรื่องเล็ก ๆ ที่ทำให้หัวใจ ใหญ่ขึ้น จริงๆ ขอชื่นชมคะ
ขอบคุณ นะคะสำหรับสิ่งดีๆๆนี้