ฉันยืนอยู่ในแสงแดดโบราณ
เก่าแก่และสดใหม่เท่า ๆ กับสายลมที่พัดมา
ยามสายและยามบ่ายที่เหงื่ออาบไหลบนเรือนร่างฝุ่นทรายสีแดง
ฉันสูดลมหายใจจากอากาศธาตุเบาหวิว
ซึ่งบรรจุเอาบทเพลงของพิภพและการงานอันน่าชื่นชมไว้
ฉันปรารถนาเก็บเสียงหริ่ง เรไร และจิ้งหรีดจากแนวป่านั้นไว้
เพื่อว่า ในความทรงจำของฉันยังคงภาพอันอบอวลไปด้วยปิติสุข
กลางหุบเขา แสงตะวัน และเมฆหมอก
ฉันคือสิ่งลวงหลอกหรือโลกกันแน่ที่สร้างกลลวง
ให้ฉันยืนอยู่
ให้ฉันได้ร้องเพลง
ให้ฉันได้ร่ำไห้
ให้ฉันทอดถอนลมหายใจไกลออกไปไม่อาจกำหนดทิศ
เสียงกระดึงดังมาจากฝูงวัว
เป็นส่วนหนึ่งของดนตรีกล่อมกังวานในหุบเขา
เป็นดอกไม้ในสายลมแห่งบ้านแหลง
หอบพัดเอากลิ่นอายอันอ่อนโยนเข้ามา
หยอกล้อและลูบไล้ไปบนใบหญ้าสดเขียว
ฉันไม่ได้ฝันไปหรอกหรือว่าเป็นผีเสื้อ
ท่ามกลางดงดอกไม้แห่งการงานและกาลเวลา
ฉันยิ้มอยู่มิใช่หรือ ไยน้ำตาจึงหล่นร่วง
ลงบนผืนดินที่เหมือนกับผืนดินทั่วไป
ในสายลมดุจเดียวกับสายลมทั่วไป
ในเรือแห่งชีวิตเหมือนความเป็นชีวิต
ในฝุ่นทรายเอิบอาบ
ในคำพร่ำบอกของคนในหมู่บ้าน
ว่า สายลมก็คือเรา
และเราก็คือสายลมพัดไปสุดหยั่ง
แม้ว่าขณะหนึ่งจะอยู่ที่นี่ ทว่ามินานก็จะผ่านไป
โดยไม่มีสิ่งใดเป็นเสมือนสิ่งยืนยันคำอำลา
- บทกลอน--- สายลมที่บ้านแหลง มีความไพเราะ....อย่างมากคะ
- ขอบคุณ สำหรับบทกลอนดีๆนี้คะ
ขอบคุณครับสำหรับคำชม จะพยายามนำลงเพื่อแบ่งกันอ่านครับ