สกอ. จะจัดประชุมเชิงปฏิบัติการ  เพื่อยกร่างประกาศของกระทรวงศึกษาธิการในเรื่องดังกล่าว  ในวันที่ 15 ก.ย. 49  ที่โรงแรมสยามซิตี้

          ผมเข้าร่วมไม่ได้  เพราะไปเป็นลูกน้องครูใหม่จัด  KM  Workshop  ให้แก่ มมส. ที่มหาสารคาม   จึงขอเสนอความเห็นไว้ในบันทึกนี้

          1. ผมชื่นใจที่มีการริเริ่มจัดทำแนวทางนี้


          2. แนวทางของเรื่องแบบนี้หลายๆ ส่วนคงจะจัดทำเป็นประกาศของทางราชการยากนะครับ   เพราะประกาศของทางราชการมันเป็น  Explicit  Knowledge   แต่แนวทางปฏิบัติส่วนใหญ่มันเป็น  Tacit  Knowledge   ฝังซ่อนอยู่ในวิธีคิด, วัฒนธรรม และความเชื่อ


          3. หัวใจอยู่ที่คำว่า "ความร่วมมือ" ครับ   ซึ่งหมายความว่า ไม่ใช่ "ความช่วยเหลือ"   ดังนั้นต้องอยู่บนฐานของความเท่าเทียมกัน   และผลประโยชน์ร่วมกัน
                    ตัวอย่างของ "ความร่วมมือ" ทางวิชาการที่อยู่บนฐานของความเท่าเทียมกัน   คือโครงการ คปก. ครับ   เข้าไปอ่านตัวอย่างของจริงได้ที่ http://rgj.trf.or.th/
                    ความเท่าเทียมกันทางวิชาการ ไม่ได้หมายความว่าเทคโนโลยี  หรือความสามารถด้านวิชาการจะต้องเท่าเทียมกันนะครับ    แต่วิธีคิดและท่าทีต้องอยู่ในฐานะที่เสมอกัน  ไม่ใช่ฝ่ายหนึ่งเป็นผู้คิด   กำหนดรูปแบบและสาระของความร่วมมือ   แล้วชวนให้อีกฝ่ายหนึ่งปฏิบัติ   โดยอาศัยเงินหรือผลประโยชน์อย่างอื่น (เช่น โอกาสไปต่างประเทศ) เป็นตัวล่อ
                    นั่นคือในโครงการความร่วมมือที่สถาบันอุดมศึกษาไทยจะทำกับสถาบันอุดมศึกษาในต่างประเทศ   เราต้องคิดโครงการขึ้นเอง   กำหนดวัตถุประสงค์  ยุทธศาสตร์  และวิธีดำเนินการเอง  แล้วเอาไปเจรจากับเขา
                    ผมเคยเห็นโครงการความร่วมมือกับต่างประเทศ  แบบที่ฝ่ายไทยเรา  "สมองกลวง"   แล้วอ่อนใจครับ


          4. ต้องระมัดระวัง  "โรค MOU ระบาด" ครับ   คือชอบเดินทางไปต่างประเทศเพื่อเซ็น  MOU   แล้วไม่เกิดกิจกรรมใดๆ เลย   แถมยังมีหน้าถ่ายรูปการเดินทางไปต่างประเทศ  เอามาอวด  โดยที่เสียเงินค่าเดินทางเปล่าๆ   โดยไม่เกิดกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อสถาบัน/ประเทศชาติ  แต่อย่างใด


          5. อ่านดูร่างแนวทางแล้ว จะเห็นว่า "อุดมศึกษาไทยเปี๊ยนไป๋" นะครับ    สมัยก่อน  MOU  มักจะเป็นเรื่องความร่วมมือวิจัยกับความร่วมมือส่งคนของเราไปศึกษาต่อ   แต่เดี๋ยวนี้มีความร่วมมือแบบสถาบันอุดมศึกษาต่างประเทศรุกเข้ามาจัดบริการหลักสูตรเพื่อหาเงินในประเทศไทยแล้ว   สิ่งที่ต้องระวังก็คือสถาบันไทยแค่เอาป้ายชื่อมหาวิทยาลัยของเขามาปะ   ให้เขากินหัวคิวค่าป้าย   โดยเราไม่ได้ดูดซับ tacit knowledge  และ  explicit  knowledge  ใดๆ จากเขาเลย
                    หรือร่วมมือกันจริง   เขาส่งอาจารย์มาสอน  โดยทางเราก็ไม่ดูดซับ (capture) ความรู้จากเขา ก็ยังไม่ฉลาดอยู่ดี


          6. การเคลื่อนไหวนี้   เป็นการตั้งรับโลกาภิวัตน์   รุกคืบเข้ามาด้านอุดมศึกษา   เราน่าจะมี "แนวทาง"   ในกรณีที่สถาบันไทย   รุกไปร่วมมือดำเนินกิจกรรมในต่างประเทศบ้างนะครับ    โดย สกอ. น่าจะมียุทธศาสตร์ ส่งเสริมเรื่องนี้


          7. หัวใจของเรื่องนี้  คือ
                    -ความรู้เท่าทัน ไม่เสียรู้
                    -ความมีจริยธรรม ไม่เอาเปรียบเพื่อน ไม่เอาเปรียบผู้รับบริการ
                    -ความมีสมอง รู้จักคิด   รู้จักคิดเพื่อองค์กร และเพื่อบ้านเมือง  

                   
วิจารณ์   พานิช
6  ก.ย.  49