ธรรมะในวันพระวันนี้ จากวัดเจ้าฟ้าศาลาลอย 

                   
    ปรสฺส  วา  อตฺตโน  วาปิ  เหตุ           น  ภาสติ  อลิก  ภูริปฺโ
โส  ปูชิโต  โหติ  สภาย  มชฺเฌ           ปจฺฉาปิ  โส  สุคติคามิ  โหติ.
   
        
 ผู้มีภูมิปัญญา  ย่อมไม่พูดพล่อย ๆ  เพราะเหตุแห่งคนอื่นหรือตนเอง 
ผู้นั้นย่อมมีผู้บูชาในท่ามกลางชุมชน  แม้ภายหลังเขาย่อมไปสู่สุคติ.
                 ( มโหสธโพธิสตฺต )        ขุ.  ชา.  วีสติ.  ๒๗/๔๒๗. 
          ในที่นี้จะของกล่าวถึงในเรื่องของวาจา  ดังที่มาในสุภาษิตว่า  ผู้มีปัญญาย่อมไม่พูดพล่อยๆ  หากจะกล่าวถึงเรื่องของอกุศลกรรมบถ ๑๐  อันประกอบไปด้วย  กายกรรม ๓  วจีกรรม ๔  มโนกรรม ๓ นั้น  จะเห็นได้ว่าในเรื่องของวจีกรรมจะเป็นเรื่องที่เยอะกว่าเรื่องอื่นๆ  ซึ่งจะประกอบไปด้วย  ๑  การพูดโกหก   ๒ การพูดนินทา  ๓  การพูดส่อเสียด และ ๔  การพูดเพ้อเจ้อ  ในเรื่องของการพูดพล่อยๆ นั้นจัดได้ว่าเป็นการพูดโดยขาดสติ โดยอาจจะมี โทสะ หรือ โมหะเป็นส่วนประกอบด้วยก็ได้  การพูดที่พูดออกมาโดยขาดสติคอยควบคุม  สามารถที่จะทำให้ล่วงอกุศลกรรมบถในข้อวาจาได้  ในที่นี้จะขอกล่าวถึงเรื่องของการพูดเพ้อเจ้อ  หรือ สัมผัปปลาปะ  ที่มาในอกุศลกรรมบถ ๑๐ให้ฟังดังนี้
          สัมผัปปลาปวาจา  หรือวาจาแห่งบุคคลพูดเพ้อเจ้อนี้  เป็นวาจาที่โปรยประโยชน์  เป็นวาจาที่ทำลายประโยชน์สุขที่ควรจะได้   หมายความว่าอย่างไร?  หมายความว่า  การกล่าววาจาและกล่าวเรื่องราวที่เหลวไหลไม่เป็นสารประโยชน์  เช่น  การกล่าวของนักแสดงหนังนักแสดงละคร  เป็นต้น  หรือการกล่าวของบุคคลผู้พูดจาตลกขบขันต่างๆ  ตลอดจนนักประพันธ์ที่เสกสรรปั้นแต่งเรื่องขึ้นโดยไร้สาระ  ไม่มีประโยชน์ทางธรรมะแต่ประการใด  นอกจากจะเป็นการยั่วให้เกิดกิเลส  คือ  ราคะ โทสะ โมหะ เท่านั้น  เช่น  การประพันธ์เรื่องภารคะยุทธ  คือ  สงครามภารตะ  หรือนวนิยายต่างๆ  เหล่านี้  จัดเป็นสัมผัปปลาปะทั้งสิ้น  เพราะเป็นการกล่าวเพ้อเจ้อ  ทำให้ผู้ฟังผู้อ่านไม่ได้รับ ประโยชน์ในสภาพธรรมตามความเป็นจริงแต่อย่างใด  มีแต่จะทำให้เกิดความเพลิดเพลินหลงใหล เต็มไปด้วยโมหะ  กับทั้งทำให้เกิดความประมาทเสียประโยชน์  เสียเวลาไปเปล่าๆ เท่านั้น ก็ในกรณีแห่งสัมผัปปลาปะนี้  ขอให้ท่านผู้มีปัญญาทั้งหลาย  พึงทราบในอรรถาธิบายไว้อีกต่อไปว่า  วัตถุคือเรื่องที่ไม่มีความจริง  หรือเรื่องที่ไม่อาจเป็นไปได้  หากผู้กล่าวหรือผู้ประพันธ์นั้น  ได้ตั้งใจแต่งเรื่องราวนั้นขึ้น  โดยมีความประสงค์จะให้ผู้ฟังหรือผู้อ่านหลงเชื่อ  หรือติดใจในวาทศิลป์ในคำพูดในข้อเขียนแห่งตน  อันเป็นการก่อให้เกิดความเข้าใจผิด  และทำให้เสียประโยชน์ของผู้ฟังหรือผู้อ่านทั้งหลาย  เช่นนี้แล้ว  บุคคลผู้กล่าวหรือผู้ประพันธ์นั้น  ก็จัดเป็นสัมผัปปลาปะบุคคล  คือบุคคลผู้พูดเพ้อเจ้อ ถ้าวัตถุคือเรื่องนั้นเป็นเรื่องที่มีความจริง  หรือแม้จะเป็นเรื่องที่ไม่มีความจริงก็ตาม  หากผู้กล่าวหรือผู้ประพันธ์  ได้กล่าวหรือแต่งเรื่องนั้นขึ้นโดนมีความมุ่งหมายจะยกขึ้นเป็นข้ออุปมาประกอบการสอนธรรมะ  การบรรยายธรรมะ  การแสดงธรรมะ  หรือการเขียนรจนาธรรมะอันสัมปยุตด้วยมรรคผลนิพพาน  เพื่อให้ผู้ฟังผู้อ่านเกิดความเข้าใจง่าย  เช่นนี้แล้ว  บุคคลผู้กล่าวหรือผู้ประพันธ์นั้น  ก็ไม่จัดเป็นสัมผัปปลาปบุคคลหากว่าจะมีผู้สงสัยว่า  ผู้ที่พูดจาสนุกสนานเฮฮา  กล่าวเรื่องเหลวไหลไร้สาระและไม่เป็นความจริงที่เป็นสัมผัปปลาปนี้  จะจัดว่าเป็นมุสาวาทด้วยหรือไม่  วิสัชนาว่า  ไม่จัดเป็นมุสาวาท  เพราะผู้พูดไม่ได้มีความตั้งใจที่จะมุสา  เป็นแต่พูดจาเพ้อเจ้อฟุ้งซ่านไปตามอารมณ์เข้าลักษณะสัมผัปปลาปเท่านั้น  แต่ถ้าเขามีความตั้งใจที่จะกล่าวให้เป็นมุสาวาทประกอบอยู่ด้วย  และผู้ฟังทั้งหลายก็หลงเชื่อไปตามคำพูดอันสนุกสนานเฮฮาของเขาอีกด้วยแล้วเช่นนี้จึงจะจัดเป็นมุสาวาทได้
 
          ข้อวินิจฉัยที่จะให้ทราบได้อย่างแน่ชัดว่าผู้ที่กล่าววาจาเพ้อเจ้อไร้สาระจักสำเร็จเป็นสัมผัปปลาปอกุศลกรรมบถได้หรือไม่นั้น  ต้องวินิจฉัยด้วยองค์สัมภาระ  คือองค์ประกอบแห่งสัมผัปปลาปวาท  ซึ่งมีอยู่ ๒ ประการดังต่อไปนี้
          ๑. นิรตฺถกถาปุเรกฺขาโร  ตั้งใจกล่าวกถาที่ไร้ประโยชน์
          ๒. ตถารูปีกถากถนํ  กล่าวกถาที่ไร้ประโยชน์ออกไป
          ท่านผู้มีปัญญาทั้งหลาย  องค์ประกอบแห่งสัมผัปปลาปวาทอกุศลกรรมบถย่อมมี ๒ประการดังกล่าวมานี้  เมื่อบุคคลใด  ประกอบอกุศลกรรมสัมผัปปลาปวาทครบองค์แล้ว  ก็เป็นอันว่าผู้กระทำสัมผัปปลาปวาทนั้นเป็นผู้ก้าวล่วงอกุศลกรรมบถ  สำเร็จเป็นอปายคมนียะ  คือเป็นชนกกรรมสามารถน้อมนำให้เขาไปเกิดเป็นอบายสัตว์ในอบายภูมิได้  แต่ถ้าไม่ครบองค์ก็หาได้ชื่อว่าเป็นผู้ก้าวล่วงอกุศลกรรมบถไม่  คำพูดที่จัดเข้าใน  นิรตฺถกถา  คือคำพูดที่ไม่มีประโยชน์หาสาระมิได้  อันเป็นต้นเหตุให้เกิดสัมผัปปลาปวาทนั้นก็ได้แก่กถาที่ไม่ประกอบด้วยธรรมะซึ่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ในสามัญผลสูตร  รวมเป็น  ๓๒  กถาด้วยกัน  คือ
           ๑. ราชกถา  พูดเพ้อเจ้าถึงเรื่องต่างๆ  ที่เกี่ยวกับพระมหากษัตริย์และราชวงศ์
           ๒. โจรกถา  พูดถึงเรื่องต่างๆ  ที่เกี่ยวกับจอมโจร  และการปล้นสะดม
          ๓. มหามตฺตกถา  พูดถึงเรื่องต่างๆ  ที่เกี่ยวกับอำมาตย์  ที่เป็นคณะรัฐบาลบริหารแผ่นดิน
          ๔. เสนากถา  พูดถึงเรื่องต่างๆ  ที่เกี่ยวกับเสนา  คือ  ทหาร และตำรวจ  ข้าราชการ
          ๕. ภยกถา  พูดถึงเรื่องต่างๆ  ที่เกี่ยวกับภัย  คือ เรื่องที่น่ากลัวน่าหวาดเสียวสะดุ้ง
          ๖. ยุทฺธกถา  พูดถึงเรื่องต่างๆ  ที่เกี่ยวกับยุทธศาสตร์  การรบพุ่ง  การทำสงคราม
          ๗. อนฺนกถา  พูดถึงเรื่องต่างๆ  ที่เกี่ยวกับอาหารการบริโภคและการทำมาหากิน
          ๘. ปานกถา  พูดถึงเรื่องต่างๆ  ที่เกี่ยวกับเครื่องดื่ม  เช่น  พรรณนารสชาติแห่งเครื่องดื่ม  เป็นต้น
          ๙. วตฺถกถา  พูดถึงเรื่องต่างๆ  ที่เกี่ยวกับเสื้อผ้า  เครื่องนุ่งห่ม  โดยการพรรณนาสีเนื้อผ้าเป็นต้น
         ๑๐. สยนกถา  พูดถึงเรื่องต่างๆ  ที่เกี่ยวกับที่นอน  เช่น พรรณนาคุณความดีแห่งที่นอน  เป็นต้น
         ๑๑.  มาลากถา  พูดถึงเรื่องต่างๆ  ที่เกี่ยวกับดอกไม้  เช่น  พรรณนาถึงพืชพันุ์และความสวยแห่งดอกไม้ทั้งหลาย  เป็นต้น
         ๑๒. คนฺธกถา  พูดถึงเรื่องต่างๆ  ที่เกี่ยวกับของหอม  เช่น  พรรณนาถึงความหอมแห่งน้ำหอมหรือดอกไม้  เป็นต้น
         ๑๓.   ญาติกถา  พูดถึงเรื่องต่างๆ  ที่เกี่ยวกับวงศาคณาญาติ  เช่น  พูดตำหนินินทา  หรือพูดจายกย่องสรรเสริญเหล่าญาติแหงตน  เป็นต้น
         ๑๔.   ยานกถา  พูดถึงเรื่องต่างๆ  ที่เกี่ยวกับยานพาหนะ  เช่น  พูดถึงการจราจรในทางบก  ทางน้ำ  หรือทางอากาศ  เป็นต้น
         ๑๕.   คามกถา  พูดถึงเรื่องต่างๆ  ที่เกี่ยวกับหมู่บ้าน  เช่น  พรรณนาถึงสภาพความเป็นไปแห่งหมู่บ้านว่า  หมู่บ้านนั้นเป็นหมู่บ้านที่ดี  แต่หมู่บ้านโน้นแย่เต็มที  เป็นต้น
         ๑๖. นิคมกถา  พูดถึงเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวกับนิคม  คือหมู่บ้านใหญ่ๆ  พรรณนาถึงความเพลิดเพลินแห่งอารมณ์ของตน
         ๑๗.   นครกถา  พูดถึงเรื่องต่างๆ  ที่เกี่ยวกับพระมหานครเมืองหลวง  เช่น  พรรณนาถึงความเจริญรุ่งเรืองและความล่มจมแห่งเมืองหลวงต่างๆ  เป็นต้น
         ๑๘.   ชนบทกถา พูดถึงเรื่องต่างๆ  ที่เกี่ยวกับชนบทชายแดน  เช่นพรรณาว่าชนบทชายแดนที่โน่นที่นั่น  ตนได้เคยดั้นด้นไปถึงมาแล้ว  เป็นต้น
         ๑๙.  อิตถีกถา  พูดถึงเรื่องต่างๆ  ที่เกี่ยวกับสตรีเพศ  เช่นพรรณนาว่าหญิงคนนั้นมีลักษณะดี  หญิงคนนี้มีลักษณะอัปลักษณ์  ดังนี้เป็นต้น
         ๒๐. ปุริสกถา  พูดถึงเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวกับบุรุษเพศ  เช่น  พูดถึงนิสัยใจคอของคนผู้ชายว่า  เจ้าบุรุษคนนั้น  เขาเป็นคนดี  มีน้ำใจกว้างขวาง  แต่เจ้าบุรุษคนนี้มีนิสัยชั่ว  เห็นแก่ตัว  คบไม่ได้  ดังนี้เป็นต้น
         ๒๑. กุมารกถา  พูดถึงเรื่องต่างๆ  ที่เกี่ยวกับเด็กชาย  เช่นพูดว่าเด็กชายคนนั้นมีลักษณะดี  ต่อไปจะได้เป็นเจ้าใหญ่นายโต  แต่เจ้าเด็กคนนี้มันโง่และหยิ่งเกเร  โตขึ้นคงไม่แคล้วคุกตะราง  ดังนี้เป็นต้น
         ๒๒. กุมารีกถา  พูดถึงเรื่องต่างๆ  ที่เกี่ยวกับเด็กหญิง  เช่น  พูดว่าเด็กหญิงคนนี้มีลักษณะดี  ต่อไปจะได้เป็นคุณหญิงคุณนาย  แต่เด็กคนนั้นลักษณะชั่วเหลือหลาย  อย่างไรก็เห็นจะเอาดีไม่ได้ดังนี้เป็นต้น
         ๒๓. สุรกถา  พูดถึงเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวกับความกล้าหาญ  เช่น  พรรณนาถึงความองอาจกล้าหาญของทหารในสงคราม  หรือเล่าถึงความกล้าหาญองอาจแห่งตน  ในคราวที่เคยผจญภัยกับปัจจามิตร  ซึ่งเป็นเรื่องจริงบ้างและเพิ่มเติมเอาเองตามอัธยาศัยบ้าง  ดังนี้เป็นต้น
         ๒๔. วิสิขากถา  พูดถึงเรื่องต่างๆ  ที่เกี่ยวกับถนนหนทางหรือตรอกซอย  เช่นว่า  ถนนนั้นราบเรียบดีแท้ๆ แต่ถนนนี้แย่เต็มที  ดังนี้เป็นต้น
         ๒๕. กุมฺภฎฺฐานกถา  พูดถึงเรื่องต่างๆ  ที่เกี่ยวกับท่าน้ำ  เช่น  พูดว่าท่าน้ำชื่อนั้นที่เมืองนั้นมีผู้คนแออัดยัดเยียดหลายชาติภาษา  แต่ที่ท่าน้ำชื่อนี้เมืองนี้ไม่เจริญไม่มีคนนิยมไปเที่ยว  ดังนี้เป็นต้น
         ๒๖. ปุพฺพเปตกถา  พูดถึงเรื่องต่างๆ  ที่เกี่ยวกับคนที่ตายล่วงลับไปแล้ว  เช่นพูดว่า  เจ้าคนนั้นเมื่อครั้งมีชีวิตอยู่  เป็นคนรู้มาก  พูดมาก  แต่เจ้าคนนี้เมื่อครั้งมีชีวิตอยู่  เป็นคนขรึมไม่ค่อยพูด  บัดนี้ตายไปแล้ว  จะไปอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้  ดังนี้เป็นต้น
         ๒๗. นานตฺตกถา  พูดถึงเรื่องต่างๆ  ร้อยแปดพันเก้า  สุดแต่จะนึกถึงเรื่องอะไรขึ้นมาได้ก็พูดมันเรื่อยไป  ขอแต่ให้ขาตะไกรแห่งตนได้มีโอกาสขยับอยู่เป็นระยะๆ  โดยไม่ขาดก็แล้วกัน
         ๒๘. โลกกถา  พูดถึงเรื่องต่างๆ  ที่เกี่ยวกับโลก  และผู้สร้างโลก  เช่น  พรรณนาว่าโลกเรานี้  เป็นสะเก็ดหินที่แยกกระเด็นออกมาจากดวงอาทิตย์  และว่าเทวดาผีสางอะไรก็ไม่รู้เป็นผู้สร้างโลก  สร้างมนุษย์  และมนุษย์นี้ดูเหมือนเขาวิจัยกันว่ามีกำเนิดมาจากลิง  ดังนี้เป็นต้น
         ๒๙. สมุทฺทกถา  พูดถึงเรื่องต่างๆ  ที่เกี่ยวกับมหาสมุทรและเทวดาหรือพระเจ้าผู้สร้างมหาสมุทร  เช่น  พรรณนาว่ามหาสมุทรคือทะเลใหญ่  มีลักษณะเป็นอย่างนั้นๆ การที่จะเกิดเป็นมหาสมุทรขึ้นมาได้  ก็โดยเหตุอย่างนั้นๆ  ดังนี้เป็นต้น
         ๓๐. อิติภาวาภวกถา  พูดถึงเรื่องต่างๆ  ที่เกี่ยวกับความเจริญและความเสื่อม  วิพากษ์วิจารณ์ไปตามอารมณ์แห่งตนโดยไม่มีเหตุผล  ไม่มีหลักฐานและไม่มีที่อ้างอิง
         ๓๑. อรญฺญกถา  พูดถึงเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวกับป่า  เช่น  พรรณนาว่าป่าโน้นเป็นป่าใหญ่  เต็มไปด้วยรุกขชาติลดาชาตินานาพันธุ์  ควรแก่การจักไปเที่ยวชม  และว่าป่านี้เป็นป่าทึบเป็นดงดิบ  มากไปด้วยสัตว์ร้าย  เต็มไปด้วยฝูงผีปีศาจและคณาภูตเป็นต้น
         ๓๒. ปพฺพตกถา  พูดถึงเรื่องต่างๆ  ที่เกี่ยวกับภูเขา  เช่น  พรรณนาว่าที่ภูเขาชื่อนั้น  ซึ่งตั้งอยู่ในประเทศนั้น  เป็นภูเขาที่มีทิวทัศน์สวยงามมีธรรมชาติน่ารื่นรมย์  ควรแก่การจักไปทอดทัศนา  และว่าภูเขาชื่อนี้  ซึ่งตั้งอยู่ในประเทศชื่อนี้เป็นภูเขาไฟมากไปด้วยอันตราย  คนทั้งหลายได้รับความวิบัติมามากต่อมาก  ในเมื่อภูเขานี้ระเบิดขึ้น  ดังนี้เป็นต้น
          นิรัตถกถา คือ คำพูดถึงเรื่องต่างๆ  อันหาประโยชน์มิได้  ๓๒ ประการนี้  ในทางพระพุทธศาสนาจัดว่าเป็นคำพูดที่เหลวไหลไร้สาระ  เพราะเป็นคำพูดที่ไม่อิงคติธรรมที่เป็นจริง  ทำให้ผู้ฟังห่างไกลจากสภาพธรรมอันมีอยู่ตามความเป็นจริง  คือทำให้เป็นผู้ห่างไกลจากมรรคผลนิพพาน  ทำให้เกิดความประมาท  ทำให้หลงติดอยู่ในทะเลใหญ่อันมีภัยร้ายกาจกล่าวคือวัฏสงสาร  เป็นคำพูดของพาลชน  เมื่อบุคคลใดตั้งใจกล่าววาจาอันหาประโยชน์มิได้เหล่านี้ไว้เป็นเบื้องหน้า  เข้าในองค์ที่ว่า  นิรัตถกถาปุเรกขาโร  แล้วพูดออกไปด้วยเจตนาเศร้าหมองไม่ผ่องใส มากไปด้วยโมหะ  การออกวาทะพูดจาของบุคคลนั้น  ย่อมพลันจักสำเร็จเป็นสัมผัปปลาปอกุศลกรรมบถทั้งสิ้น  หากว่าเป็นผู้งดเว้นจากนิรัตถกถาเหล่านี้  มีจิตหวังดีกล่าวกถาที่อาศัยอรรถอาศัยธรรม  ตั้งใจกล่าววาจาที่มีประโยชน์โดยมีมรรคผลนิพพานเป็นเบื้องหน้า  มาตรว่าจะกล่าวให้มากมายสักเพียงไร  ก็หาต้องสัมผัปปลาปอกุศลกรรมบถไม่ ในการประกอบอกุศลกรรมเพื่อก้าวล่วงซึ่งองค์แห่งสัมผัปปลาปวาทนี้  ย่อมต้องมีปโยคะ คือความพยายามอย่างใดอย่างหนึ่ง  ในบรรดาปโยคะแห่งสัมผัปปลาปวาททั้งหลาย  ก็ปโยคะ  หรือความพยายามในสัมผัปปลาปวาทนี้  มีอยู่ ๒   ประการ  คือ
          ๑. กายปโยคะ  การพูดเพ้อเจ้อเป็นสัมผัปปลาปทางกาย  หมายความว่าอย่างไร? หมายความว่า  ทำการเพ้อเจ้อฟุ้งซ่านไปตามอารมณ์  ให้คนอื่นได้รับทราบได้รับรู้  ด้วยความพยายามทางกาย  เช่น  เขียนหนังสือประพันธ์เรื่องราวดึกดำบรรพ์  หรือนวนิยายต่างๆ  ไปตามจินตนาการ  โดยปราศจากหลักฐานและปราศจากคติธรรม  ไม่ว่าการเขียนหรือการประพันธ์นั้น  จะเป็นบทร้อยแก้วหรือร้อยกรองก็ตามที
          ๒. วจีปโยคะ  การพูดเพ้อเจ้อเป็นสัมผัปปลาปะทางวาจา  หมายความว่าอย่างไร? หมายความว่า  เปิดปากพยายามทำการพูดเพ้อเจ้อฟุ้งซ่านไปตามอารมณ์  ให้คนอื่นได้รับฟังได้รับรู้ด้วยความพยายามทางวาจา  เช่น  พูดตลกคะนอนสนุกสนานเฮฮา  พูดไปตามจินตนาการ  พูดไปตามอารมณ์  พูดไปด้วยความงมงาย  ไม่มีหลักไม่มีฐาน  เพราะเหตุที่ตนเป็นพาลชน  ไม่รู้จักลักษณะแห่งธรรมะ  คือมรรคผลนิพพาน
           โดยเหตุที่สัมผัปปลาปวาทเป็นอกุศลกรรมที่สามารถชักนำให้ไปเกิดในอบายภูมิได้ดังกล่าวมานี้เอง  สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ผู้ทรงเป็นโลกวิทูรู้แจ้งโลกทุกโลก  จึงได้ทรงมีพระมหากรุณาตักเตือนแลอบรมสั่งสอนพระสงฆ์สาวกทั้งหลาย  ให้ตระหนักถึงเรื่องสัมผัปปลาปวาทนี้อยู่เสมอๆ  โดยพระพุทธฎีกาว่า
ทฺวินฺนํ  โว  ภิกฺขเว  สนฺนิปติตานํ
ทฺวยํ  กรณียํ  ธมฺมิกถา  วา  ตุณฺหีภาโว  วา
          “ดูกรเธอผู้เห็นภัยในวัฏสงสารทั้งหลาย  เธอทั้งหลายได้มีการพบปะระหว่างกัน ๒ รูปแล้ว  การงานที่เธอควรประพฤติในระหว่างที่พบปะกันนั้น  มีอยู่  ๒ สถาน  คือ  กล่าวถ้อยคำที่เกี่ยวกับธรรมสถานหนึ่ง  หรือมิฉะนั้นอีกสถานหนึ่งก็จงนิ่งเฉยเสีย”
          ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว  การพูดเพ้อเจ้อ  หรือ สัมผัปปลาปวาทอกุศลบท นั้น  เป็นกรรมที่มีฤทธิ์ร้าย  เพราะเป็นตัวพืชบันดาลให้ประชาสัตว์ในโลกทั้งหลายต้องได้รับความทุกข์ทรมาน  ด้วยการเวียนว่านตายเกิดในวัฏสงสาร  ซึ่งมีสภาพยาวนานโดยหาที่สุดและเบื้องต้นมิได้ตราบใดที่ สัมผัปปลาปวาทอกุศลกรรมบถนี้  ยังไม่ถูกเผาผลาญทำลายให้สูญหายตายขาดออกไปจากขันธสันดาน  ก็ย่อมจักบันดาลให้ได้เสวยทุกข์ทรมานในวัฏสงสารอยู่ตราบนั้น