เห็นความคึกคักของกัลยาณมิตร G2K
ในการเขียนหัวข้อ "บัตรประชาชนในฝัน"
แล้วนึกขอบคุณ EGA ที่เปิดเวทีนี้
เห็นอาจารย์จันว่าเขียนสไตล์ใดก็ได้ ขอให้ทาง EGA ไปใช้ได้
วันนี้จึงขอนำประสบการณ์ และข้อมูลเล็กๆ น้อยๆ มาร่วมสร้างสีสันค่ะ
...
เดิมคิดการณ์ใหญ่..แต่..
จากข้อมูล smart card ในปัจจุบัน (มี.ค. 2555 -ref1)
กล่าวว่า สามารถบรรจุและแก้ไขข้อมูลได้ที่ความจุ 64kb 
หรือ ประมาณ 65,536 ตัวอักษร..
น้อยกว่า floppy disk ที่ใช้สมัย ม.ต้น อีก

จึงต้องล้มเลิกความฝัน ให้ ship เก็บข้อมูลพันธุกรรม
ซึ่งอาจทำให้โลกวิทยาศาสตร์การแพทย์เปลี่ยน 
เพราะเกิดฐานข้อมูลแบบติดตามระยะยาว ขนาดยักษ์
ช่วยไขปริศนาว่า 
ใครมียีนแบบใด เปลี่ยนแปลงไปเช่นไรแล้ว จะเกิดโรคอะไรขึ้น
กระทั่งรู้ว่ายีนไหน เป็นตัวการทำให้ชราภาพ
เมื่อตัดต่อยีน อาจทำให้มนุษย์สามารถหนุ่มสาวตลอดกาล
จนรัฐบาลต้องออกระเบียบ "สมควรอยู่ หรือสมควรไป"
แบบในหนัง "In time" ก็ได้

ภาพจาก  biologyoftechnology.com

...
เอาละค่ะ กลับมาสู่โลกแห่งความเป็นจริง
ข้าพเจ้าขอเรียงลำดับความสำคัญข้อมูลที่ควรบรรจุใน smart card ดังนี้

1. ข้อมูลสิทธิประกันสุขภาพ และ contact info
ข้อมูล พรบ. และกรมธรรม์ ประกันชีวิตของเอกชน
อีกข้อมูลที่ อาจารย์ธวัชชัย จุดประกายให้นึกถึงถคือ
ข้อมูล update ของที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ที่ "ติดต่อได้"

2. ข้อมูลโรคและยาประจำตัว

ในผู้ป่วยที่หมดสติมา
หากประวัติการรักษาอยู่ที่ รพ.อื่น
แพทย์ พยาบาล ไม่มีทางอื่นนอกจากถามญาติ (ถ้ามี)
หรือเดาอย่างมีหลักการจากสิ่งที่เห็น
เช่น คนมีภาวะตับแข็ง ก็จะผิวแดงๆ เส้นเลือดฝอยขยายเต็มตัว
แต่ คนเป็นเบาหวาน  คนมีภาวะเลือดออกง่ายหยุดยาก
เหล่านี้ไม่มีทางรู้ นอกจาก เจาะเลือดแบบปูพรมไปเลย
ที่น่ากลัวคือ คนที่มีประวัติแพ้ยาซัลฟา
การให้ยาปฎิชีวนะทางหลอดเลือด
ทำให้แพ้อย่างรุนแรง จนถึงขั้นไตพิการหรือเสียชีวิตได้

แม้ในผู้ป่วยที่รู้สึกตัวดี  
มีผู้ป่วยไม่น้อยที่ไป รพ.สม่ำเสมอ
แต่จำไม่ได้ ว่าตัวเองเป็นอะไรบ้าง
โดยเฉพาะผู้สูงอายุ
ส่วนมากมีโรคประจำตัวเฉลี่ย 3 โรค
และยา "รักษาโรค" ที่กินประจำ 4 ตัว (ref.2)
ยังไม่รวมยา "รักษาอาการ" ที่ผู้ป่วยมักจำได้ดีกว่ายารักษาโรค
บ่อยครั้ง เมื่อไปรักษาต่าง รพ. แพทย์สั่งยาซ้ำ หรือ ลืมสั่งบางตัวไป

ข้าพเจ้าเคยสัมภาษณ์ คุณยายซึ่งไปรักษาโรคประจำตัวที่ รพ.เอกชนแห่งหนึ่ง
ต้องการย้ายมารับบริการ รพ.รัฐ ด้วยเหตุผลค่าใช้จ่าย
บอกตนเองมี "โรคหัวใจ" ซึ่งกว้างมาก
เหมือน ถาม "เป็นคนที่ไหน"แล้วตอบ "เป็นคนไทย" นั่นเองค่ะ..
พอถามลึกลงไป คุณยายก็บอก "โรคหัวใจลิ้นปี่รั่ว" -- นั่นประไร
เมื่อฟังเสียงหัวใจดูแล้วน่าจะเป็น ลิ้นหัวใจตีบ มากกว่า 
การรักษาสองภาวะนี้แตกต่างกัน
ทั้งนี้แพทย์อาจแจ้งผู้ป่วยแล้ว แต่การรับรู้จดจำ ก็เป็นเรื่องหนึ่ง
เมื่อถามถึงยาที่เคยได้รับ
"อ้อ เก็บไว้ที่บ้าน พอดีน้ำท่วม มันเลยลอยหายไปแล้ว"
"ยาคุณยายมีกี่ตัว"
"เอ จำไม่ได้ มันอยู่ในซ้า (เป็นตระกร้า!)"
ทางเลือกจึง 
- กลับไปติดต่อขอประวัติ รพ.เดิม
- หรือ เริ่มการตรวจทางห้องปฎิบัติการใหม่หมด

3. ข้อมูลเกี่ยวกับเลือด  
ปัจจุบันมีการระบุ group ABO
แต่เมื่อผู้ป่วยอุบัติเหตุมาถึงโรงพยาบาล
เจ้าหน้าที่ก็มักไม่ใช้ข้อมูลในบัตรประชาชน เหตุผลเพราะ

- ความน่าเชื่อถือ
ตอนทำบัตร เจ้าหน้าที่ได้ดูจากใบ lab ของ รพ. หรือถามเอาจากเจ้าตัว ?
ซึ่งข้าพเจ้ายอมรับว่าตอนทำบัตรประจำตัวใบแรก ก็เดาผิดไปเหมือนกัน :)
- ในเลือดมี group ระบบย่อยลงไป เช่นระบบ Rh
ที่หากไม่เข้ากันก็เกิดปฎิกิริยาในร่างกายได้ แม้ไม่รุนแรงเท่า ABO  
   ดังนั้นทางปฎิบัติจริง จึงต้องส่งให้ห้องปฎิบัติการตรวจสอบอย่างละเอียด
ที่เรียกว่า "Group match" อยู่ดี

นอกจาก group เลือดแล้ว ยังมีข้อมูลเกี่ยวกับเลือดที่น่าสนใจเช่น
- การเป็น G-6-PD มีผลให้ต้องหลีกเลี่ยงยาบางชนิด
- ข้อมูลการรักษา ภาวะเลือดออกง่ายหยุดยาก Hemophilia
ซึ่งการรักษา ต้องกำหนดเปอร์เซ็นต์สารแข็งตัวของเลือด ประเภทต่างๆ 

###

จะเห็นว่า ข้อมูลข้อสองและข้อสาม จะเป็นประโยชน์ทางปฎิบัติจริงๆ ก็ต่อเมื่อมี "ความน่าเชื่อถือ"  
ขณะเดียวกัน ข้อมูลโรคประจำตัว โดยเฉพาะโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เป็นความลับผู้ป่วยที่มีความอ่อนไหว 
ดังนั้น ผู้ที่ update และ เข้าถึงข้อมูลส่วนนี้
ควรเป็นผู้มีรหัสจำเพาะ เช่นใช้ รหัสใบประกอบโรค

ภาพจาก http://heart-of-the-tardis.deviantart.com/#/d1l2pdi


อย่างไรก็ตาม น่าคิดว่า เมื่อข้อมูลผู้ป่วยถูกเข้าถึงด้วยการอ่านจาก card แล้ว
แพทย์จะกลายเป็น "I-doctor"
จิ้มๆ กดๆ ก้มๆ เงยๆ อยู่หน้าคอม
แทนที่จะเป็น "Your-doctor"

จะยังมี
การพูดคุยสร้างความไว้ใจ จนผู้ป่วยยอมเปิดเผย
การใช้ประสาทสัมผัส ตรวจร่างกาย เพื่อค้นหาปริศนา
หรือไม่ ?


เหรียญมีสองด้านเสมอค่ะ..