...
ถ้าหยดน้ำดุจดังหนึ่งชีวิต น้ำนี้กลิ้งอยู่กลางใบบัว ถึงแม้อาศัยใบบัวเพื่อดำรงอยู่ชั่วขณะ แต่น้ำก็ไม่ทำให้ใบบัวเปียกปอน สะท้อนธรรมอย่างงดงามในธรรมชาติของคนเรา เพื่อเข้าใจวิถีชีวิตได้ว่า...จงพอใจในสิ่งที่ตนเองมีอยู่เป็นอยู่ แต่ไม่หยุดเพียงแค่ยอมรับในโชคชะตานั้น ๆ ด้วยธรรมชาติให้เรามาหมดแล้วทุกสิ่งอย่าง จงใช้ทุกส่วนเสี้ยวของรูปธรรมก่อให้เกิดประโยชน์ทั้งต่อสังคมมนุษยชาติและต่อตนเอง
ด้วยศาสนาสอนเราว่าโลกร่มเย็นได้ด้วยความมีเมตตาธรรมในจิตใจของตนเอง คนใดไร้เมตตาธรรมคนนั้นก็ไม่รักตนเอง คนทำลายธรรมชาติ ธรรมชาติก็ทำลายกลับคืน ด้วยทุกสิ่งล้วนเป็นวงจรเวียนมาบรรจบครบรอบ ดุจกลางวันแล้วแปรเปลี่ยนเป็นกลางคืนแล้วหวนกลับมาเป็นกลางวันอีกเช่นนี้ตลอดไป ศาสนาสอนเราให้มองเห็นความจริงของทุกสิ่ง ด้วยการมองตนเองให้ทะลุปุโปร่ง การรู้และเข้าใจว่าตนเป็นอย่างใดก็จะเข้าใจความเป็นไปของมนุษย์ทั้งโลกได้
อันว่าตัวตนคนเรานี้ก็ไม่มีอะไร ท้ายสุดก็ไม่ได้อะไรไปสักอย่าง เพียงแต่มีหนทางเปิดกว้างให้ก้าวเดินไปใน 2 ทาง คนมีกิเลสตัณหามาปิดบังปัญญาแห่งแสงธรรมส่องเข้าไม่ถึงจิตใจ ก็เลือกเดินทางโลกที่เต็มไปด้วยการแข่งขัน ช่วงชิง เอาเปรียบ กีดกัน ขัดขวาง กอบโกย หลงเดินทางนรก จิตใจร้อนดุจดังไฟเผาตลอดเวลา
ส่วนคนมีปัญญา มีศีลธรรม ก็เลือกที่จะเดินไปในเส้นทางสายกลางเพื่อไปสู่ความสุขใจ หรือเส้นทางไปสวรรค์ ไปนิพพาน
มีบางคนร้องถามมาดัง ๆ ว่า...แล้วนรกหรือสวรรค์มีจริงไหม..? ถ้ามีจริง มันอยู่ที่ไหน ( วะ ).. ? ยูมิเองคงตอบได้ว่า...คนเรานี้ในแต่ละวินาทีมีทั้งขึ้นสวรรค์และลงนรกทั้งนั้นละ ทำไมว่าอย่างนั้น...ก็ยามใดเราทุกข์ใจ เราโมโห เราไม่ชอบใจ ยามนั้นละเราลงนรกแล้ว แต่ยามใดเรามีความสุข เรายิ้มแย้มแจ่มใส เราหัวเราะ เราสบายใจ ยามนั้นเราอยู่บนสวรรค์แล้วแล
- ชอบมากค่ะ ---- ตัวตนคนเรานี้ก็ไม่มีอะไร ท้ายสุดก็ไม่ได้อะไรไปสักอย่าง
- เป็นความจริงที่ ทุกคนต้องได้รับ และควรรับรู้นะคะ
- ขอบคุณค่ะ สำหรับ บทความดีๆ นี้ค่ะ
สวัสดีครับ Dr. Somsri
บางช่วงของมุมคิดของคนผ่านมาทางโลกศาสนา มีเวลามาฝากซากความคิดไว้ในโกดัง gotoknow ครับ
ขอบคุณครับ