เขียนโดย วิเชียร ไชยบัง : ครูใหญ่โรงเรียนนอกกะลา
ทำไมต้องสอบ?
การศึกษารูปแบบปัจจุบันเกิดขึ้นพร้อม ๆ กับการปฏิวัติอุตสาหกรรม ก่อนหน้านั้นกว่า 10,000 ปี เป็นยุคของเกษตรกรรมที่ผู้คนหลุดออกจากยุคเร่ร่อนแล้วก็เริ่มเพาะปลูก เลี้ยงสัตว์ ลูก ๆ ในครอบครัวสามารถอยู่และเรียนรู้ร่วมกันพ่อแม่ได้ตลอดเวลา พ่อแม่เป็นผู้สอนทักษะชีวิต ความรู้พื้นฐานที่จำเป็น ใช้ชีวิตในวิถีทางร่วมกันได้
แต่เมื่อเกิดการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งใหญ่ มีเครื่องจักรขนาดใหญ่ มีโรงงานเกิดขึ้นมากมาย เป็นโรงงานที่สามารถผลิตสินค้าที่มีคุณภาพเดียวกันได้คราวละมาก ๆ เป็นโรงงานที่ตอบสนองต่อการผลิตสินค้าเพื่ออำนวยความสะดวกความสบายให้กับ มนุษย์ จนถึงตอบสนองการบำรุงกิเลส ซึ่งมากกว่าพื้นฐานความจำเป็นที่มนุษย์โดยทั่วไปควรจะได้ ระบบนั้นได้ผลักคนส่วนใหญ่เข้าสู่โรงงาน และโรงงาน ส่วนเด็ก ๆ ถูกผลักไปสู่โรงเรียนในที่เป็นระบบเดียวกัน และโรงเรียนในระบบก็สอนให้เด็กเหล่านั้นเพื่อเข้าไปสู่โรงงาน สอนให้คนรู้ในสิ่งที่คนอื่นรู้ไว้แล้ว
กรอบความคิดอุตสาหกรรม (นักเรียนเสมือนวัตถุดิบของโรงงาน)

การศึกษารูปแบบปัจจุบันเกิดขึ้นพร้อม ๆ กับการปฏิวัติอุตสาหกรรม ก่อนหน้านั้นกว่า 10,000 ปี เป็นยุคของเกษตรกรรมที่ผู้คนหลุดออกจากยุคเร่ร่อนแล้วก็เริ่มเพาะปลูก เลี้ยงสัตว์ ลูก ๆ ในครอบครัวสามารถอยู่และเรียนรู้ร่วมกันพ่อแม่ได้ตลอดเวลา พ่อแม่เป็นผู้สอนทักษะชีวิต ความรู้พื้นฐานที่จำเป็น ใช้ชีวิตในวิถีทางร่วมกันได้
แต่เมื่อเกิดการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งใหญ่ มีเครื่องจักรขนาดใหญ่ มีโรงงานเกิดขึ้นมากมาย เป็นโรงงานที่สามารถผลิตสินค้าที่มีคุณภาพเดียวกันได้คราวละมาก ๆ เป็นโรงงานที่ตอบสนองต่อการผลิตสินค้าเพื่ออำนวยความสะดวกความสบายให้กับ มนุษย์ จนถึงตอบสนองการบำรุงกิเลส ซึ่งมากกว่าพื้นฐานความจำเป็นที่มนุษย์โดยทั่วไปควรจะได้ ระบบนั้นได้ผลักคนส่วนใหญ่เข้าสู่โรงงาน และโรงงาน ส่วนเด็ก ๆ ถูกผลักไปสู่โรงเรียนในที่เป็นระบบเดียวกัน และโรงเรียนในระบบก็สอนให้เด็กเหล่านั้นเพื่อเข้าไปสู่โรงงาน สอนให้คนรู้ในสิ่งที่คนอื่นรู้ไว้แล้ว
กรอบความคิดอุตสาหกรรม (นักเรียนเสมือนวัตถุดิบของโรงงาน)
# ถูกคัดเลือกด้วยเกณฑ์เดียวกัน
# มีหลักสูตร หรือ สอนเหมือน ๆ กัน ความจริง หรือ สิ่งถูก ถูกกำหนดไว้ก่อนแล้ว
# เพื่อ.ให้จบออกมามีคุณภาพเหมือนกัน ในปริมาณมากๆ
โรงเรียนกำหนดมาตรฐาน และผลสำเร็จแบบเดียวกันเหมือนกับผลผลิตของโรงงานที่ต้องการผลผลิตเดียวกัน จำนวนมาก ๆ และสิ่งที่จะมาวัดได้อย่างรวดเร็วก็คงจะเป็นแบบทดสอบ เพราะมันเป็นปรนัย คือ เห็นค่าเป็นคะแนนที่ชัดเจน กรอบความคิดเหล่านี้เป็นโครงสร้างที่แข็งแกร่งในสังคมต่อมายาวนานกว่า 300 ปี
ผ่านจากยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมมาเป็นยุคดิจิตอล ยุคข้อมูลข่าวสารระบบการศึกษาก็ยังไม่ได้เปลี่ยนแปลง ข้อมูลที่มากขึ้น ๆ กลับสร้างปัญหา เพราะกรอบความคิดเดิมยังบอกให้เชื่อว่าผู้ที่มีข้อมูลมากกว่า ผู้ที่รู้มากกว่าคือผู้ชนะ เริ่มใช้การไม่ได้
ทุกโรงเรียน จึงยังคงสอบ มีเกณฑ์เดียวกัน ต้องการผลผลิตเดียวกัน ต้องการให้คนรู้ในเรื่องเดียวกันในความรู้ที่มีคนรู้อยู่แล้ว ใครที่รู้ได้เหมือน หรือรู้เท่าก็ชนะ
วิธีการแบบนี้ไม่ได้ช่วยให้เกิดสิ่งสร้างสรรค์ขึ้นมา การแข่งขันต้องลดลงและหายไป แต่ความร่วมมือต้องเกิดขึ้นและมากขึ้น
โรงเรียนนอกกะลา เราปฏิเสธการสร้างคนเพื่อการแข่งขัน แต่เราต้องการคนที่รู้จักการสร้างความร่วมมือ เพราะฉะนั้น หากพูดถึงการสอบเราจึงไม่ใช้เลย แต่เรามีระบบการวัดผลและการประเมินผลเพื่อให้รู้ว่าผู้เรียนมีความก้าวหน้า เพียงใด
เมื่อพูดถึงการวัดผลและประเมินผล กับการสอบมันเป็นคนละอย่างกัน ลองจินตนาการถึงตัวช้าง ในความเชื่อของคนงาช้างนั้นมีค่าที่สุด ถ้าช้างทั้งตัวคือการวัดผลประเมินผล การสอบนั้นเปรียบได้ดังขนช้าง ไม่ใช่ว่าจะไม่มีค่าเลยทีเดียว แต่ก็ไม่ได้มากพอที่จะเป็นเครื่องมือสำคัญ
การวัดผล และประเมินผล ของโรงเรียนนอกกะลา เรามีจุดมุ่งหมายหลักเพื่อพัฒนาพัฒนาผู้เรียน ไม่ได้เพื่อตัดสิน เราจะใช้แนวทางในการวัดผล ประเมินผลตามสภาพจริง ที่เกิดขึ้นทุกขณะอย่างต่อเนื่อง (Authentic Assessment) โดยใช้เครื่องมือที่หลากหลาย เช่น การสังเกต สัมภาษณ์พูดคุย ดูจากชิ้นงาน กระบวนการทำงาน การปฏิบัติในวิถีชีวิตจริง แฟ้มงาน และการสะท้อนงาน วิธีการประเมินเหล่านี้กลับพบข้อมูลที่ละเอียดลึกซึ้งที่เป็นประโยชน์ต่อการ พัฒนาผู้เรียนมากกว่าการสอบ การสอบกลับเป็นอะไรที่หยาบ ๆ และทั้งยังไม่คำนึงถึงความแตกต่างและศักยภาพของแต่ละคน การสอบไม่ได้เคารพความเป็นตัวตนของแต่ละคน การสอบเป็นเพียงการอ้างอิงข้อมูล ข้อเท็จจริงหรือความรู้ที่เก่าที่ผู้เรียนรู้
ที่นี่จึงไม่มีการสอบ ความรู้ที่เป็นปัจเจก กลับมีความสำคัญในระบบนิเวศน์ทางสังคม มีความสำคัญต่อความอยู่รอดของสังคม เพราะความหลากหลายไม่ใช่ความรู้ที่เป็นชุดสำเร็จเหมือนบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป แต่ป็นความรู้ที่เชื่อมโยงแล้วมีปลายทุกด้านเป็นปลายเปิด
วิธีการประเมินตามสภาพจริง ทุกขณะอย่างต่อเนื่อง (Authentic Assessment) อย่างแท้จริงจึงเป็นการส่งเสริมให้เกิดองค์ความรู้เชิงปัจเจก ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อระบบนิเวศน์ทางสังคมอย่างแท้จริง
หลายคนถามเราว่า แล้วโรงเรียนเราสอบ NT หรือ O-Net , A-Net หรือเปล่า?
เรายังคงต้องสอบ เพราะเป็นระเบียบของทางราชการ ในฐานะรัฐยังจำเป็นต้องรู้โดยภาพรวมว่าคุณภาพการศึกษาเป็นเช่นใด และวิธิสอบก็เป็นวิธีที่สะดวกที่สุดกับนักเรียนจำนวนมากๆ แม้ไม่ได้ลึกซึ้งอะไร แต่ก็เป็นตัวเลขที่พอให้ผู้ที่เกี่ยวข้องมองเห็นภาพรวมได้บ้างเท่านั้น
ประเด็นสำคัญการประเมินตามสภาพจริง อย่างต่อเนื่องโดยไม่มีการสอบนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับครู การประเมินแบบนี้จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อมีการวางแผนไว้ล่วงหน้าว่าจะเกิดอะไร ขึ้นกับผู้เรียน ทั้งในวันนี้ พรุ่งนี้ หรือสัปดาห์นี้ แล้วยังต้องคิดต่อว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นจะเชื่อมโยงกับมาตรฐานของกลุ่มสาระ แต่ละกลุ่มอย่างไร หรือ ตรงไหน และครูต้องออกแบบไว้ก่อนว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นไม่ว่าจะเป็นภาระงาน ชิ้นงาน วิธีการ หรืออื่น ๆ นั้นจะเชื่อมโยงกับมาตรฐานการเรียนรู้ของกลุ่มสาระได้อย่างไร จะมีเกณฑ์ Rubric เข้าไปจับได้อย่างไร จับแล้วก็ตีค่าออกมาเพื่อให้ระดับอย่างไร ทั้งนี้เรามุ่งเน้นเพื่อให้เกิดการพัฒนา แต่ขณะเดียวกันเราก็ไม่ลืมว่าจะต้องให้เด็กที่เรียนอยู่เทียบโอนได้ เพราะฉะนั้นพอสิ้นปีครูก็ต้องนำคะแนนของแต่ละวิชาหรือแต่กลุ่มสาระ แต่ละมาตรฐานจะมีอยู่แล้ว มาตัดเกรด ให้ผู้เรียนึ้นนั้นยังต้องางเท่านั้น คุณภาพการศึกษาเป็นเช่นใด และวิธิสอบก็เป็นวิธีที่สะดวกที่สุดกับนักเรียนจำนวนมากๆ เพื่อให้สามารถเทียบโอนกับโรงเรียนอื่นๆ ได้
โรงเรียนกำหนดมาตรฐาน และผลสำเร็จแบบเดียวกันเหมือนกับผลผลิตของโรงงานที่ต้องการผลผลิตเดียวกัน จำนวนมาก ๆ และสิ่งที่จะมาวัดได้อย่างรวดเร็วก็คงจะเป็นแบบทดสอบ เพราะมันเป็นปรนัย คือ เห็นค่าเป็นคะแนนที่ชัดเจน กรอบความคิดเหล่านี้เป็นโครงสร้างที่แข็งแกร่งในสังคมต่อมายาวนานกว่า 300 ปี
ผ่านจากยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมมาเป็นยุคดิจิตอล ยุคข้อมูลข่าวสารระบบการศึกษาก็ยังไม่ได้เปลี่ยนแปลง ข้อมูลที่มากขึ้น ๆ กลับสร้างปัญหา เพราะกรอบความคิดเดิมยังบอกให้เชื่อว่าผู้ที่มีข้อมูลมากกว่า ผู้ที่รู้มากกว่าคือผู้ชนะ เริ่มใช้การไม่ได้
ทุกโรงเรียน จึงยังคงสอบ มีเกณฑ์เดียวกัน ต้องการผลผลิตเดียวกัน ต้องการให้คนรู้ในเรื่องเดียวกันในความรู้ที่มีคนรู้อยู่แล้ว ใครที่รู้ได้เหมือน หรือรู้เท่าก็ชนะ
วิธีการแบบนี้ไม่ได้ช่วยให้เกิดสิ่งสร้างสรรค์ขึ้นมา การแข่งขันต้องลดลงและหายไป แต่ความร่วมมือต้องเกิดขึ้นและมากขึ้น
โรงเรียนนอกกะลา เราปฏิเสธการสร้างคนเพื่อการแข่งขัน แต่เราต้องการคนที่รู้จักการสร้างความร่วมมือ เพราะฉะนั้น หากพูดถึงการสอบเราจึงไม่ใช้เลย แต่เรามีระบบการวัดผลและการประเมินผลเพื่อให้รู้ว่าผู้เรียนมีความก้าวหน้า เพียงใด
เมื่อพูดถึงการวัดผลและประเมินผล กับการสอบมันเป็นคนละอย่างกัน ลองจินตนาการถึงตัวช้าง ในความเชื่อของคนงาช้างนั้นมีค่าที่สุด ถ้าช้างทั้งตัวคือการวัดผลประเมินผล การสอบนั้นเปรียบได้ดังขนช้าง ไม่ใช่ว่าจะไม่มีค่าเลยทีเดียว แต่ก็ไม่ได้มากพอที่จะเป็นเครื่องมือสำคัญ
การวัดผล และประเมินผล ของโรงเรียนนอกกะลา เรามีจุดมุ่งหมายหลักเพื่อพัฒนาพัฒนาผู้เรียน ไม่ได้เพื่อตัดสิน เราจะใช้แนวทางในการวัดผล ประเมินผลตามสภาพจริง ที่เกิดขึ้นทุกขณะอย่างต่อเนื่อง (Authentic Assessment) โดยใช้เครื่องมือที่หลากหลาย เช่น การสังเกต สัมภาษณ์พูดคุย ดูจากชิ้นงาน กระบวนการทำงาน การปฏิบัติในวิถีชีวิตจริง แฟ้มงาน และการสะท้อนงาน วิธีการประเมินเหล่านี้กลับพบข้อมูลที่ละเอียดลึกซึ้งที่เป็นประโยชน์ต่อการ พัฒนาผู้เรียนมากกว่าการสอบ การสอบกลับเป็นอะไรที่หยาบ ๆ และทั้งยังไม่คำนึงถึงความแตกต่างและศักยภาพของแต่ละคน การสอบไม่ได้เคารพความเป็นตัวตนของแต่ละคน การสอบเป็นเพียงการอ้างอิงข้อมูล ข้อเท็จจริงหรือความรู้ที่เก่าที่ผู้เรียนรู้
ที่นี่จึงไม่มีการสอบ ความรู้ที่เป็นปัจเจก กลับมีความสำคัญในระบบนิเวศน์ทางสังคม มีความสำคัญต่อความอยู่รอดของสังคม เพราะความหลากหลายไม่ใช่ความรู้ที่เป็นชุดสำเร็จเหมือนบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป แต่ป็นความรู้ที่เชื่อมโยงแล้วมีปลายทุกด้านเป็นปลายเปิด
วิธีการประเมินตามสภาพจริง ทุกขณะอย่างต่อเนื่อง (Authentic Assessment) อย่างแท้จริงจึงเป็นการส่งเสริมให้เกิดองค์ความรู้เชิงปัจเจก ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อระบบนิเวศน์ทางสังคมอย่างแท้จริง
หลายคนถามเราว่า แล้วโรงเรียนเราสอบ NT หรือ O-Net , A-Net หรือเปล่า?
เรายังคงต้องสอบ เพราะเป็นระเบียบของทางราชการ ในฐานะรัฐยังจำเป็นต้องรู้โดยภาพรวมว่าคุณภาพการศึกษาเป็นเช่นใด และวิธิสอบก็เป็นวิธีที่สะดวกที่สุดกับนักเรียนจำนวนมากๆ แม้ไม่ได้ลึกซึ้งอะไร แต่ก็เป็นตัวเลขที่พอให้ผู้ที่เกี่ยวข้องมองเห็นภาพรวมได้บ้างเท่านั้น
ประเด็นสำคัญการประเมินตามสภาพจริง อย่างต่อเนื่องโดยไม่มีการสอบนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับครู การประเมินแบบนี้จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อมีการวางแผนไว้ล่วงหน้าว่าจะเกิดอะไร ขึ้นกับผู้เรียน ทั้งในวันนี้ พรุ่งนี้ หรือสัปดาห์นี้ แล้วยังต้องคิดต่อว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นจะเชื่อมโยงกับมาตรฐานของกลุ่มสาระ แต่ละกลุ่มอย่างไร หรือ ตรงไหน และครูต้องออกแบบไว้ก่อนว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นไม่ว่าจะเป็นภาระงาน ชิ้นงาน วิธีการ หรืออื่น ๆ นั้นจะเชื่อมโยงกับมาตรฐานการเรียนรู้ของกลุ่มสาระได้อย่างไร จะมีเกณฑ์ Rubric เข้าไปจับได้อย่างไร จับแล้วก็ตีค่าออกมาเพื่อให้ระดับอย่างไร ทั้งนี้เรามุ่งเน้นเพื่อให้เกิดการพัฒนา แต่ขณะเดียวกันเราก็ไม่ลืมว่าจะต้องให้เด็กที่เรียนอยู่เทียบโอนได้ เพราะฉะนั้นพอสิ้นปีครูก็ต้องนำคะแนนของแต่ละวิชาหรือแต่กลุ่มสาระ แต่ละมาตรฐานจะมีอยู่แล้ว มาตัดเกรด ให้ผู้เรียนึ้นนั้นยังต้องางเท่านั้น คุณภาพการศึกษาเป็นเช่นใด และวิธิสอบก็เป็นวิธีที่สะดวกที่สุดกับนักเรียนจำนวนมากๆ เพื่อให้สามารถเทียบโอนกับโรงเรียนอื่นๆ ได้

** ผมเคยให้ผู้เข้าอบรมหลายๆ คนยกขวดน้ำแล้วผมถามว่า “คิดว่าขวดน้ำ หนักหรือเบา” ทุกคนกลับตอบคำถามและให้เหตุผลประกอบไม่เหมือนกัน
โปรดระวังเสมอเพราะการประเมินมัก error ทั้งเครื่องมือ และ ตัวผู้วัด
เมื่อคืนวันเสาร์ดูภาพยนตร์เรื่อง Freedom Writers ทางช่อง TPBS หนังปี 2007 เคยได้ยินแต่ไม่เคยได้ดูมาก่อน บอกตรงๆครับว่าพอได้ดูแล้วมีความสุข น้ำตาซึมเกือบตลอดเรื่อง
หนังเรื่องนี้มีหลายแง่มุม แต่ผมมองไปที่ตัวครูและวิธีสอนของครู
ไม่แน่ใจว่ามี "คุณครู" สักกี่คนได้ (หรือเคย) ดู ถ้ายัง แนะนำให้หามาดูกันครับ
ประโยคสุดท้าย คุณครูทิ้งท้ายไว้ทำให้ชวนตรึกตรอง ตอนนี้กำลังสอบ แบบ ตัวเรายกแล้วว่า หนัก เพราะ ABC ใครตอบตรงตามนี้ได้คะแนนไป ... เด็กที่นี่ได้เปรียบ เพราะทั้งได้เรียนรู้แบบปลายเปิด และประสบการณ์ที่ได้จากสอบตามระเบียบราชการ แบบที่อื่น อย่างหลังนี้ ก็จำเป็น เพราะบางวิชาชีพควบคุมตามลำดับขั้นอยู่จริง เช่น ทหาร ตำรวจ แพทย์ พยาบาล ก็ด้วย
จึงขอเรียนให้ทราบและขออนุญาตไว้ ณที่นี้ด้วยนะคะ
ชอบแนวคิดของโรงเรียนนอกกะลามากๆเลยค่ะ ดีใจแทนเด็กๆที่จะได้ใช้ชีวิต ใช้สมองและจินตนาการอย่างคุ้มค่า ขอยืนยันด้วยคนค่ะว่า การเรียนชั้นเด็กเล็กแบบไม่ต้องสอบแข่งขัน แต่เรียนรู้เรื่องต่างๆอย่างบูรณาการเข้ากับชีวิตและสิ่งแวดล้อมเป็นสิ่งที่เป็นพื้นฐานที่ดีมากๆ เห็นได้จากลูกชายสามคนที่มีโอกาสไปใช้ชีวิตในออสเตรเลียตามคุณแม่ที่ไปเรียนต่อโท-เอก โรงเรียนเขาไม่มีสอบ แต่มีการเรียนการสอนที่บูรณาการทุกวิชาเข้าไว้ด้วยกัน เรียนผ่านกิจกรรมต่างๆ มีการวาด การเขียน การทำงานศิลปะ การอ่านหนังสือทุกชนิดที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่สนใจ หนังสือเรียนก็อ่านง่ายๆ หนังสือตามห้องสมุดประชาชนที่มีทุกๆหย่อมหญ้าก็มีให้เลือกมากมาย มีสนามเด็กเล่นและบริเวณที่กว้างขวาง ชุดนักเรียนก็เข้ากับบรรยากาศคือเป็นเสื้อยืดหลากสี กางเกงสบายๆไม่ต้องรีดเรียบมากมายเหมือนบ้านเรา ไม่มีการสอบจัดอันดับ ทำงานอะไรก็เทียบกับผลงานตัวเองในช่วงก่อนหน้านั้น สำหรับการสอบจะมีข้อสอบของส่วนกลาง สำหรับช่วงชั้น ซึ่งไม่บังคับสอบ ใครอยากรู้มาตรฐานตัวเองเมื่อเทียบกับเด็กทั้งรัฐก็ค่อยสอบ
เมื่อลูกทั้งสามกลับมาเรียนในระบบบ้านเรา เขาค่อนข้างงงเล็กน้อยที่เรามีแบ่งเป็นวิชาๆ ต้องเอามาเชื่อมโยงกันเอง ลูกเคยวิจารณ์หนังสือเรียนว่า น่าจะเอามาเรียงบทใหม่จะอ่านเข้าใจกว่าที่เป็นอยู่ ทั้งสามคนเรียนตามระบบบ้านเราได้อยู่ในเกณฑ์ดีมาก โดยไม่ต้องเรียนพิเศษ แต่สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนคือ พวกเขามีความสุขกับการเรียน กับโรงเรียนน้อยกว่าตอนอยู่ที่ออสเตรเลียเยอะเลยค่ะ เขาจะไม่ค่อยเข้าใจกฎระเบียบที่โรงเรียนใช้บังคับว่ามีมากมายไปทำไม คุณครูทำไมต้องบ่นนักเรียนหลายนาทีกว่าจะสอน คุณครูทำโทษนักเรียนไม่สมเหตุสมผล คุณครูทำในสิ่งที่ห้ามนักเรียนไม่ให้ทำ ฯลฯ แต่เขาก็เรียนรู้ว่า นี่แหละคือ เมืองไทย ค่ะ
ดีใจที่เรามีโรงเรียนแบบที่สอนให้เด็กเรียนรู้วิธีการเรียนรู้ ไม่ใช่เรียนไปตามที่ครูสอน 1 2 3 4 โดยใช้ความจำมากกว่าความคิด อย่างที่เราเห็นกันเป็นส่วนใหญ่ในตอนนี้ค่ะ
ขอบคุณทุกท่านที่เข้ามา ลปรร. ครับ
เชิญชวนทุกท่านเข้ามา ลปรร. ร่วมกันที่ http://www.facebook.com/lamplaimatpattanaschool
ชวนครูราชิต เข้าร่วมชุมชนนักปฏิบัติครูเพื่อศิษย์ด้วยนะคะ
16-17 มิ.ย. นี้จะไปขอเยี่ยมวง ลปรร. สร้างเครือข่ายครูบุรีรัมย์ นะคะ
ขอบคุณมากครับคุณ
อ้อ
ยินดีครับ..