แต่อนิจจา เรากำลังจะปล่อยให้รายได้มหาศาลจากพช. ตกอยู่ในมือของนักลงทุนต่างชาติอีกตามเคย

จดหมายนี้ผมเขียนถึง กรรมาธิการรัฐสภา  เพื่อชี้แจงให้ท่านทราบ เนื่องจากติดภารกิจ เข้าร่วมประชุมตามคำเชิญไม่ได้...............

 

เรื่อง  ศักยภาพมหาศาลของพลาสติกชีวภาพจากมันสำปะหลังต่อเศรษฐกิจไทย

เรียน  คณะกรรมาธิการการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

 

กระผมนายทวิช จิตรสมบูรณ์ อาจารย์ประจำสาขาวิชาวิศวกรรมเครื่องกล มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ใคร่กราบขออภัยที่ไม่อาจเดินทางมาร่วมโครงการสัมมนาเชิงวิชาการด้านพลาสติกชีวภาพ ในวันศุกร์ที่ ๗ สิงหาคม ที่รัฐสภาได้ จึงใคร่ขอส่งข้อความนี้มาเพื่อแสดงความเห็น เหมือนดังที่กระผมได้เคยส่งบทความไปถึงนักการเมืองหลายท่านในหลายพรรคการเมืองเพื่อให้ตระหนักในศักยภาพของงานวิจัยด้านพลาสติกชีวภาพของเรามาก่อนหน้านี้แล้ว

 

ขณะนี้อารยประเทศมีความต้องการพลาสติกชีวภาพ (bioplastic) (พช.) มาก โดยเฉพาะใน EU ที่ออกกฎหมายขั้นต่ำให้ใช้พช.แทน พลาสติกดั้งเดิม (พด)  ในปริมาณที่มากขึ้นทุกที (เช่น ในรถยนต์ขณะนี้ต้องมี พช. อย่างน้อย 30% )  ส่วนบางประเทศก็มีกฎหมายเข้มกว่ากฎหมายกลาง เช่น ฝรั่งเศส ออกกฎหมายว่าพลาสติกนำเข้าต้องเป็นชีวภาพ 100% แล้วนับแต่พศ.นี้

 

ยอดขายมหาศาลจากการผลิต พช. ในปัจจุบัน และอีกหลายพันเท่าในอนาคตอันใกล้ ทำให้ขณะนี้บริษัทต่างชาติได้บุกประเทศไทยแล้วเพื่อใช้วัตถุดิบของเราที่มีมากที่สุดในโลก  เช่น เนเธอร์แลนด์ ได้เข้ามาตั้งโรงงานผลิตพลาสติกชีวภาพที่ใหญ่ที่สุดในโลกขนาด 150,000 ตันต่อปี (ซึ่งมีแผนจะเพิ่มเป็น 300,000 ตันในที่สุด) และญี่ปุ่น เยอรมันกำลังจะตามมา ซึ่งรัฐบาลไทยก็ใจดี (และดีใจที่ GDP จะได้เพิ่ม เพื่อเอามาเป็นผลงานทางการเมือง) จึงให้การสนับสนุนการลงทุนกันใหญ่ โดยไม่ตระหนักในผลพวงอันเลวร้ายที่จะตามมาเหมือนเช่นการสนับสนุนการลงทุนจากต่างชาติในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา เพียงแต่คราวนี้ความเจ็บปวดจะมากกว่าก่อน 10 เท่า (หรือนัยหนึ่งช่วยทำลายชาติหนักกว่าเดิม 10 เท่า)  รัฐควรตระหนักว่าอุตสาหกรรมการเกษตรเป็นอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ชาติที่สำคัญ ต้องมีกฎหมายพิเศษออกมาควบคุมให้ดี

 

ถ้าเราปล่อยให้เป็นเช่นนี้สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือ เกษตรกรไทย จะยากจนเหมือนเดิม โดยความร่ำรวยส่วนใหญ่จะไปอยู่ที่นายทุนต่างชาติที่อาจซื้อมันสำปะหลังไทยกก. ละ 2 บาท แล้วเอามาทำ พช. กก. ละ 250 บาท (5 กก หัวมันดิบจะทำพช. ได้ประมาณ 1 กก จึงเป็นการเพิ่มมูลค่า 25 เท่า) แต่ละปีไทยผลิตมันสปล. ได้ประมาณ 30 ล้านตัน (ถ้ารัฐให้การสนใจอย่างจริงจัง จะได้สองเท่าคือ 60 ล้านตันอย่างสบาย) ซึ่งถ้าเอามาผลิตเป็นพช. ทั้งหมดจะขายได้เป็นมูลค่า 3 ล้านล้านบาท ซึ่งสูงกว่ารายได้มวลรวม”สัญชาติไทย” เสียอีก (GNP ซึ่งเป็นตัวเลขจริง ไม่ใช่ GDP ซึ่งเป็นตัวเลขปลอมเพราะ 70% ของ GDP เป็นรายได้ของนายทุนต่างชาติ)  

 

แต่อนิจจา เรากำลังจะปล่อยให้รายได้มหาศาลจากพช.  ตกอยู่ในมือของนักลงทุนต่างชาติอีกตามเคย

 

กระบวนการผลิตพช. ค่อนข้างซับซ้อน ประกอบด้วยกระบวนการทางชีวะ เคมี ฟิสิกส์ และวิศวกรรมศาสตร์หลายทอด แต่บัดนี้นักวิชาการไทยเราทำได้หมดแล้ว และทำได้ดีกว่าฝรั่งเสียอีก  เช่น กลุ่มวิจัยที่ ม.เทคโนโลยีสุรนารี (มทส.)  อ.เมือง จ.นครราชสีมา สามารถหมักทำสารตั้งต้นพช. จากหัวมันได้แบบข้ามขั้นตอน แทนที่จะใช้เวลา 14 วันแบบฝรั่ง พวกเขาทำได้เพียง 2 วันเท่านั้นเอง  (ซึ่งหมายความว่าลดต้นทุนการผลิตมหาศาล ทำให้แข่งขันได้ในเวทีโลก)   ซึ่งจนท. กระทรวงวิทยาศาสตร์ไทยก็รับรู้  แต่อาจเป็นด้วยการขาดความรักชาติและความมั่นใจในตนเอง กลับจะเอาความรู้นี้ไปเผยให้ต่างชาติเสียอีก แทนที่จะทำทุกอย่างเองโดยคนไทย

 

กลุ่มวิจัยพลาสติกชีวภาพที่ มทส. น่าจะเป็นกลุ่มที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ และมีความก้าวหน้าด้านผลงานวิจัยมากที่สุด จนได้รับเลือกจากสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติให้เป็นสถาบันหลักในการวิจัยด้านนี้ กลุ่มเรามีนักวิจัยจากหลากหลายสาขาที่ทำงานกันเป็นทีม คือ นักชีวภาพ นักพอลิเมอร์ วิศวกรเคมี วิศวกรเครื่องกล ขณะนี้สามารถผลิตขึ้นรูปพลาสติกได้แล้ว และสามารถปรับคุณสมบัติพลาสติกให้ได้ตามต้องการ เช่น ความแข็ง ความเหนียว การทนความร้อน โดยมีการวิจัยทั้งรูปแบบของพลาสติกแบบ PLA (หมักได้กรดแลกติกแล้วเอาไปสร้างเป็นพลาสติกอีกต่อ)  และ พลาสติกแบบ PHA (หมักแล้วได้พลาสติกเลย) ซึ่งหัวใจสำคัญอยู่ที่การเลือกใช้จุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพสูง ซึ่งนักวิจัยด้านจุลินทรีย์ของกลุ่มเป็นผู้ที่เชี่ยวชาญมากที่สุดคนหนึ่งของโลก อีกทั้งท่านอธิการบดีคนปัจจุบันก็ให้การสนับสนุนเชิงนโยบายอย่างดียิ่ง จึงได้ใช้งบประมาณของมหาวิทยาลัยประมาณ 50 ล้านบาทก่อตั้งศูนย์วิจัยมันสำปะหลังและผลิตภัณฑ์ โดยผลิตภัณฑ์หลักที่วิจัยในขณะนี้ก็คือพช. นั่นเอง

 

กระผมเห็นว่า รัฐบาลไทยต้องเร่งรีบออกนโยบายหรือกฎหมายโดยด่วนเพื่อป้องกันต่างชาติเข้ามาลงทุนมากเกินไป (ต้องหาช่องโหว่ของระบบการค้าเสรีออกกฎหมายให้ได้)  ควรสงวนอาชีพนี้ไว้ให้คนไทย และควรมีการขับเคลื่อนให้เกิดบริษัทพลาสติกชีวภาพไทยแบบที่ทุกสิ่งผลิตได้เองในประเทศโดยเร็วที่สุด  ซึ่งกระผมเชื่อว่าบัดนี้เราสามารถทำได้แล้ว เช่น บริษัทพัฒน์กลก็สามารถก่อสร้างโรงงานเอทานอลขนาดใหญ่ 3 แสนลิตรต่อวันได้แล้ว (ทุกอย่างทำในประเทศ เช่นที่โรงงานน้ำตาลราชบุรี) ซึ่งอุตสาหกรรมพช. นี้จะคล้ายกับเอทานอลเพราะต้องการระบบถังหมักขนาดใหญ่ ระบบท่อลำเลียง ระบบบดหัวมัน เป็นต้น หรือว่าในขั้นแรกรัฐบาลอาจลงทุนเป็นรัฐวิสาหกิจไปพลางก่อน เมื่อตั้งต้นได้แล้วจึงอาจแปรรูปไปเป็นเอกชน

 อีกทั้งต้องมีกุศโลบายเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรด้วย ไม่เช่นนั้นเกษตรกรก็จะยากจนเช่นเดิม กระผมมีความเห็นว่าถ้าส่งเสริมให้เกษตรกรทำการหมักกรดแลคติกเองในขั้นต้น (แทนการขายหัวมันดิบ) ซึ่งสามารถทำได้ในโรงงานระดับหมู่บ้าน ก็จะมีรายได้เพิ่มขึ้น 3 เท่าทันที แต่จะต้องมีการวิจัยในการตกตะกอนกรดนี้ให้เป็นของแข็งเสียก่อนเพื่อจะได้เก็บสารไว้ได้นาน ไม่เน่าเสีย ซึ่งนักวิจัยที่ มทส. เชื่อว่าสามารถทำได้ ถ้าผนวกกับการเพิ่มผลผลิตหัวมันต่อไรได้อีก 2 เท่า (ซึ่งนักวิจัยมทส. ด้านเกษตรก็ทำงานวิจัยด้านนี้อยู่เช่นกันและประสบผลสำเร็จแล้ว) ก็จะทำให้เกษตรกรมีรายได้สูงขึ้นถึง 6 เท่า ซึ่งเป็นผลดีอย่างยิ่งต่อคุณภาพชีวิตของเกษตรกร

 

ท้ายสุดนี้กระผมใคร่ขอกราบเรียนเชิญคณะกรรมการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สภาผู้แทนราษฎร เดินทางไปเยี่ยมชมกลุ่มวิจัยพลาสติกชีวภาพที่มทส. เพื่อรับรู้ศักยภาพของนักวิจัยไทย เพื่อขับเคลื่อนสู่อุตสาหกรรมของชาติต่อไป

 

ขอแสดงความนับถือ

นายทวิช จิตรสมบูรณ์