
ในรอบ ๑๐ ปีที่ผ่านมานี้ มีการเปลี่ยนแปลงด้านการศึกษามาหลายครั้ง ทั้งเปลี่ยนแปลงเล็กๆ กลางๆ และใหญ่ๆ โดยการเปลี่ยนแปลงนั้นอยู่ในกำมือของ
-นักการศึกษา เจ้าของแนวคิด ทั้งคิดเอง และ คิดตามใบสั่ง
-ข้าราชการผู้ต้องปฏิบัติตามใบสั่ง
-นักการเมือง ผู้ออกใบสั่ง
นับจากวันนั้นที่เริ่มต้นการเปลี่ยนแปลงมาถึงวันนี้ ผมเห็นผลของการเปลี่ยนแปลงดังนี้ (หากไม่ใช่ ไม่จริง ไม่ครบถ้วน ท้วงติง แก้ไข เพิ่มเติม ได้น้ะครับ)
๑. ทำให้นักเรียนเขียนน้อยลง ส่งผลให้
๑.๑. กล้ามเนื้อมือนักเรียนได้ใช้งานน้อยลง ส่งผลให้พัฒนาการของสมองน้อยลงตามไปด้วย
ผลคือ
เราได้นักเรียน ประชากรของประเทศชาติที่มีสมองพัฒนาน้อยลงไปกว่าที่ควร จำนวนมากขึ้น
๑.๒ ทำให้คุณภาพงานเขียนของนักเรียน ประชากรของประเทศชาติ ด้อยลงกว่าที่เคยเป็น ด้อยลงกว่าที่ควร
ผลคือ
-เราได้ นักเรียน ประชากรของประเทศชาติ ที่ด้อยคุณภาพมากขึ้น
๑.๓ ทำให้พ่อแม่ผู้ปกครองต้องจ่ายเงินซื้อแบบเรียนมากขึ้นกว่าเดิมมาก จากเดิม หนังสือจะใช้จากพี่สู่น้องได้ ปัจจุบันต้องซื้อใหม่ทุกๆปี เพราะต้องเขียนลงในแบบเรียน
ผลคือ
-พ่อแม่ผู้ปกครอง จ่ายเงินเพิ่มขึ้นทุกๆปี จนลงทุกๆปี
-เกิดจำนวนพ่อค้าด้านการศึกษาเพิ่มมากขึ้นและมากขึ้น
-พ่อค้าด้านการศึกษาก็รวยขึ้นรวยขึ้น
-นักการศึกษา มีเงินจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น
-ข้าราชการระดับสูง มีเงินจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น
-นักการเมืองที่คุมนโยบาย มีเงินจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น
๒. มีการขยายอัตรากำลังด้านการบริหารจัดการมากขึ้น ซีสูงๆขึ้น องคาพยพมากขึ้น
ผลคือ
สัดส่วนรายจ่ายด้านการบริหารจัดการเพิ่มสูงขึ้นในขณะที่รายจ่ายด้านการเรียนการสอนมีแนวโน้มลดลง ส่งผลให้คุณภาพด้านการเรียนการสอนลดลง ส่งผลให้คุณภาพของนักเรียน ประชากรของประเทศชาติ ลดลง
นั่นคือ ประเทศชาติก็ได้นักเรียน ประชากรของประเทศชาติ ที่คุณภาพต่ำเพิ่มขึ้น
๓. มีอัตรากำลังด้านการสอนน้อยลง ซีตัน
ผลคือ
คุณภาพของนักเรียนต่ำลงเรื่อยๆ ประเทศชาติก็ได้นักเรียน ประชากรของประเทศชาติ ที่คุณภาพต่ำเพิ่มขึ้น
๔. มีป้ายโรงเรียนใหญ่โตขึ้น แต่อุปกรณ์การเรียนการสอนลดลงถึงขาดไปเลย
ผลคือ
ประเทศชาติก็ได้นักเรียน ประชากรของประเทศชาติ ที่คุณภาพต่ำเพิ่มขึ้น
๕. มีการใช้เงินไปในการประเมินคุถณภาพทางการศึกษาที่ลูบหน้าปะจมูก ไม่ใช่รายงานการประเมินที่เป็นเนื้อแท้ตามคุณภาพของงาน และบางครั้งก็ส่งเสริมให้คุณภาพของการศึกษาต่ำลง เช่น โรงเรียนต้องมีนักเรียนได้ผลการเรียนในระดับ ๓ และ ๔ ไม่น้อยกว่า ๘๐% จึงจะผ่านการประเมินในรอบ ๓ ใครไม่อยากผ่านการประเมินบ้าง ทุกโรงเรียนต้องการผ่านการประเมิน ทุกๆโรงเรียนก็แจกผลการเรียนกันอย่างสนุกสนาน
ผลคือ
-ทำให้นักเรียนหลงตัวเองไปกับผลการเรียน นักเรียนขาดการกระตือรือร้นในการเรียน เพราะ เรียนๆเล่นๆขาดๆ ก็ได้ ๓ บ้าง ๔ บ้าง แล้วจะขยันไปทำไม สันดานของมนุษย์ทุกๆคนไม่ว่าเด้กผู้ใหญ่ ไม่มีใครอยากลำบาก ทำน้อยได้มาก ใครจะไม่เอา แล้วทำไมจะต้องทำมากให้เหนื่อยเล่า
-ประเทศชาติก็ได้นักเรียน ประชากรของประเทศชาติ ที่คุณภาพต่ำเพิ่มขึ้น
๖. เกิดการกระจายอำนาจสู่ระดับล่างอย่างขาดการกำกับดูแลที่ดีทั้งด้านการบริหารและการคัดเลือกคนเข้าสู่ตำแหน่งบริหาร ตำแหน่งมีน้อย คนต้องการมีมาก ทำให้เกิดการวิ่งเต้นของคนที่อยากได้
ผลคือ
-หลายๆตำแหน่งได้คนที่วิ่งเต้นเก่ง แต่ทำงานไม่ได้คุณภาพ
-เกิดการถอนทุนในวงการศึกษาอย่างมากมาย สิ่งของในวงการศึกษาจึงมีลักษณะ ราคาสูง คุณภาพต่ำ อยู่อย่างมากมายทั่วทุกหนแห่ง คุณภาพของของต่ำกว่าคุณภาพของราคา มีใครกล้ารับประกันไหมว่า ในประเทศไทย ไม่มีหน่วยงานใดเลยที่เป็นเช่นนี้ ตั้งแต่อาคาร พัสดุ ครุภัณฑ์ การว่าจ้างฯลฯ
-งบประมาณด้านการศึกษามีการใช้อย่างด้อยคุณภาพ
-มีการเล่นพรรคเล่นพวกสูง โดยไม่สนใจคุณภาพของงาน จนเกิดแนวคิดในปัจจุบันว่า "ค่าของคนอยู่ที่คนของใคร" ผมพบเห็นมาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๒๕ และมากขึ้นเรื่อยๆด้วยอัตราเร่งทีเดียวในปัจจุบันนี้
โดยมีคาถาของผู้บริหารว่า "ต้องตั้งคนที่รู้มือกันเพื่อจะได้ทำงานได้ดี" แต่พบว่าโดยส่วนใหญ่ผู้บริหารที่คิดเช่น มักจะทำงานได้ดีจริงแต่ไม่ใช่เพื่อองค์กร
-ผู้น้อยที่ตั้งใจทำเพื่อวิชาชีพ แต่ไม่เป็นที่ต้องการของผู้บริหาร ก็อยู่ลำบาก จะร้องขอความเป็นธรรมไปที่ไหนก็ไม่ได้ เพราะต่างก็อ้างว่า ได้กระจายอำนาจไปแล้ว แล้วหาก กระจายอำนาจให้ไปอยู่ในมือโจร แล้วจะคาดหวังอะไรอีกต่อไป ต่างคนจึงต่างเอาตัวรอด เพื่ออนาคต เงินทอง นักเรียนก็ถูกลอยแพ
-ประเทศชาติก็ได้นักเรียน / ประชากรของประเทศชาติ ที่คุณภาพต่ำเพิ่มขึ้น และ ซึมซับพฤติกรรมของผู้บริหารเข้าไว้ในตัว
จะเห็นว่า การเปลี่ยนแปลงการศึกษา ที่ผ่านมาและจะมีต่อไปนั้น มันมีผลกระทบต่อประชาชนโดยตรงในฐานะของ
๑. ผู้ได้รับผลของความเลวความดีของการเปลี่ยนแปลง ตั้งแต่ ต้องจ่ายเงินเพิ่มขึ้น ลูกหลานมีคุณภาพลดลง
๒. ผู้เป็นเจ้าของเงินที่ถูกนำไปใช้อย่างด้อยคุณภาพ ถูกนำไปสร้างความร่ำรวยให้กับคนบ้างกลุ่มๆเล็กๆๆ แต่คนกลุ่มใหญ่ๆๆต้องได้รับผลกรรมของความไม่ดี ของคุณภาพที่แย่ๆนั้นๆ
ประชาชน ผู้เป็นเจ้าของเงิน และ เป็นผู้รับผลกรรมของการกระทำ ท่านจะไม่รู้จักลุกขึ้นมาต่อสู้ ดูแล ตัวของท่าน ตัวของลูกหลานของท่านกันบ้างหรือไงครับ ?
ถึงเวลาแล้ว กฏหมายก็เขียนไว้ให้แล้วว่าให้ ประชาชน มีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา ตาม พ.ร.บ.การศึกษา พ.ศ.๒๕๔๒:
คณะกรรมการสถานศึกษาและคณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษา
ได้เกิดขึ้นตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 ในอนาคต คณะกรรมการทั้ง 2 ประเภทนี้ น่าจะมีบทบาทมากขึ้น หรือได้รับการพัฒนาหรือขยายบทบาทให้มากยิ่งขึ้น เพื่อเป็นองค์กรสำคัญในการขับเคลื่อนคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษาและของเขตพื้นที่การศึกษา
แม้ว่า คณะกรรมการทั้ง 2 ประเภทนี้ ได้จัดให้มีขึ้นทั่วประเทศมาร่วม 4-6 ปี แล้ว แต่บทบาทในการช่วยขับเคลื่อนคุณภาพการจัดการศึกษา ก็ยังไม่หนักแน่นเท่าที่ควร ผมขอใช้บล็อกนี้ เป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ สะท้อนปัญหา หรือแนวทางการพัฒนาที่ควรจะเป็น ระหว่างสมาชิกที่สนใจนะครับ
ในวาระแรกนี้ เรามารู้จักกับ คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานก่อนนะครับ ซึ่งทุกสถานศึกษาในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นรัฐ หรือเอกชน จะต้องมีคณะกรรมการชุดนี้ ทุกสถานศึกษา
คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน คือ ใคร...มีหน้าที่อย่างไร
---------------------------
คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน เกิดขึ้นตามมาตรา 38 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการ กระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. 2546 รวมทั้งอำนาจหน้าที่การบริหารงานบุคคลที่จะเกิดตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหาร ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา
อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน
1. กำกับการดำเนินการของสถานศึกษาให้สอดคล้องกับกฏหมาย กฎ ระเบียบ ประกาศ คำสั่ง และนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และความต้องการของชุมชนและท้องถิ่น
2. ส่งเสริมและสนับสนุนการดำเนินการกิจการด้านต่างๆของสถานศึกษา
3. มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการบริหารงานบุคคล สำหรับข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ในสถานศึกษา ตามที่กฎหมายว่าด้วย ระเบียบข้าราชการและบุคลากรทางการศึกษากำหนด
4. ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่กฎหมาย ระเบียบ ประกาศ ฯลฯ กำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน
องค์ประกอบของคณะกรรมการสถานศึกษา
ในสถานศึกษาขนาดเล็ก ให้มีคณะกรรมการสถานศึกษาจำนวน 9 คน และสถานศึกษาขนาดใหญ่ให้มีคณะกรรมการสถานศึกษา จำนวน 15 คน ประกอบด้วย
1. ประธานกรรมการ
2. กรรมการที่เป็นผู้แทนผู้ปกครอง จำนวนหนึ่งคน
3. กรรมการที่เป็นผู้แทนครู จำนวนหนึ่งคน
4. กรรมการที่เป็นผู้แทนองค์กรชุมชน จำนวน 1 คน
5. กรรมการที่เป็นผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
จำนวนหนึ่งคน
6.กรรมการที่เป็นผู้แทนศิษย์เก่า จำนวนหนึ่งคน
7.กรรมการที่เป็นผู้แทนพระภิกษุสงฆ์ หรือผู้แทนองค์กรศาสนาในพื้นที่ จำนวนหนึ่งรูป หรือหนึ่งคน สำหรับสถานศึกษาขนาดเล็ก และจำนวน สองรูป หรือสองคน สำหรับสถานศึกษาขนาดใหญ่
8.กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจำนวนหนึ่งคนสำหรับสถานศึกษาขนาดเล็ก และจำนวนหกคนสำหรับสถานศึกษาขนาดใหญ่
9.ผู้อำนวยการ เป็นกรรมการและเลขานุการ
เขียนขึ้นมาไม่ใช่เพื่อตำหนิใคร แต่เขียนขึ้นมาให้คนในวงการศึกษาได้รับรู้ว่า ประชาชนเข้ารู้ เขาเห็น เขามองอยู่ เมื่อมันสะสมมากๆๆๆๆเข้า วันหนึ่งมันต้องระเบิดออกมา แล้วคนที่จะเดือดร้อนก็คือพวกท่านเอง หากพวกท่านไม่ต้องการให้มันระเบิด พวกท่านก็ต้องคิดเองที่จะพัฒนาให้มันดีขึ้น ไม่ใช่ทำให้มันเลวลงๆๆๆ แล้วหันมาถามว่า สะใจไหม ? แล้วไง ? มีอะไรไหม ?
ผมคนหนึ่งที่เป็นทุกข์กับการเปลี่ยนแปลงนี้
อย่างเช่น การสอบเข้าเรียนต่อในระดัมมหาวิทยาลัย
ด้วยระบบ ทุกๆมหาวิทยาลัยต่างก็มีการรับตรงไปหมด และต่างคนก็ต่างจัดสอบเอง นักเรียนก็ต้องเดินสายสอบกัน ส่งผลให้
ในปีหนึ่งๆผู้ปกครองต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเดินสายสอบไม่ใช่น้อยๆ อย่างทางหาดใหญ่ขึ้นกรุงเทพ ก็ไม่น้อยกว่า ๑๐,๐๐๐บาท/ครั้ง เฉลี่ยคนละ ๓ ครั้ง ทั้งประเทศสัก ๕๐,๐๐๐ คน ก็เงินสะพัด แต่ผู้ปกครองต้องควักกัน ต้องจ่ายกันประมาณ ๑,๕๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาททีเดียว หรือนี่คือวิธีสร้าง GDP ของรัฐบาลผ่านทางอธิการบดีของมหาวิทยาลัยต่างๆครับ
ผมว่า มันเป็นวิธีคิดที่อำมหิตกับประชาชนมากๆๆน้ะครับ
ครอบครัวฐานะไม่ดี หาเช้ากินค่ำ ก็ถูกตัดสิทธิ์ ถูกตัดโอกาสทันที มันไม่เป็นธรรมเลยกับประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศน้ะครับ
เป็นประเด็น สิทธิมนุษยชน อย่างเด่นชัด โดยตรง แต่แปลก คณะกรรมการสิมธิมนุษยชนแห่งชาติ เจ้าของเรื่องโดยตรงไม่คิดทำอะไรบางหรือครับ ?
ผมมองว่า เป็นการเผาผลาญ ทุนทรัพย์ของชาติ อย่างโหดเหี้ยมอำมหิตมากๆทีเดียว ทำให้ เงินที่ควรนำไปใช้ดูแลคุณภาพชีวิตของคนทั้งครอบครัว ก็ต้องนำไปใช้กับคนส่วนน้อยของครอบครัว ทำให้สมาชิกคนอื่นๆในครอบครัวด้อยคุณภาพลง
แต่ก็คิดได้ในอีกหลายๆมุมน้ะครับ ก็แล้วแต่ใครจะหยิบมุมในมาคิด ผมขอหยิบมุมว่า คนรวย คนจน ต้องมีโอกาสในการได้รับการคัดเลือกเท่าเทียมกัน ไม่ควรมีการคัดเลือกด้วยความรวยความจนในด่านแรก จริงไหมครับ
สวัสดีครับ ท่านให้แนวคิดลุ่มลึกยิ่งนัก รู้จริง มองเห็นตลอดแนว ผมขอแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เรื่องกรรมการสถานศึกษา ๙ คน ในโรงเรียนเล็ก ผู้บริหารทำงานจริง ให้เกียรติเขา ปัญหาจะไม่มี เขาอยากทำมาหากินมากกว่าจะมา ยุ่งตรวจสอบโรงเรียน ยกเว้นครู ผู้บริหารไม่เอาไหน ในชนบท โชคดีที่ไม่ค่อยมีคนหัวหมอ ว่าอะไรว่าตามกัน เขาอาจรำคาญบ้าง ถ้าขาดครู หรือครูมาสาย ชี้เกี่ยจสอน ปัญหาการศึกษาไทย อยู่ที่เจ้านายมันเยอะ ผู้ปฏิบัติในระดับรากหญ้า ก็ดีแต่สั่ง ข้างบ่นก็สั่ง ยกตัวอย่าง เขตพื้นที่ ผอ.๑ รอง ๑๐ โครงสร้างมันประหลาด เขตพื้นที่รู้ปัญหาคุณภาพ แต่ศึกษานิเทศก์ต้องไปรับโครงการส่วนกลางมาทำ มันจึงเกาไม่ถูกที่คันสักที ปัจจุบันโรงเรียน ผู้บริหาร ครู จะเป็นอย่างไร ไม่ใช่ปัญหาของเขต หรือของใคร ทุกคนรักษาภาพลักษณ์ และวิ่งตามนักการเมือง หรือเตรียมการก้าวต่อ ประคองตัวไม่ให้บอบช้ำ ใครใคร่ทำก็ทำไป อย่าพลาดก็แล้วกัน
ที่มีคำขวัญ หรือ คำอะไรผมไม่ทราบ เขาพูดกันให้เก่อไปว่า
เมียเจ้านายในกรุงเทพชอบกินอะไร อยากกินอะไร ผู้บริหารโรงเรียน ผอ.เขต รู้หมด รู้ดี รู้ไปจนถึงว่า ของนั้นมีขายที่ไหน ต้องการกินวันไหน
แต่ ครูคนไหนในโรงเรียน นักเรียนคนไหนในโรงเรียน คนไหนเดือดร้อนอย่างไร มีปัญหาอย่างไร ผู้บริหารโรงเรียนไม่รู้
หรือ โรงเนรียนไหนในเขตมีปัญหาอะไร อย่างไร ผอ.เขต ไม่รู้ไม่ทราบ
จริงหรือไม่ครับ ?
น่าสงสาร คุณครูตามโรงเรียนต่างๆมากๆเลย ยิ่งในช่วงเทศกาล ประเมินโรงเรียนด้วยแล้ว เวลาดู สอน นักเรียนแทบไม่มี เพราะต้องไปเร่งทำเอกสารรอรับการตรวจประเมิน
การประเมิน ๓ กลุ่ม ๓ พวก ก็ต้องทำเอกสารใหม่ทั้ง ๓ พวก
ทำไมทั้งกระทรวง ทั้ง สมศ. และ หน่วยงานประเมินต่างๆ ไม่มานั่งสุมหัวตกลงกันเสียว่า พวกเขาต้องการประเมินอะไร อย่างไร แล้วก็ให้ทางโรงเรียนจัดทำเอกสารนั้นๆไว้เพียงชุดเดียว ส่วนใครต้องการประเมินเท่าไรก็หยิบไป เช่น สมศ. ประเมิน ๑๓ ข้อ ก็หยิบไปดู ๑๓ ข้อนั้นๆ เขต ประเมิน ๑๘ ข้อ ก็หยิบเพิ่มไปอีก ๕ ข้อ อีก ๑๓ ข้อ ก็ใช้ร่วมกับของ สมศ. สมมุติ จากกระทรวง ประเมิน ๒๐ ข้อ ก็หยิบเพิ่มไปจาก สมศ. อีก ๒ ข้อ
หากเป็นเช่นนี้ โรงเรียนก็ทำยงานไว้เพียง ๒๐ ชุด แต่เท่าที่ผมทราบในปัจจุบัน โรงเรียนต้องทำใหม่หมดทุกครั้ง รวมแล้ว โรงเรียนต้องทำถึง ๑๓ + ๑๘ + ๒๐ = ๕๑ ชุด ผมว่า มันจะบ้าไหมครับ มันจะบ้ากันไปถึงไหนครับ
ในโรงเรียนก็ไม่ได้มี เจ้าหน้าที่ธุรการช่วยทำงานพวกนี้ ก็ต้องคุณครูนั่นแหล่ะครับเป็นผู้ทำ แล้วจะเอาเวลาที่ไหนไปสอนนักเรียนครับ แต่ละโรงเรียนคุณครูทุกๆท่านก็มีเวลาทำงานกันคนละ ๘ - ๑๐ ชั่วโมงเท่านั้น
อย่าๆๆๆๆเทียวน้ะ ผู้บริหารมักจะมีคำขวัญที่เป็นคำศักดิ์สิทธิ์เสมอ คือ " ต้องอุทิศเวลา ต้องทุ่มเท ให้กับราชการ"
๑. คุณครู ทุกๆท่านมีพ่อแม่ สามี/ภรรยา ลูก คนในปกครองต้องดูแล เหมือนๆกับพวกผู้บริหารทั้งหลาย
๒. คถุณครูทุกๆท่านก็มีกิจธุระสวนตัวเหมือนผู้บริหารทุกๆคน
๓. แต่ผู้บริหารอาจมีผู้ช่วยทำ เช่น คนใช้ ภรรยาน้อย สามีน้อย เพราะมีกำลังทรัพย์ แต่คุณครูไม่มี
๔. ผู้บริหารได้เคยปฏิบัติให้เป็นตัวอย่างดั่งที่บอกให้คนอื่นๆทำแล้วยังดั่งคำขวัญที่เป็นคำศักดิ์สิทธิ์เสมอ คือ " ต้องอุทิศเวลา ต้องทุ่มเท ให้กับราชการ"
ทุกๆวันนี้ งานเอกสารในโรงเรียนมากมาย และที่สัญ คือ ซ้ำซ้อนกันมาก ทำไมผู้บริหารระดับชั้นต่างๆไม่ บูรณาการ ใช้การรายงานร่วมกันสักทีน้ะ จะได้ ๑. คืนเวลาของคุณครูให้กับนักเรียน ๒. ลดค่าใช้จ่ายที่ซ้ำซ้อน ๓. ลดปัญหาโลกร้อน เพราะใช้กระดาษมากกันเหลือเกิน แต่เทียวเสียเงินติดป้าย "ลดโลกร้อน" กันจัง
เห้อ ประเทศไทย คนสอนหนังสือยังคิดกันไมใด้ ยังคิดกันไม่เป็น แล้วจะสอนให้เด็กคิดเป็นได้อย่างไร หรือ ไปบเด็กที่เขาคิดเป็น เด็กคนนั้นก็ต้องโดนแน่ๆ ในฐานะที่หัวล้านนอกครู หัวล้านนอกผู้บริหาร
หรือจะต้องถือนโยบาย " ใครตายก่อนได้เปรียบ " ครับ ผู้บริหารการศึกษาทุกระดับชั้นในประเทศไทย
ผมกล้ารับรองได้เลยว่า ตายก่อน เกิดใหม่ก็ยังได้พบเจออีกแน่ๆๆๆๆๆ ยกเว้น ประชาชน คนโดนกระทำต้องลุกขึ้นมา มีส่วนร่วมในการบริหารการศึกษาครับ
ประชาชน ไม่ว่าในเมือง นอกเมือง มีเวลาเสมอที่จะร่วมทำงานเพื่ออนาคตของลูกหลาน
แต่ไม่มีเวลา ไปนั่งฟังและฟังโรงเรียนพูดและพูดเท่านั้น เสนออะไรก็ฟังแล้วกอง ครับ
กรณีที่ประกาศผลการสอบการสอบเข้าเรียนต่อออกไป นักเรียที่มีชื่อในประกาศผลการสอบเข้านั้นๆ ว่าสอบได้ ก็ไปเตรียมตัวรายงานตัว เช่น ไปลาออกจากโรงเรียนเดิมแล้ว เพื่อขอเอกสารการจบการศึกษาจากโรงเรียนเก่า แต่แล้วต่อมาก็ได้รับการจากทางโรงเรียนใหม่ว่า ผลการสอบที่ประกาศไปนั้นผิดพลาด
นักเรียนไปลาออกมาแล้วจากโรงเรียนเก่า
อย่างนี้ ต้องมีการรับผิดชอบไหม ? ใครต้องรับผิดชอบ ? เป็นการกระทำทารุณกรรมต่อเด็กนักเรียนมากๆๆๆๆน้ะ หากเป็นเรื่องจริง ??????????????????