ในรอบ ๑๐ ปีที่ผ่านมานี้ มีการเปลี่ยนแปลงด้านการศึกษามาหลายครั้ง ทั้งเปลี่ยนแปลงเล็กๆ กลางๆ และใหญ่ๆ โดยการเปลี่ยนแปลงนั้นอยู่ในกำมือของ
-นักการศึกษา เจ้าของแนวคิด ทั้งคิดเอง และ คิดตามใบสั่ง
-ข้าราชการผู้ต้องปฏิบัติตามใบสั่ง
-นักการเมือง ผู้ออกใบสั่ง

นับจากวันนั้นที่เริ่มต้นการเปลี่ยนแปลงมาถึงวันนี้ ผมเห็นผลของการเปลี่ยนแปลงดังนี้ (หากไม่ใช่ ไม่จริง ไม่ครบถ้วน ท้วงติง แก้ไข เพิ่มเติม ได้น้ะครับ)

๑. ทำให้นักเรียนเขียนน้อยลง ส่งผลให้

๑.๑. กล้ามเนื้อมือนักเรียนได้ใช้งานน้อยลง ส่งผลให้พัฒนาการของสมองน้อยลงตามไปด้วย

ผลคือ

เราได้นักเรียน ประชากรของประเทศชาติที่มีสมองพัฒนาน้อยลงไปกว่าที่ควร จำนวนมากขึ้น

๑.๒ ทำให้คุณภาพงานเขียนของนักเรียน ประชากรของประเทศชาติ ด้อยลงกว่าที่เคยเป็น ด้อยลงกว่าที่ควร

ผลคือ

-เราได้ นักเรียน ประชากรของประเทศชาติ ที่ด้อยคุณภาพมากขึ้น

๑.๓ ทำให้พ่อแม่ผู้ปกครองต้องจ่ายเงินซื้อแบบเรียนมากขึ้นกว่าเดิมมาก จากเดิม หนังสือจะใช้จากพี่สู่น้องได้ ปัจจุบันต้องซื้อใหม่ทุกๆปี เพราะต้องเขียนลงในแบบเรียน

ผลคือ

-พ่อแม่ผู้ปกครอง จ่ายเงินเพิ่มขึ้นทุกๆปี จนลงทุกๆปี

-เกิดจำนวนพ่อค้าด้านการศึกษาเพิ่มมากขึ้นและมากขึ้น

-พ่อค้าด้านการศึกษาก็รวยขึ้นรวยขึ้น

-นักการศึกษา มีเงินจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น

-ข้าราชการระดับสูง มีเงินจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น

-นักการเมืองที่คุมนโยบาย มีเงินจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น

๒. มีการขยายอัตรากำลังด้านการบริหารจัดการมากขึ้น ซีสูงๆขึ้น องคาพยพมากขึ้น

ผลคือ

สัดส่วนรายจ่ายด้านการบริหารจัดการเพิ่มสูงขึ้นในขณะที่รายจ่ายด้านการเรียนการสอนมีแนวโน้มลดลง ส่งผลให้คุณภาพด้านการเรียนการสอนลดลง ส่งผลให้คุณภาพของนักเรียน ประชากรของประเทศชาติ ลดลง

นั่นคือ ประเทศชาติก็ได้นักเรียน ประชากรของประเทศชาติ ที่คุณภาพต่ำเพิ่มขึ้น

๓. มีอัตรากำลังด้านการสอนน้อยลง ซีตัน

ผลคือ

คุณภาพของนักเรียนต่ำลงเรื่อยๆ ประเทศชาติก็ได้นักเรียน ประชากรของประเทศชาติ ที่คุณภาพต่ำเพิ่มขึ้น

๔. มีป้ายโรงเรียนใหญ่โตขึ้น แต่อุปกรณ์การเรียนการสอนลดลงถึงขาดไปเลย

ผลคือ

ประเทศชาติก็ได้นักเรียน ประชากรของประเทศชาติ ที่คุณภาพต่ำเพิ่มขึ้น

๕. มีการใช้เงินไปในการประเมินคุถณภาพทางการศึกษาที่ลูบหน้าปะจมูก ไม่ใช่รายงานการประเมินที่เป็นเนื้อแท้ตามคุณภาพของงาน และบางครั้งก็ส่งเสริมให้คุณภาพของการศึกษาต่ำลง เช่น โรงเรียนต้องมีนักเรียนได้ผลการเรียนในระดับ ๓ และ ๔ ไม่น้อยกว่า ๘๐% จึงจะผ่านการประเมินในรอบ ๓ ใครไม่อยากผ่านการประเมินบ้าง ทุกโรงเรียนต้องการผ่านการประเมิน ทุกๆโรงเรียนก็แจกผลการเรียนกันอย่างสนุกสนาน

ผลคือ

-ทำให้นักเรียนหลงตัวเองไปกับผลการเรียน นักเรียนขาดการกระตือรือร้นในการเรียน เพราะ เรียนๆเล่นๆขาดๆ ก็ได้ ๓ บ้าง ๔ บ้าง แล้วจะขยันไปทำไม สันดานของมนุษย์ทุกๆคนไม่ว่าเด้กผู้ใหญ่ ไม่มีใครอยากลำบาก ทำน้อยได้มาก ใครจะไม่เอา แล้วทำไมจะต้องทำมากให้เหนื่อยเล่า

-ประเทศชาติก็ได้นักเรียน ประชากรของประเทศชาติ ที่คุณภาพต่ำเพิ่มขึ้น

๖. เกิดการกระจายอำนาจสู่ระดับล่างอย่างขาดการกำกับดูแลที่ดีทั้งด้านการบริหารและการคัดเลือกคนเข้าสู่ตำแหน่งบริหาร ตำแหน่งมีน้อย คนต้องการมีมาก ทำให้เกิดการวิ่งเต้นของคนที่อยากได้

ผลคือ

-หลายๆตำแหน่งได้คนที่วิ่งเต้นเก่ง แต่ทำงานไม่ได้คุณภาพ

-เกิดการถอนทุนในวงการศึกษาอย่างมากมาย สิ่งของในวงการศึกษาจึงมีลักษณะ ราคาสูง คุณภาพต่ำ อยู่อย่างมากมายทั่วทุกหนแห่ง คุณภาพของของต่ำกว่าคุณภาพของราคา มีใครกล้ารับประกันไหมว่า ในประเทศไทย ไม่มีหน่วยงานใดเลยที่เป็นเช่นนี้ ตั้งแต่อาคาร พัสดุ ครุภัณฑ์ การว่าจ้างฯลฯ

-งบประมาณด้านการศึกษามีการใช้อย่างด้อยคุณภาพ

-มีการเล่นพรรคเล่นพวกสูง โดยไม่สนใจคุณภาพของงาน จนเกิดแนวคิดในปัจจุบันว่า "ค่าของคนอยู่ที่คนของใคร" ผมพบเห็นมาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๒๕ และมากขึ้นเรื่อยๆด้วยอัตราเร่งทีเดียวในปัจจุบันนี้

โดยมีคาถาของผู้บริหารว่า "ต้องตั้งคนที่รู้มือกันเพื่อจะได้ทำงานได้ดี" แต่พบว่าโดยส่วนใหญ่ผู้บริหารที่คิดเช่น มักจะทำงานได้ดีจริงแต่ไม่ใช่เพื่อองค์กร

-ผู้น้อยที่ตั้งใจทำเพื่อวิชาชีพ แต่ไม่เป็นที่ต้องการของผู้บริหาร ก็อยู่ลำบาก จะร้องขอความเป็นธรรมไปที่ไหนก็ไม่ได้ เพราะต่างก็อ้างว่า ได้กระจายอำนาจไปแล้ว แล้วหาก กระจายอำนาจให้ไปอยู่ในมือโจร แล้วจะคาดหวังอะไรอีกต่อไป ต่างคนจึงต่างเอาตัวรอด เพื่ออนาคต เงินทอง นักเรียนก็ถูกลอยแพ

-ประเทศชาติก็ได้นักเรียน / ประชากรของประเทศชาติ ที่คุณภาพต่ำเพิ่มขึ้น และ ซึมซับพฤติกรรมของผู้บริหารเข้าไว้ในตัว

จะเห็นว่า การเปลี่ยนแปลงการศึกษา ที่ผ่านมาและจะมีต่อไปนั้น มันมีผลกระทบต่อประชาชนโดยตรงในฐานะของ

๑. ผู้ได้รับผลของความเลวความดีของการเปลี่ยนแปลง ตั้งแต่ ต้องจ่ายเงินเพิ่มขึ้น ลูกหลานมีคุณภาพลดลง

๒. ผู้เป็นเจ้าของเงินที่ถูกนำไปใช้อย่างด้อยคุณภาพ ถูกนำไปสร้างความร่ำรวยให้กับคนบ้างกลุ่มๆเล็กๆๆ แต่คนกลุ่มใหญ่ๆๆต้องได้รับผลกรรมของความไม่ดี ของคุณภาพที่แย่ๆนั้นๆ

ประชาชน ผู้เป็นเจ้าของเงิน และ เป็นผู้รับผลกรรมของการกระทำ ท่านจะไม่รู้จักลุกขึ้นมาต่อสู้ ดูแล ตัวของท่าน ตัวของลูกหลานของท่านกันบ้างหรือไงครับ ?

ถึงเวลาแล้ว กฏหมายก็เขียนไว้ให้แล้วว่าให้ ประชาชน มีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา ตาม พ.ร.บ.การศึกษา พ.ศ.๒๕๔๒:

คณะกรรมการสถานศึกษาและคณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษา

ได้เกิดขึ้นตามพระราชบัญญัต
ิการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 ในอนาคต คณะกรรมการทั้ง 2 ประเภทนี้ น่าจะมีบทบาทมากขึ้น หรือได้รับการพัฒนาหรือขยายบทบาทให้มากยิ่งขึ้น เพื่อเป็นองค์กรสำคัญในการขับเคลื่อนคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษาและของเขตพื้นที่การศึกษา

แม้ว่า คณะกรรมการทั้ง 2 ประเภทนี้ ได้จัดให้มีขึ้นทั่วประเทศม
าร่วม 4-6 ปี แล้ว แต่บทบาทในการช่วยขับเคลื่อนคุณภาพการจัดการศึกษา ก็ยังไม่หนักแน่นเท่าที่ควร ผมขอใช้บล็อกนี้ เป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ สะท้อนปัญหา หรือแนวทางการพัฒนาที่ควรจะเป็น ระหว่างสมาชิกที่สนใจนะครับ

ในวาระแรกนี้ เรามารู้จักกับ คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้
นฐานก่อนนะครับ ซึ่งทุกสถานศึกษาในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นรัฐ หรือเอกชน จะต้องมีคณะกรรมการชุดนี้ ทุกสถานศึกษา 

คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน คือ ใคร...มีหน้าที่อย่างไร
---------------------------

คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน เกิดขึ้นตามมาตรา 38 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการ กระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. 2546 รวมทั้งอำนาจหน้าที่การบริหารงานบุคคลที่จะเกิดตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหาร ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา

อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน

1. กำกับการดำเนินการของสถานศึกษาให้สอดคล้องกับกฏหมาย กฎ ระเบียบ ประกาศ คำสั่ง และนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และความต้องการของชุมชนและท้องถิ่น

2. ส่งเสริมและสนับสนุนการดำเนินการกิจการด้านต่างๆของสถานศึกษา


3. มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการบริหารงานบุคคล สำหรับข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ในสถานศึกษา ตามที่กฎหมายว่าด้วย ระเบียบข้าราชการและบุคลากรทางการศึกษากำหนด


4. ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่กฎหมาย ระเบียบ ประกาศ ฯลฯ กำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน

องค์ประกอบของคณะกรรมการสถานศึกษา

ในสถานศึกษาขนาดเล็ก ให้มีคณะกรรมการสถานศึกษาจำนวน 9 คน และสถานศึกษาขนาดใหญ่ให้มีคณะกรรมการสถานศึกษา จำนวน 15 คน ประกอบด้วย

1. ประธานกรรมการ

2. กรรมการที่เป็นผู้แทนผู้ปกครอง จำนวนหนึ่งคน

3. กรรมการที่เป็นผู้แทนครู จำนวนหนึ่งคน

4. กรรมการที่เป็นผู้แทนองค์กรชุมชน จำนวน 1 คน


5. กรรมการที่เป็นผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
จำนวนหนึ่งคน

6.กรรมการที่เป็นผู้แทนศิษย
์เก่า จำนวนหนึ่งคน

7.กรรมการที่เป็นผู้แทนพระภิกษุสงฆ์ หรือผู้แทนองค์กรศาสนาในพื้นที่ จำนวนหนึ่งรูป หรือหนึ่งคน สำหรับสถานศึกษาขนาดเล็ก และจำนวน สองรูป หรือสองคน สำหรับสถานศึกษาขนาดใหญ่

8.กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจำนว
นหนึ่งคนสำหรับสถานศึกษาขนาดเล็ก และจำนวนหกคนสำหรับสถานศึกษาขนาดใหญ่

9.ผู้อำนวยการ เป็นกรรมการและเลขานุการ


เขียนขึ้นมาไม่ใช่เพื่อตำหนิใคร แต่เขียนขึ้นมาให้คนในวงการศึกษาได้รับรู้ว่า ประชาชนเข้ารู้ เขาเห็น เขามองอยู่ เมื่อมันสะสมมากๆๆๆๆเข้า วันหนึ่งมันต้องระเบิดออกมา แล้วคนที่จะเดือดร้อนก็คือพวกท่านเอง หากพวกท่านไม่ต้องการให้มันระเบิด พวกท่านก็ต้องคิดเองที่จะพัฒนาให้มันดีขึ้น ไม่ใช่ทำให้มันเลวลงๆๆๆ แล้วหันมาถามว่า สะใจไหม ?  แล้วไง ?  มีอะไรไหม ?