น่าสงสาร คุณครูตามโรงเรียนต่างๆมากๆเลย ยิ่งในช่วงเทศกาล ประเมินโรงเรียนด้วยแล้ว เวลาดู สอน นักเรียนแทบไม่มี เพราะต้องไปเร่งทำเอกสารรอรับการตรวจประเมิน
การประเมิน ๓ กลุ่ม ๓ พวก ก็ต้องทำเอกสารใหม่ทั้ง ๓ พวก
ทำไมทั้งกระทรวง ทั้ง สมศ. และ หน่วยงานประเมินต่างๆ ไม่มานั่งสุมหัวตกลงกันเสียว่า พวกเขาต้องการประเมินอะไร อย่างไร แล้วก็ให้ทางโรงเรียนจัดทำเอกสารนั้นๆไว้เพียงชุดเดียว ส่วนใครต้องการประเมินเท่าไรก็หยิบไป เช่น สมศ. ประเมิน ๑๓ ข้อ ก็หยิบไปดู ๑๓ ข้อนั้นๆ เขต ประเมิน ๑๘ ข้อ ก็หยิบเพิ่มไปอีก ๕ ข้อ อีก ๑๓ ข้อ ก็ใช้ร่วมกับของ สมศ. สมมุติ จากกระทรวง ประเมิน ๒๐ ข้อ ก็หยิบเพิ่มไปจาก สมศ. อีก ๒ ข้อ
หากเป็นเช่นนี้ โรงเรียนก็ทำยงานไว้เพียง ๒๐ ชุด แต่เท่าที่ผมทราบในปัจจุบัน โรงเรียนต้องทำใหม่หมดทุกครั้ง รวมแล้ว โรงเรียนต้องทำถึง ๑๓ + ๑๘ + ๒๐ = ๕๑ ชุด ผมว่า มันจะบ้าไหมครับ มันจะบ้ากันไปถึงไหนครับ
ในโรงเรียนก็ไม่ได้มี เจ้าหน้าที่ธุรการช่วยทำงานพวกนี้ ก็ต้องคุณครูนั่นแหล่ะครับเป็นผู้ทำ แล้วจะเอาเวลาที่ไหนไปสอนนักเรียนครับ แต่ละโรงเรียนคุณครูทุกๆท่านก็มีเวลาทำงานกันคนละ ๘ - ๑๐ ชั่วโมงเท่านั้น
อย่าๆๆๆๆเทียวน้ะ ผู้บริหารมักจะมีคำขวัญที่เป็นคำศักดิ์สิทธิ์เสมอ คือ " ต้องอุทิศเวลา ต้องทุ่มเท ให้กับราชการ"
๑. คุณครู ทุกๆท่านมีพ่อแม่ สามี/ภรรยา ลูก คนในปกครองต้องดูแล เหมือนๆกับพวกผู้บริหารทั้งหลาย
๒. คถุณครูทุกๆท่านก็มีกิจธุระสวนตัวเหมือนผู้บริหารทุกๆคน
๓. แต่ผู้บริหารอาจมีผู้ช่วยทำ เช่น คนใช้ ภรรยาน้อย สามีน้อย เพราะมีกำลังทรัพย์ แต่คุณครูไม่มี
๔. ผู้บริหารได้เคยปฏิบัติให้เป็นตัวอย่างดั่งที่บอกให้คนอื่นๆทำแล้วยังดั่งคำขวัญที่เป็นคำศักดิ์สิทธิ์เสมอ คือ " ต้องอุทิศเวลา ต้องทุ่มเท ให้กับราชการ"
ทุกๆวันนี้ งานเอกสารในโรงเรียนมากมาย และที่สัญ คือ ซ้ำซ้อนกันมาก ทำไมผู้บริหารระดับชั้นต่างๆไม่ บูรณาการ ใช้การรายงานร่วมกันสักทีน้ะ จะได้ ๑. คืนเวลาของคุณครูให้กับนักเรียน ๒. ลดค่าใช้จ่ายที่ซ้ำซ้อน ๓. ลดปัญหาโลกร้อน เพราะใช้กระดาษมากกันเหลือเกิน แต่เทียวเสียเงินติดป้าย "ลดโลกร้อน" กันจัง
เห้อ ประเทศไทย คนสอนหนังสือยังคิดกันไมใด้ ยังคิดกันไม่เป็น แล้วจะสอนให้เด็กคิดเป็นได้อย่างไร หรือ ไปบเด็กที่เขาคิดเป็น เด็กคนนั้นก็ต้องโดนแน่ๆ ในฐานะที่หัวล้านนอกครู หัวล้านนอกผู้บริหาร
หรือจะต้องถือนโยบาย " ใครตายก่อนได้เปรียบ " ครับ ผู้บริหารการศึกษาทุกระดับชั้นในประเทศไทย
ผมกล้ารับรองได้เลยว่า ตายก่อน เกิดใหม่ก็ยังได้พบเจออีกแน่ๆๆๆๆๆ ยกเว้น ประชาชน คนโดนกระทำต้องลุกขึ้นมา มีส่วนร่วมในการบริหารการศึกษาครับ
ประชาชน ไม่ว่าในเมือง นอกเมือง มีเวลาเสมอที่จะร่วมทำงานเพื่ออนาคตของลูกหลาน
แต่ไม่มีเวลา ไปนั่งฟังและฟังโรงเรียนพูดและพูดเท่านั้น เสนออะไรก็ฟังแล้วกอง ครับ