เมื่อต้นปีผมไปบ้านย่าที่บ้านวังบ่าง อำเภอห้วยคต จังหวัดอุทัยธานี และได้เห็นกอไผ่ที่บ้านพี่ซึ่งเป็นลูกของลุงและป้า ดูลักษณะของลำต้นเป็นสีเขียวสวยงาม ไม่มีหนาม กิ่งไม่มาก และเป็นไผ่ที่บ้านสันป่าตองยังไม่มี เลยขอขุดเหง้าซึ่งเป็นตอของลำต้นแก่และให้มีรากติดโคนอยู่พอสมควร ถือติดมือกลับบ้านที่สันป่าตองเชียงใหม่ ๔ เหง้า

เมื่อถึงบ้านแล้วก็วางกับดินพรมน้ำให้เปียกชิ้นอยู่เสมอ ปล่อยไว้เดือนสองเดือน ต่อมาในช่วงกำลังหน้าร้อนและแล้งก็เอาลงดิน เทียวรดน้ำอยู่เป็นเดือน ยังไม่งอก แต่ก็ยังมีสีเขียว กะว่าพอเริ่มเข้าสู่หน้าฝนก็จะได้แตกกิ่งใบและงอกแข่งกับหญ้าได้

พอเดือนกุมภาพันธ์ หลังช่วง ๑๔-๑๕ กุมภาซึ่งผม กับบางกอกฟอรั่มและกลุ่มสถาปนิกคนใจบ้าน ได้จัดเวิร์คช็อป นั่งถอดบทเรียนจากประสบการณ์การทำงานกับชุมชน และพัฒนาแนวคิดสำหรับการทำงานเชิงสังคมในอนาคต ก็พบว่ามีไผ่เหง้าหนึ่งเริ่มแตกตา และต่อมาช่วงต้นเดือน ๗-๑๐ เมษายน ซึ่งผมจัดเวิร์คช็อปถอดบทเรียนพัฒนาเครือข่ายให้กับศูนย์ประสานงานเครือข่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่นของสกว.ภาคเหนือ ก็เริ่มแตกกิ่งใบ เป็นจังหวะที่พอดีเหมือนกับเป็นรางวัลเฉลิมฉลองการทำงานกันไปในตัว

ในช่วงวันฉัตรมงคลและวันพืชมงคลนี้ ผมเดินตัดหญ้าทั่วบริเวณบ้านเพื่อให้หญ้าซึ่งจะงอกงามในช่วงเริ่มเข้าสู่หน้าฝนได้งอกสวยงามและแน่นเสมอกันมากขึ้น ก็เห็นอีกเหง้าหนึ่งซึ่งทำท่าแตกตาอยู่เกือบสองเดือนมาแล้ว เริ่มแตกกิ่ง

อีกต้นหนึ่ง เป็นหน่ออ่อนเล็กๆซึ่งแต่เดิมดูไม่ออกว่าเป็นต้นอะไร พ่อแม่ของภรรยายนำมาลงไว้ข้างทางเข้าบ้าน เมื่อช่วงหน้าหนาวกระทั่งหน้าร้อนก็มีสภาพเหมือนกับจะตาย ที่โคนต้นก็มีรังมดแดง ช่วงหนึ่งผมจึงลองเวียนไปยืนรดน้ำ ระหว่างยืนรดก็กำหนดใจเหมือนกับส่งกำลังใจให้รับรู้ผ่านการยืนรดน้ำว่าต้องรอด ต้องรอด ผ่านไปนับเดือน ผลปรากฏว่า พอฝนเริ่มตก ก็กลับแตกกิ่งใบออกมามากมาย จึงได้รู้ว่าเป็นต้นแคนา สามารถรอดและแตกกิ่งใบงดงามเมื่อเข้าสู่หน้าฝนในช่วงวันฉัตรมงคลและวันพืชมงคลพอดี.