ถามว่า ธาตุยังแยกอีกได้ไหม แยกอีกก็ได้ครับ ได้เสียงสระ เสียงพยัญชนะ และเสียงสูงต่ำ แต่ว่า.. แค่นี้ก็ตาเหลือกแล้วครับ อย่าลงลึกมากกว่านี้เลย

ผู้เรียนภาษาบาลีสันสกฤตจะต้องเจอกับธาตุด้วยกันทั้งนั้น เพราะธาตุเป็นส่วนสำคัญมากในการสร้างประโยค การอ่านภาษาบาลีสันสกฤตก็ต้องลงลึกไปถึงธาตุว่ามาจากธาตุไหน มีความหมายอย่างไร

พูดว่าธาตุแบบนี้ หลายท่านคงคุ้นๆ แต่จะรู้สึกว่ายุ่งยาก อะไรก็ไม่รู้ อันที่จริงไม่ยากครับ พูดภาษาชาวบ้านว่า ธาตุก็คือคำที่จะนำมาทำเป็นกริยา แค่นี้เอง

เกริ่นมาเล็กน้อย คงจะพอนึกออกเลาๆ กันแล้วว่าธาตุสำคัญแค่ไหน ผมจะค่อยๆ เล่าไปก็แล้วกันนะครับ

ธาตุ ภาษาสันสกฤต (และบาลี) เรียกว่า ธา-ตุ (dhatu) ภาษาอังกฤษเรียกว่า root หรือราก (ผมว่าไม่ตรงเท่าไหร่ น่าจะเป็น seed คือเมล็ด อันเป็นที่มาของทั้งราก ต้น และใบ) ส่วนในภาษาไทยขอเรียกว่าธาตุก็แล้วกันนะครับ

 

ธาตุคืออะไร

               ธาตุคืออะไร นักไวยากรณ์ไม่ได้นิยามไว้ให้ชัดเจน แต่พิจารณาจากลักษณะก็บอกได้ว่า ธาตุก็คือ แกนของกริยา ขอให้นึกถึงคำว่าธาตุ ซึ่งหมายถึง ส่วนที่เล็กสุดแยกไม่ได้แล้ว นั่นแหละ ธาตุในภาษาบาลีสันสกฤตก็เหมือนกัน แต่ในที่นี้เราหมายถึงเฉพาะส่วนที่จะนำมาใช้เป็นคำกริยา ภาษาอังกฤษจึงเรียกเฉพาะเจาะจงลงไปว่า verbal root

            (ถามว่า ธาตุยังแยกอีกได้ไหม แยกอีกก็ได้ครับ ได้เสียงสระ เสียงพยัญชนะ และเสียงสูงต่ำ แต่ว่า.. แค่นี้ก็ตาเหลือกแล้วครับ อย่าลงลึกมากกว่านี้เลย)

            ((เล่าไว้ตรงนี้เสียเลยว่า คำศัพท์ หรือนิยามศัพท์เกี่ยวกับไวยากรณ์สันสกฤตนั้นไม่ค่อยมี  บางสิ่งบางอย่างก็ไม่มีศัพท์สันสกฤตเพื่อใช้เรียกโดยตรง บางสิ่งก็มีศัพท์เรียกหลายอย่างจนงง  นักไวยากรณ์ฝรั่งก็เลยเรียกด้วยศัพท์ภาษาอังกฤษ(หรือละติน)แทน ง่ายดี ส่วนนักไวยากรณ์ภาษาไทยมักจะอิงกับศัพท์บาลี คนเรียนก็งงอีกเหมือนกัน))

 

ฉะนั้น ถามว่าส่วนที่เล็กที่สุดของกริยา ก็น่าจะเป็นธาตุนี่แหละ (คำนามหลายคำก็มาจากธาตุ แต่ผ่านกระบวนการต่างๆ เสียก่อน)

               ยกตัวอย่างกันเลยดีกว่า คมฺ (gam) ตัวนี้ แปลว่า ไป, นมฺ (nam) แปลว่า ก้ม, ไหว้, วจฺ (vac) แปลว่า พูด พวกนี้เป็นธาตุ ตำราฝรั่งบางทีก็ใส่เครื่องหมาย root ไว้ข้างหน้า แบบคณิตศาสตร์เลย ไม่ต้องไปถอดสแควร์รูทอะไรนะครับ มันเป็นเครื่องหมายเฉยๆ

 

            ธาตุส่วนมาก มีพยัญชนะต้นหนึ่งตัว สระหนึ่งตัว ตัวสะกดมีก็ได้ ไม่มีก็ได้ เช่น กฺฤ (ทำ), ธาวฺ (วิ่ง), นี (นำไป), ชนฺ (ทำให้เกิด)

               ธาตุ นี่เหมือนเพชรยังไม่เจียระไน เหมือนแร่ดิบๆ เหมือนอะไรๆ ที่ยังนิ่ง ยังดิบ สลบไสล ใช้งานอะไรก็ไม่ได้ ต้องทำการปลุกเสก เอ๊ย ต้องผ่านกรรมวิธีเติมเสียงหน้า เสียงหลังตามกฎเกณฑ์เสียก่อน (เสียงหน้าไม่สำคัญ เสียงหลังนั้นจำเป็น) คงจะไม่มีธาตุตัวไหนเลย ที่สามารถนำมาใช้ได้หากไม่ได้เติมเสียง เทียบกับภาษาอังกฤษก็อาจจะเป็น to be ถ้าจะนำมาใช้ก็ต้องเปลี่ยนรูปเสียก่อน แต่กระนั้นในภาษาอังกฤษ to be ก็ยังปรากฏในประโยคเป็น infinitive ได้ แต่ภาษาบาลีสันสกฤตนั้นธาตุนำมาใช้ไม่ได้ เว้นแต่จะใช้เพื่อจะบอกชื่อของธาตุนั้นๆ เอง (ตรงนี้ยุ่งยาก อย่าเพิ่งไปสนใจครับ)

 

จากธาตุมาเป็นศัพท์

               อาจารย์ที่สอนไวยากรณ์ท่านจะไม่ยอมให้เรียก “ธาตุ” ว่ากริยา เพราะคำว่า กริยานั้น จะต้องสอดคล้องตามกฎเกณฑ์ ตามเทนส์ หรือหน่วยอื่นๆ จึงเรียกว่ากริยาได้ แม้ภาษาอังกฤษเองก็ไม่เรียกธาตุว่า verb แต่เรียกว่า root อย่างที่บอกไปแล้ว ที่นี้ จากธาตุ ทำยังไงถึงจะใช้ได้  มีหลายวิธีครับ มีขั้นตอนง่ายๆ คือ ธาตุ(เติมเสียง) -> เค้า(เติมเสียง) -> ศัพท์(นำไปใช้ได้) ศัพท์ที่ได้นี้จะเป็นกริยา หรือนาม หรืออะไรก็ได้ แล้วแต่ว่าจะปรุงกันแบบไหน

               1. ใช้เป็นกริยาหลัก ผันรูปไปตามเทนส์ ตามประธาน เช่น ธาตุ ชีวฺ (มีชีวิต) ต้องเอาไปเติมเสียง อะ เสียก่อน ธาตุก็กลายเป็นองค์ จากนั้นนำองค์มาเติมเสียงเพื่อบอกประธานตามเทนส์ เช่น เติมเสียง ติ = ชีวติ แปลว่า เขามีชีวิตอยู่ (ติ เป็นเสียงเติมของประธานเอกพจน์ บุรุษที่ 3 ในปัจจุบันกาล) อย่างนี้ได้ศัพท์เป็นกริยา

               (ธาตุที่เติมเสียงแล้ว ภาษาสันสกฤตเรียกว่า องค์ (แปลว่าตัว) ภาษาอังกฤษเรียกว่า stem (แปลว่าต้น) ภาษาไทยบางทีก็เรียกว่าเค้า)

               2. เติมเสียงท้ายเป็นอาการนาม ชื่อบอกว่าเป็นนาม แต่อันที่จริงทำหน้าที่เหมือนกริยา เพื่อใช้เป็นกริยาย่อย (คือไม่ใช่กริยาหลัก ไม่อาศัยกฎตามเทนส์) แต่นำมาใช้เสมือนคำนาม เช่น ชิ (ชนะ) + ตฺวา = ชิตฺวา (ชนะแล้ว, having won) ได้ศัพท์เป็นอาการนาม

               3. เติมเสียงท้ายกลายเป็นนามแท้ๆ เช่น ปจฺ (ปรุงอาหาร) + อ = ปจ (พ่อครัว), ยา (ไป) + น = ยาน (ยานพาหนะนั่นแหละ) ได้ศัพท์เป็นนาม

               บ๊ะ ซับซ้อนอีกแล้ววว

 

ศัพท์ส่วนใหญ่มาจากธาตุ

               จะบอกว่าคำนาม และคำทั้งหลายในภาษาสันสกฤต (ไม่พูดถึงบาลีแล้วนะครับ ประเดี๋ยวพูดผิด คนอ่านจะลำบาก) จำนวนมากก็มีที่มาจากธาตุนี่แหละครับ **แต่ไม่ใช่ทั้งหมดนะ** พจนานุกรมบางเล่ม เช่น Wilson Sanskrit-English Dictionary (http://www.sanskrit-lexicon.uni-koeln.de/scans/WILScan/disp3/index.php) จะบอกที่มาของศัพท์ ทำให้ทราบว่าคำนี้มาจากธาตุอะไร เติมเสียงอะไรเข้ามา เช่น วาต (ลม) มาจาก ธาตุ วา + ต, พุทฺธ (พระพุทธเจ้า) มาจาก พุธฺ (รู้) + กฺต (วิธีการเติมเสียงมีขั้นตอนหลายอย่าง ยกยอดไว้ก่อนนะครับ) ศัพท์ในภาษาไทย ที่มี ต อยู่ท้าย ก็มักจะมาจากธาตุ เช่น ชนิต (ชนิด) ชีวิต ญาติ อนุญาต ภาษิต ภูต ภูติ พิชิต สถิต อุบัติ วิกฤต อดีต อนาคต ฯลฯ

 

               ธาตุในภาษาสันสกฤตนั้นมีแค่สองพันกว่าตัว ที่ใช้บ่อยๆ อยู่ในหลักร้อย ขยันท่องก็สบาย ไม่ขยันท่องก็ไม่เป็นไร อ่านไปๆ เดี๋ยวก็จำได้เอง ถ้าชอบภาษาอังกฤษหรือภาษายุโรปอื่นๆ ก็สนุก เพราะธาตุหลายตัวเทียบเคียงกันได้ เช่น วมฺ (อาเจียน) วมติ (เขาอาเจียน) ก็ตรงกับ vomit ในภาษาอังกฤษ, หลายศัพท์เทียบภาษาไทยก็ได้ เพราะเราใช้บาลีสันสกฤตในภาษาไทยมากมาย นึกอะไรไม่ออกก็เทียบกับบาลี เพราะเราคุ้นกับคำสวดอยู่ ลงท้ายด้วยมิ ลงท้ายด้วยติ พวกนี้เป็นกริยา มาจากธาตุทั้งนั้น.