การทำงานในบทบาทของพยาบาลไม่ได้มีเพียง การให้บริการผู้ป่วยแต่ยังเป็นบทบาทของครูในบางเวลา เนื่องจากโรงพยาบาลเป็นแหล่งฝึกของทั้งนักศึกษาแพทย์และพยาบาล ถึงแม่เราจะไม่ได้รับเงินเดือนในการสอนนักศึกษา แต่ก็เป็นบทบาทที่ต้องทำเพราะ การเรียนของพยาบาลนั้นจะเก่งได้จากการฝึกปฏิบัติ ต่อให้เก่งทฤษฎี แค่ไหนแต่คุณยังไม่เคยเจอกับผู้ป่วยและการปฏิบัติจริงก็ไม่มีทางจะทำได้ การรักษาพยาบาลนั้นมันเป็นทั้งศาสตร์และศิลปะ คุณจะเอาแต่ศาสตร์ทางวิชาการมาอย่างเดียวไม่ได้ เช่นคนไข้เป็นหวัดอย่างเดียวนี่ ทำไมมียาแกหวัดตั้งหลายตัว ศาสตร์ก็คือวิชาการ ว่ามียารักษาหวัด แต่ศิลปะคือคุณจะใช้ยาแก้หวัดชนิดไหนให้เหมาะกับคนไข้ นั่นแหล่ะคือศิลปะของคุณ
ชลัญธรเคยมีความเก็บกดกับการฝึกงานเมื่อครั้งเรียนพยาบาลนั้นมีทำให้ชลัญธรเก็บข้อมูลไว้ใส่หัวตลอด ว่า ถ้าข้ามีโอกาสได้สอนนักเรียนพฤติกรรมแบบนี้ข้าจะไม่ทำ เด็ดขาด เช่น พฤติกรรมการกินหัวน้อง นศ. คิดว่าข้านี่แหล่ะคือผู้ยิ่งใหญ่ ตะโกนด่าน้องให้ได้รับความอับอายคนไข้ โดยเฉพาะพยาบาลห้องคลอด ได้ข่าวว่าที่ไหนๆก็ดุแบบชนิดกินกันไม่ลงเลยทีเดียว หรือไม่ก็ไม่ยินดียินร้ายว่ามี นศ.มาฝึกงานนะ ชนิดที่ว่าอยู่ทั้งเดือนไม่ได้สอนอะไรเลย นศ.ก็ blank กลับ อย่างนี้ไม่ชอบ พอมา เป็นพี่เลี้ยง นศ.จึงต้องพยายามลบปมที่ตัวเองเคยได้รับมาปรับแก้ไขให้ ได้ดี
การเป็นพี่เลี้ยง นศ.นี่มันดีอยู่อย่างคือทำให้เราค้นคว้าหาความรู้อยู่สม่ำเสมอ เพราะถ้าไม่รู้จึงสอน นศ.ไม่ได้ โดยเฉพาะบางครั้งต้อง ดีเบท กับแพทย์ มีคนไข้อยู่Case ที่ทำให้ชลัญเป็นกรณีกับแพทย์จบใหม่ คือคนไข้มาด้วยเรื่องเหนื่อยใจสั่น หายใจไม่อิ่มบางครั้ง เหงื่อชื้น มือสั่น ตอนนั้นชลัญธร สอนนักเรียนพยาบาลด้วย ด้วยการซักประวัติ ก็ทำให้รูพอเลาๆว่าผู้ป่วยน่าจะเป็น โรคไทรอยด์ แต่เพื่อ แยกโรคให้ชัดเจน เช่นโรค หัวใจ ซึ่งในคนนี้อัตราการเต้นของหัวใจมากกว่าปกติด้วย จึงสั่งตรวจ คลื่นไฟฟ้าหัวใจ EKG ไป เพราะ ถ้าเป็นเพียง sinus tachycardia ( ภาวะที่หัวใจเต้นเร็วที่อาจเกิดจากไทรอยด์) ก็จะได้สบายใจ แต่ถ้าเกิดจากความผิดปกติของหัวใจนี่เรื่องใหญ่ เราก็เลยถือโอกาสสอนน้องโดยใช้ case จริง แต่พอคนไข้เข้าห้องแพทย์ ซึ่งเป็นแพทย์จบใหม่ เขาก็ออกมาเรียกถามว่า “คนไข้นี้เอามาให้ใครตรวจ “
ชลัญ “ ก็ให้แพทย์ตรวจล่ะค่ะ “
แพทย์ “แต่ผมไม่ได้สั่ง EKG “ ใครเป็นคนสั่งก็ให้คนนั้นตรวจ
ชลัญ ปรี๊ด ก็เลยตอบว่า “พี่เป็นคนสั่ง แต่พี่จะให้หมอตรวจ เพราะพี่ดูแล้วว่า คนไข้คนนี้ชีพจร 124 ครั้ง/นาทีซึ่งเร็วกว่าปกติมาก( ปกติชีพจรเราขณะพักมักจะอยู่ช่วง 70-100 ครั้ง/นาที) ยังไม่มีประวัติโรคประจำตัว มันก็ควรจะตรวจ ไม่ใช่เหรอหมอ “
แพทย์ “ใช่แต่ผมยังไม่ได้สั่ง”
ชลัญ “ แล้วถ้าส่งคนนี้ไปตรวจหมอจะสั่ง EKG มั๊ย
แพทย์ “ก็ต้องสั่ง “
ชลัญ “ ก็นี่ไงสั่งให้แล้ว จะได้ไม่ต้องเสียวเวลากลับไปกลับมาจากห้องแพทย์ สามรอบสี่รอบ ในเมื่อเป็น case ที่ต้องตรวจ อยู่แล้ว ก็สั่งไว้ให้ตรวจแล้วไง แต่ถ้าหมอไม่ตรวจก็ไม่เป็นไรนะ “
แพทย์ไม่พูดอะไร หันหลังกลับ ไปตรวจคนไข้ต่อ แต่สีหน้าก็ไม่พอใจชลัญอยู่ หลังจากอยู่ด้วยกันสักระยะหนึ่ง ก็ได้พูดคุยเรื่องเก่าๆ แพทย์ก็ยอมรับว่า ไม่คิดว่า พยาบาล รพ. ชุมชนจะวินิจฉัยแยกโรคได้มากก่อนที่จะส่งเข้าพบแพทย์ อย่างนี้ทำให้เบาแรงไปมาก ก็เป็นว่าเริ่มเข้าใจกันระหว่างแพทย์กับพยาบาล ต่อมาจึงทำงานสนุกขึ้น เราก็รู้ธรรมชาติของแพทย์ แพทย์ก็รู้ธรรมชาติของเรา ต่างช่วยกันสอบ นักศึกษา จนทำให้นักศึกษาที่มาฝึกหอบเอาความรู้กลับ กันแทบจะไม่ไหว ข้อดีอีกอย่างของการ ให้การสอนทีเต็มร้อย ก็มักจะมี นศ.เลือดมาอยู่ที่ รพ. เราประจำ ...............
เป็นความโชคดีที่มีเพื่อนร่วมงานดีๆอย่างนี้..คิดแทน..ทำแทนเมื่อมีโอกาสเสริมเติมเต็มกัน..
จำได้ว่าสมัยฝึกหัดผ่าไส้ติ่ง อาจารย์ staff สอนทีสองทีก็ปล่อยให้ ทำเองกับพี่ๆ พยายาล
หลังจากปล่อยให้ "หมอน้อย" งมหาไส้ติ่งสักพัก พี่พยาบาลห้องผ่าตัด ก็ใช้สปั้นช์ดึงไส้ติ่งออกมาให้ตัดอย่างง่ายดาย :) ... ความรู้จากการอยู่หน้างานเป็นสิ่งมีค่า หากเราเห็นค่านี้ ก็จะทำงานเป็นทีมสนุกขึ้น และ ช่วยลดความผิดพลาดในการรักษาด้วยค่ะ