สวัสดีครับลูกศิษย์ EADP รุ่น 8 ที่รักทุกท่าน
วันนี้พบกันอีกครั้งสำหรับกิจกรรมการเรียนรู้ระยะที่ 3 ของพวกเรา "หลักสูตร แลกเปลี่ยนเรียนรู้: ดูแลสังคมและสิ่งแวดล้อม ของ กฟผ." ซึ่งระยะนี้มีอยู่ 2 วันและยังคงเน้นเรื่องราวในภาพกว้าง
ผมเปิด Blog นี้ขึ้นมาใหม่เพื่อให้ EADP 8 ทุกท่านได้ใช้เป็นช่องทางการเเลกเปลี่ยนมุมมองจากการเรียนในระยะนี้ครับ
จีระ หงส์ลดารมภ์
..........................................
วันที่ 24 เมษายน 2555
นำเสนองานกลุ่ม จากการอ่านหนังสือ Mindset : ทำอย่างไรถึงเปลี่ยน Mindset ของคน
EGAT ให้มีวัฒนธรรมการเรียนรู้ พร้อมทำงานมุ่งสู่วิสัยทัศน์ (กลุ่มละ 5 นาที)
ร่วมวิเคราะห์และอภิปรายโดย คุณอนุรัตน์ ก้องธรณินทร์
............................................................................
กลุ่มที่ 2
อาจารย์จีระแนะนำให้อ่านบทที่ 1 – 2 และ 5 ซึ่งเป็นการนำเสนอเรื่องความแตกต่างของคน เกิดอะไรขึ้นในเรื่องของความคิด การสร้างกรอบความคิดที่แตกต่างกันเป็นอย่างไรบ้างและเรื่องผู้นำ คือผู้นำควรจะทำอย่างไร?
ผู้เขียนมีแรงบันดาลใจ.. ที่อยากจะค้นหาคำตอบว่า ทำไมจึงอยากทำโจทย์ยาก ๆ นั่นเพราะเขาอยากจะเรียนรู้ และพัฒนา
พื้นฐานทางกายภาพ เช่น ขนาดของสมองมีส่วนสำคัญต่อความสามารถทางความคิด นอกจากนั้นประสบการณ์ และสภาพแวดล้อมมีผลต่อกรอบความคิดหรือ Mindset ของเรา
คนที่มี Fixed Mindset (FM)ไม่ชอบการเปลี่ยนแปลงไม่ว่าปัจจุบันหรืออนาคต
Growth Mindset (GM) เห็นว่าคนเราเปลี่ยนแปลงได้เสมอเพื่อการพัฒนา
FM มองความสำเร็จว่าเป็นความสามารถของตัวเอง
GM มองความสำเร็จเป็นการเรียนรู้ และพัฒนา
FM ไม่ชอบความท้าทาย
GM ไม่กลัวการผิดพลาด ชอบความท้าทาย “Learner”
FM มองความล้มเหลวเป็นความพ่ายแพ้
GM มองความล้มเหลวเป็นการเรียนรู้
หน้าที่ของผู้นำ/ผู้บริหารในการพัฒนาให้เกิด Growth Mindset ในองค์กร
- ปรับปรุงสภาพแวดล้อม
- ต้องยอมรับความผิดพลาดของทุกคน และทีมงาน
- ไม่ส่งเสริมพฤติกรรมที่ไม่ยุติธรรม
- ทุก ๆ คนในองค์กรเป็นเพื่อนร่วมงาน ไม่ใช่มองแบบเจ้านาย – ลูกน้อง
- บริหารงานจากข้อเท็จจริงเป็นหลัก
กลุ่มที่ 1
จากโจทย์ที่น่าสนใจ 2 โจทย์ คือ
1) ทำไมคนในโลกมีพฤติกรรมแตกต่างกัน คนหนึ่งพร้อมที่จะเรียนรู้ อีกคนหยุดการเรียนรู้
คนที่มี Fixed Mindset
- ไม่เรียนรู้ คิดว่าคนมีพรสวรรค์มาตั้งแต่เกิด เปลี่ยนแปลงไม่ได้ ผลสุดท้ายคือการพัฒนาไม่เต็มศักยภาพของตัวเอง ทำให้ไม่ประสบความสำเร็จ
คนที่มี Growth Mindset
- เชื่อว่าความสำเร็จ/ความล้มเหลว คือ การเรียนรู้
- กรอบความคิดจำกัด คิดว่าความเฉลียวฉลาดและความสามารถเป็นเรื่องตายตัว คิดว่าความพยายามไม่มีประโยชน์
- เราสามารถเปลี่ยนกรอบความคิดของเราได้ เพื่อความสำเร็จ
อย่างไรก็ตามทั้ง 2 Mindset สามารถเปลี่ยนแปลงได้ คือ คนสามารถประสบความสำเร็จได้ เพียงแต่เปลี่ยนกรอบความคิดของตัวเอง
2) ทำอย่างไรถึงเปลี่ยน Mindset ของคน EGAT ให้มีวัฒนธรรมการเรียนรู้ พร้อมทำงานมุ่งสู่วิสัยทัศน์
- เปลี่ยน Mindset ของคนใน กฟผ. ให้เป็น Growth Mindset พร้อมที่จะเรียนรู้ เริ่มต้นจากที่ผู้บริหาร ต้องเชื่อในศักยภาพและการพัฒนาคนสามารถเปลี่ยนแปลงความเฉลียวฉลาดและความสามารถได้ รวมถึงการสร้างบรรยากาศในการเรียนรู้ ทำองค์กรให้เป็นสู่การเรียนรู้ มีความคิดเห็นในการแลกเปลี่ยนกันได้ มองความผิดพลาดและล้มเหลวในการแลกเปลี่ยนการเรียนรู้
- มีความยุติธรรม ให้ความก้าวหน้า ให้ผลตอบแทนกับคนที่เรียนรู้และพัฒนาตนเอง
- มุ่งสู่วิสัยทัศน์ ผู้บริหารต้องมีหน้าที่ชี้แจงวิสัยทัศน์ และสื่อสารที่ดีกับผู้ร่วมงานทุกระดับ องค์กรจึงจะเรียนรู้และมุ่งสู่วิสัยทัศน์ได้
กลุ่มที่ 3
1) ทำไมคนในโลกมีพฤติกรรมแตกต่างกัน คนหนึ่งพร้อมที่จะเรียนรู้ อีกคนหยุดการเรียนรู้
- ความคิดแบบเดิม มองว่าความฉลาดเป็นความคิดที่ติดตัวมา มองว่าคนที่เกิดมามีพันธุกรรมดี จะได้รับความฉลาดด้วย
- แต่ความคิดแบบ Growth Mindset คือความสามารถในการเรียนรู้ สามารถเรียนรู้ และพัฒนาสมองได้มากมาย ความฉลาดไม่ได้ตายตัว แต่เป็นการทุ่มเทอย่างมีเป้าหมาย
- ไม่มีอะไรได้มาง่าย ๆ ต้องลงทุน พยายามให้เพิ่มขึ้น จะทำให้เราสามารถพัฒนาตัวเองได้
- กรอบความคิดจำกัด คือไม่ยอมเรียนรู้ มองว่าตัวเองเป็นน้ำเต็มแก้ว คิดว่าเก่งแล้ว ก็หยุดการเรียนรู้ มีสิ่งที่เราไม่รู้อีกมากมาย ดังนั้นอย่าหยุดการเรียนรู้
- การจูงใจและมุ่งมั่นที่ต่อเนื่องนำไปสู่จุดสูงสุดได้ ทุกคนในโลกสามารถเรียนรู้ได้ การมีความพยายามที่เหมาะสมจะทำให้ประสบความสำเร็จได้
- การชมเชยเปลี่ยนจากการชมเชยที่ความสามารถเป็นการชมเชยที่จะพยายาม
- หนังสือมุ่งที่มุมมองกีฬา ความรัก ถ้าเรามี Growth Mindset แบบเติบโตจะทำให้ครองชีวิตคู่ได้อย่างมีความสุขและยั่งยืน ไม่ใช่ไปยืนสอนว่าอย่างนั้นอย่างนี้แต่จะกระตุ้นอย่างไรให้คนอยากเรียนรู้มากขึ้น กรอบความคิดในการเติบโตจะกระตุ้นตัวเอง ดังนั้นการปรับเปลี่ยนกรอบความคิดจะทำให้พัฒนาไปได้
2) ทำอย่างไรถึงเปลี่ยน Mindset ของคน EGAT ให้สนใจความรู้ พร้อมทำงานมุ่งสู่ วิสัยทัศน์
- ต้องทบทวนตัวเองว่าสิ่งที่เราทำไปจำกัดความคิดลูกน้องมากเกินไปหรือเปล่า
- ทุกคนต้องปรับ Mindset และกระตุ้นให้ลูกน้องอยากเรียนรู้และพัฒนาตนเอง ทำให้กฟผ.มีการพัฒนาเติบโตและมั่นคงยั่งยืน
กลุ่ม 4
1) ทำไมคนในโลกมีพฤติกรรมแตกต่างกัน คนหนึ่งพร้อมที่จะเรียนรู้ อีกคนหยุดการเรียนรู้
- เนื่องจากถูกกำหนดด้วย Fix Mindset , Growth Mindset แต่ต้น
- ในส่วน Fix Mindset เชื่อในเรื่องพรสวรรค์ เชื่อว่าคนเราที่ประสบความสำเร็จได้เพราะมีความสำเร็จมาตั้งแต่เกิด เมื่อไหร่เกิดความผิดหวังพวกนี้ ไม่อยากให้คนอื่นเห็นความล้มเหลวของตนเอง ใช้กลโกงเพื่อรักษาภาพลักษณ์ของตนเองไว้ก่อน ไม่คำนึงถึงองค์กร ยึดกับความสำเร็จในอดีต ไม่คิดพัฒนาองค์กรอย่างต่อเนื่อง ทำให้ตลาดไม่ปัญหา ไม่มีการพัฒนาศักยภาพ เพราะคิดว่าตัวเองทำสิ่งนั้นได้แล้ว ก็ไม่อยากเรียนรู้ต่อไป ไม่สามารถนำความรู้ไปปฏิบัติอย่างเหมาะสม
พวก Growth Mindset จะมีความมุ่งมั่นในการทำสิ่งต่าง ๆ ได้อย่างดี ใช้ความพยายามในสิ่งที่คนอื่นบอกว่าเป็นไปไม่ได้ แต่เขาสามารถปฏิบัติได้ ถือว่าผิดเป็นครู ความล้มเหลวเป็นสิ่งที่ยอมรับ และรับฟังความคิดเห็นจากคนอื่น เรียนรู้ข้อผิดพลาด ตัวเขาหรือคนอื่นจะแก้ไขอย่างไร
2) ทำอย่างไรถึงเปลี่ยน Mindset ของคน EGAT ให้สนใจความรู้ พร้อมทำงานมุ่งสู่วิสัยทัศน์
ทำอย่างไรถึงเปลี่ยน Mindset ของคนกฟผ. ให้ทำงานมุ่งสู่วิสัยทัศน์
- กฟผ.น่าจะสร้างความนิยมในเรื่องพรแสวงให้มากขึ้น ไม่งั้นจะมีผู้นำที่โดดเดี่ยว
- เน้นการพัฒนาศักยภาพบุคลากรให้มากขึ้น
- เปิดอบรมหลักสูตร ใช้วิทยากร และอ่านหนังสือที่มีคุณภาพ
- ผู้นำต้องทำตัวใฝ่รู้ และถ่ายทอดความรู้ให้คนรุ่นหลังจริงจัง
- สร้างโอกาสแห่งการเรียนรู้
- ส่งเสริมการทำงานต่อเนื่อง และทำงานเป็นทีม
- มอบหมายงานชัดเจน และเรียนรู้สู่การปฏิบัติ
- มีการปฏิบัติงานเพิ่มเติม แลกเปลี่ยนการเรียนรู้ด้วย
- ได้เรียนรู้อะไรเพิ่มเติม เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยน และต่อยอด
10. การส่งเสริมบุคลากรให้มี Growth Mindset
กลุ่ม 5
1) ทำไมคนในโลกมีพฤติกรรมแตกต่างกัน คนหนึ่งพร้อมที่จะเรียนรู้ อีกคนหยุดการเรียนรู้
- มนุษย์มีกรอบความคิดแตกต่างกัน พฤติกรรมของมนุษย์มีกรอบความคิดแตกต่างกัน
- จาก Diagram หน้า 243 สามารถอธิบายได้หมดเลย
- บทที่ 5 เห็นว่าผู้วิจัยยกตัวอย่างความสำเร็จของ Growth Mindset , Fix Mindset
- Fix Mindset ทำให้องค์กรที่ประสบความสำเร็จ ล้มเหลว , คิดถึงตัวเองเป็นหลัก มีสังคมที่อู่ฟู่ อย่างผู้บริหารของ Enron
- Growth Mindset เช่นพวก IBM เป็นพวกท้าทาย รับฟังความคิดเห็นของคนอื่น และรับฟังสิ่งที่คนวิจารณ์ตัวเอง พวกนี้มีความคิดว่าการเป็นผู้นำไม่ใช่พรสวรรค์ ,Ability , Talent สามารถ พัฒนาได้ ไม่ได้มีมาแต่เกิด
สรุปคือความสำเร็จมาจากความพยายาม
พฤติกรรมแตกต่างกันสามารถปรับเปลี่ยนได้อย่างไร เช่นการ Coaching ,Training
ความแตกต่างมนุษย์มี 2 MindsetMindset เปลี่ยนแปลงได้
2. ทำอย่างไรถึงเปลี่ยน Mindset ของคน EGAT ให้สนใจความรู้ พร้อมทำงานมุ่งสู่วิสัยทัศน์
สรุปว่าใช้กับ กฟผ.ได้อย่างไร เห็นด้วยกับกลุ่ม 1 และกลุ่ม 4
สรุปโดยคุณอนุรัตน์
- ชื่นชมทุกกลุ่มทำได้ดีมาก ชื่นชมกลุ่มแรกที่แสดงความเป็นผู้นำออกมาได้ชัด
- แต่ละกลุ่มมี Hi light แตกต่างอย่างไรบ้าง
กลุ่มที่ 1
มีเนื้อหาสาระ ปรับสภาพแวดล้อม คำว่าสิ่งแวดล้อมเป็นอะไรที่กว้าง อย่าง Organizational Development บรรยากาศที่ทำงานช่วยได้ แต่อารมณ์ และความรู้สึกสำคัญกว่าสถานที่ทำงาน สิ่งแวดล้อมเป็นส่วนที่เกิดจากจิตใจ เกิดจากการสร้างสิ่งจูงใจ เป็นการทำโดยไม่ต้องใช้เงินก็ได้ และส่งเสริมเรื่องความยุติธรรม คำว่ายุติธรรมสำคัญมาก Fair is equal สำคัญอย่างไรถึงเหมาะสม ต้องดูความยุติธรรมคืออะไรในองค์กร
ทุกคนต้องเป็นเพื่อนร่วมงาน ทำอย่างไรถึงดึงศักยภาพของกลุ่ม เรียนรู้ความผิดพลาด การเป็นเพื่อนร่วมงาน นำมาสู่ Engagement คือการมีส่วนร่วม การสร้างความผูกพัน ทุกอย่างที่จะอยู่อย่างยั่งยืนต้อง Back to Basic บางครั้งผู้นำรุ่นเก่าอาจปลูกฝังสิ่งที่ดี ๆ และอาจลืมอะไรบ้างก็ได้
กลุ่ม 2
- พร้อมการเรียนรู้ พัฒนา พรสวรรค์ ไม่ท้อแท้ เป็น Growth Mindset คือเรียนรู้จากความผิดพลาด และพร้อมที่จะโตได้
- บางที EQ สำคัญกว่า
- คนเรามี Brain มีความสามารถ และถ้ามีไม่ต่อยอด ไม่ฝึกฝน เรียนรู้จากความผิดพลาด ก็จะไปไม่รอด
EGAT
- ผู้บริหารต้องเปลี่ยน เป็นการเตรียมตัวเองก่อน
- มี Engagement สร้างบรรยากาศในองค์กร มีเวทีแลกเปลี่ยนความคิด สิ่งนี้เป็นเรื่องสำคัญมาก ใช้ความผิดพลาดเป็นเรื่องปรับปรุง ผูก KPI เข้าไป ดึงเอา Growth Mindset ในการแลกเปลี่ยนความคิด
- ลูกน้องมีความพยายาม แม้ไม่บรรลุผล 100 % แต่ความพยายามสำคัญที่สุด เน้นและชื่นชมความพยายาม
กลุ่มที่ 3
- ทุกอย่างทำงานต้องมีกลยุทธ์ ทำงานต้องมีความพยายาม เน้นการชมเชยความพยายาม กีฬา ความรัก ชีวิตคู่ สอนในเรื่องต่าง ๆ ไม่ใช่องค์กรอย่างเดียว เน้นความรัก ความสัมพันธ์ในครอบครัว
- การกระตุ้นตัวเอง และเพื่อนร่วมงาน การปรับตัว ทำอย่างไรไม่จำกัดความคิดของลูกน้อง อย่าจำกัดการมีความคิดเปิดกว้าง
กลุ่มที่ 4
- มุ่งมั่นในการแบ่งปันและเรียนรู้ดีมาก แพ้ไม่เป็นและเอาไปโกง บริษัที่เก่งแต่โกงก็ไปไม่รอด
- Leadership ฉบับนี้ใช้คำว่า Integrity คือ ซื่อสัตย์ ยุติธรรม Accountability
- โทษตัวเอง โทษผู้อื่นก็ไปไม่รอด
- EGAT สามารถทำอะไรได้เยอะแยะ
กลุ่มที่ 5
- ใช้ Diagram อธิบาย ทำอะไรใช้ความแตกต่างกัน
สรุป คือทุกกลุ่มสรุปได้ดี และสามารถนำไปใช้กับครอบครัวได้ อย่าไปชมเด็กมากเกินไป เพราะจะทำให้เด็กรู้สึกเก่งมากเกินไป แต่ควรมีการชื่นชมโดยเน้นเรื่องชื่นชมในความพยายามดีมาก สิ่งที่ไม่ได้พูดถึงคือเรื่องความสัมพันธ์ครอบครัว บางครั้งมองข้ามคนใกล้ตัวไป
................................................
ภาพบรรยากาศการเรียนรู้วันที่ 24 เมษายน 55
......................................................
เรียน ลูกศิษย์ EADP 8 ทุกท่าน
สำหรับความคิดเห็นและ Assignment ของการเรียนรู้ช่วงที่ 4 ระหว่างวันที่ 15 - 18 พฤษภาคม 2555 โปรดไปที่ลิงค์นี้ครับ
โครงการพัฒนาผู้บริหารระดับผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายและเทียบเท่าของ กฟผ. รุ่นที่ 8 (EADP 2012) ระยะที่ 4
http://www.gotoknow.org/blogs/posts/488095
สรุปการบรรยาย โดย ทีมงาน ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์
บุคลิกภาพของนักบริหารยุคใหม่ (2)
มารยาทการเข้าสังคมและการเจรจาธุรกิจเพื่อสร้างความประทับใจ
โดย หม่อมราชวงศ์ เบญจภา ไกรฤกษ์
วันที่ 24 เมษายน 2555
การเข้าสังคม
- เริ่มต้นคือการสร้างความประทับใจ การมองเห็นตั้งแต่ครั้งแรก จะเป็นการค้นหาแต่ละคน
- การเป็นผู้บริหาร เมื่อท่านต้องถูกเชิญไปที่ต่าง ๆ การแสดงถึงการมีวิสัยทัศน์ และการมี Information คือการส่งเสริมบุคลิกภาพที่ดี
- บุคลิกภาพนั้น จะรวมไปถึงหน้า ผม เสื้อผ้า รองเท้า นาฬิกา ตัวอย่างเช่น นาฬิกาคือเฟอร์นิเจอร์ของผู้ชาย เป็นส่วนหนึ่งที่แสดงถึงความสำคัญต่อการสร้างบุคลิกภาพ
- หลัก ๆ ของบุคลกภาพคือ เรียบร้อย สะอาด และมีสุขภาพอนามัยดี
- การวางบุคลิกท่าทาง คือการสร้างกระดูกสันหลังให้ตรง ไม่ให้บิดเบี้ยว แต่ให้ดูสง่า อย่างการทำโยคะ คือการทำแกนสันหลังให้ตรง เป็นลักษณะของการวางบุคลิกภาพที่ดี
- การแต่งกายต้องให้เข้ากัน ตัวอย่าง รองเท้า กางเกง ถุงเท้าใช้สีดำจะปลอดภัยมาก แต่ถ้าใส่รองเท้าน้ำตาล ก็ควรใส่ถุงเท้าน้ำตาลด้วย
- การเข้าสังคมต้องสร้างความประทับใจให้มาก จุดมุ่งหมายของการเข้าสังคมคือการพบกัน พบกันเพื่อประโยชน์ ไม่ใช่สร้างศัตรู พบคนแล้วคนชื่นชมได้ ต้องเน้นการจำง่ายตั้งแต่แรก เน้นการสร้างตัวให้คนจำได้
การทำบุคลิกท่าทางให้ดูดี มีความมั่นใจในตัวเอง ให้มีความนิ่มนวล ถ่อมตัว แต่ดูมีความเมตตา เสมือนมีอะไรให้กับคนอื่น
- ความสะอาดเรียบร้อยของการแต่งกาย การพูดเป็นเรื่องสำคัญที่สุด การออกงานต้องพร้อม คนที่เสียงมีกังวาลจะเป็นคนที่ชนะผู้ที่มีเสียงแหบแห้ง คุณลักษณะของผู้นำต้องแสดงออกถึงพลัง ตัวอย่างเช่นนโปเลียน ตัวเล็กมาก แต่มีบุคลิกภาพของความเป็นผู้นำที่เกิดจากพลังข้างใน สังเกตว่านโปเลียนจะได้แฟนผู้หญิงที่สวยมาก ๆ หลายคน สืบเนื่องจากบุคลิกภาพที่ดี ที่แสดงถึงความมีพลังอยู่ข้างใน
- บุคลิกภาพและการเข้าสังคม แสดงถึงพลังและร่างกายของเรา
- การแสดงออกทางจิตใจคือการแคร์คน เราจะฟังมากกว่าพูด เราถามเขาหมายถึงเราสนใจในตัวเขา และแคร์ในตัวเขา เราพูดก็จะพูดในสิ่งที่เขาถาม ที่เขาสนใจ เราจะไม่พูดในสิ่งที่ไม่รื่นรมย์ โรคภัยไข้เจ็บ สิ่งที่ไม่ทำให้เกิดความหดหู่ใจ อย่างการพูดเรื่องงาน เราต้องศึกษาสิ่งแวดล้อม ต้องอ่านมาก รู้มาก แล้วเราจะคุยในเรื่องกลาง เรื่องศาสนา การเมืองไม่พูด เรื่องสร้างความขัดแย้งไม่พูด การแสดงความเคารพในขนบธรรมเนียมไทยการไหว้สำคัญมาก ใช้การพนมมือ และการโค้ง แสดงถึงการให้ความเคารพ การก้มศรีษะจึงมีความสำคัญมากกว่า
- ค่านิยมไทยเดิม ภูมิปัญญาไทยควรรักษาอยู่ แต่ปัจจุบันการเกิดวิกฤติทางสังคมมาก ๆ ทำให้เกิดความไม่เคารพซึ่งกันและกัน ทำให้ค่านิยมไทยเปลี่ยนไปมาก ดังนั้นจึงควรรักษาภูมิปัญญาไทยแต่เดิมไว้ให้มากที่สุด
- การพูดขออย่าให้มีการพูดว่าเขา เพราะคำว่าเขาแสดงถึงความไม่เคารพ
- การมีอารมณ์ขันจะมีเสน่ห์มาก (อารมณ์ขันแบบสนุก)
- การไหว้มี 3 ระดับ 1.ไหว้เด็ก 2.ไหว้ผู้ใหญ่ 3.ไหว้พระ
- การนั่ง เวลานั่งเข้าผู้ใหญ่ นั่งให้เต็มเก้าอี้ แต่ไม่ต้องนั่งพิงพนักเก้าอี้
งานศพ
การแต่งกาย
- ใส่สีดำล้วน เน้นการเลือกรองเท้าให้เหมาะสม
- สำหรับผู้หญิง การเลือกกระโปรงต้องคลุมเข่า หรือผ้าถุง
งานเลี้ยงรับรอง (Reception)
- ตอบรับการไปร่วมงานก่อนเวลางาน 7 วัน
- แต่งกายให้เหมาะสมกับงานหรือดูตามบัตรเชิญ (ปกติจะไม่ใส่สีน้ำตาล ยกเว้น Smart Jacket ใส่ เบรเซอร์ สีเทา น้ำเงิน ถึงดำ แต่ไม่ควรใส่สีน้ำตาล)
- ถึงงานก่อนเวลานัดหมายยกเว้นงานเลี้ยงรับรอง หรืองานที่ท่านเป็นแขกเกียรติยศ
- ทักทายเจ้าภาพ
- ลากลับในเวลาอันควรโดยรอให้แขกเกียรติยศเป็นคนลาคนแรก
งานเลี้ยงอาหารค่ำ (Sit down Dinner)
- แต่งกายตามที่ระบุไว้ในบัตรเชิญ
(ต้องถามให้แน่ชัดก่อน ผู้ชายควรใส่สูทและ เนคไทค์ก่อน ส่วนผู้หญิงควรใส่ Dress แล้วดูสถานการณ์ในงานอีกทีว่าใส่หรือไม่)
ถ้าเป็นแขกเกียรติยศ (Guest of honor)จะไปหลังงานเริ่ม 10 – 15 นาที คนที่ไปสุดท้ายคือคนที่เป็นแขกเกียรติยศ
มารยาทคือการไปให้ตรงเวลา การไปก่อนคือการเตรียมตัวเข้างานมากกว่า
งานเลี้ยงรับรองเกี่ยวกับธุรกิจ ถ้าไปกับญี่ปุ่นไปก่อนงานได้ สรุปคือดูนิสัยและวัฒนธรรมของแต่ละประเทศ
- แนะนำตัวกับผู้ที่ท่านจะต้องนั่งข้าง ก่อนลงนั่ง
- เลื่อนเก้าอี้ให้สุภาพสตรีนั่ง
- สนทนากับผู้ที่อยู่ทางขวาก่อน และทางซ้ายทีหลัง
- คลี่ผ้าเช็ดปากวางบนตัก
การเจรจาธุรกิจ
- ต้องใช้กลยุทธ์ของตัวเอง และทักษะของตัวเองมาก
- มีลักษณะของการใช้สามัญสำนึก และการต่อรองที่ดี
- เจราจาต้องขึ้นอยู่กับความพอใจทั้ง 2 ฝ่าย เป็นแบบ Win – Win
Multi Lateral
- คุณสมบัติของนักเจรจาคือ บุคลิกภาพดี นักต่อรองจะมีบุคลิกดี ต้องศึกษาจากประสบการณ์ในการฟังคนอื่นบ้าง
- ต้องมีความรู้เพียบ และมีศิลป์ในการสื่อ จูงใจโน้มน้าวเก่ง และเป็นนักประนีประนอมที่ดี (สำคัญมาก)
- เราจะสามารถสร้างความจูงใจได้อย่างไร คือเป็นมิตรตลอด และหลีกเลี่ยงการขัดแย้ง ใช้ Maybe คือไม่รับ แต่ไม่พูดตรง ๆ
- ต้องทำตัวเหนือเขาด้วยความมีเมตตาสูงกว่าเขา ต้องฟังเขา เป็น Good Listener ต้องมี Common Sense สามัญสำนึกดี ต้องกล้าตัดสินใจ ต้องมีการวินิจฉัยที่ถูกต้อง มีความกล้าในการตัดสินใจ
- การเจรจาอย่านาน เพราะนานแล้วประเด็นจะร้อน ถ้าไม่สำเร็จให้พูดอีกครั้งหนึ่ง
- พิจารณาหลักของ Maslow คือตรงประเด็น ประเมินผลได้ และมีความเป็นไปได้ ให้มีผู้ฟัง กับผู้พูดอีกฝ่ายหนึ่งกับอีกฝ่ายหนึ่งอยู่ในประเด็นเดียวกัน บางครั้งต้องยอมเขาบ้าง ดีกว่าเสียไปหมดเลย
- ต้องมีความรู้เรื่องกฎหมาย กฎเกณฑ์ สายสัมพันธ์ วัฒนธรรมองค์กร ในการเจรจาต่อรอง ต้องมีเรื่องความสัมพันธ์ และสื่อประกอบ
- การชนะกันอยู่ที่บุคลิกภาพ และพลังที่ดีกว่าเขา (การพูด, ความคิด,วิสัยทัศน์,มนุษยสัมพันธ์เป็นพลังและมีบุคลิกภาพ)
- ต้องนุ่มนวล มีหลักการ และจิตวิทยาที่ดี เพื่อที่จะได้ในสิ่งที่ต้องการ
การอยากรู้จักใคร
- ต้องแนะนำตัวเองก่อน แล้วยื่นนามบัตร เพื่อเป็นสื่อในการทำความรู้จักอีกฝ่ายหนึ่ง
- การออกสังคม ต้องสบตากัน ไม่ว่าจะเป็นการทักทาย การทำความเคารพหรือการพูดคุย (คนที่ขาดความมั่นใจจะหลบตาคน)
การขอบคุณที่เชิญมาร่วมงาน
- การส่งจดหมายขอบคุณ
- การมอบของขวัญ
ดร.จีระ เสริม
กล่าวขอบคุณ
คิดว่าเรื่องมารยาททางสังคมเป็นสำคัญในการเรียนรู้
สรุปการบรรยายโดย ทีมงาน ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์
หัวข้อ แนวคิด Blue Ocean กับการทำงานของ กฟผ. และการปรับใช้เพื่อสร้างโครงการแบบนวัตกรรมของ กฟผ.
โดย ดร.กุศยา ลีฬหาวงศ์
วันที่ 24 เมษายน 2555
สภาพแวดล้อม คือสิ่งที่เราต้องอยู่
- เมื่อ 10 ปีที่แล้วกับปัจจุบันมีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้าง เช่น คน โลกร้อน เทคโนโลยีสารสนเทศ
- สภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลง Speed เร็วขึ้น
- ความคิดของเด็กรุ่นใหม่แตกต่างจากรุ่นเก่า เด็กสามารถหาความรู้ที่ไหนก็ได้ไม่จำเป็นต้องครูบอก
- เช่นเดียวกับ ประชาชน มีการเปลี่ยนแปลงเร็วขึ้น และรวดเร็วขึ้น แต่ก่อนคนไม่ค่อย Comment กฟผ. แต่ปัจจุบันเริ่ม ให้ความสนใจมากขึ้น หาข้อมูลมากขึ้น
- สภาพแวดล้อม เป็นเชิงมหภาค การเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมเกิดจากธรรมชาติ และประเทศอื่น ๆ มีการเปลี่ยนแปลงรวดเร็วขึ้น
- สิ่งที่จะเกิดตามมาคือเรื่องสภาวะการแข่งขัน ลูกค้ามีทางเลือกมากขึ้น มีข้อมูลมากขึ้น ฉลาดขึ้น พฤติกรรมผู้บริโภคมีการเปลี่ยนมากขึ้น
ภาวะการแข่งขัน
- การเปลี่ยนแปลงมีมากขึ้น มีนัยมากขึ้น
- Existing Competitor คู่แข่งที่เป็นอยู่ในปัจจุบันที่เห็นอยู่แล้วมีใครบ้าง
- ถึงแม้ไม่มีคู่แข่ง ทำไมเราถึงต้องปรับปรุงตัวตลอดเวลา
- แรงกดดันเกิดจากผู้บริโภค แล้วมีอะไรที่เกิดกับเราตลอด
- KPI เราจะต้องถูกประเมิน แล้วเกณฑ์ในการประเมินจะสูงขึ้นไปเรื่อย ๆ
- สภาวะการแข่งขัน เพิ่มขึ้น ๆ ดังนั้นกลยุทธ์ที่ใช้ในปัจจุบันคือเรื่องต้นทุน และความแตกต่าง ต้องไปด้วยกัน
- แต่ก่อนของดีราคาถูกไม่เคยมี กลยุทธ์ที่ใช้กันคือ ราคาและความแตกต่าง ผลที่ตามมาจากกลยุทธ์อันนี้คือ การแข่งขันรุนแรงมากขึ้น คือการลดราคา ให้บริการดีกว่า ปริมาณมากกว่า เท่ากับเป็นการเพิ่มต้นทุนการผลิต ทะเลสีฟ้า เลยกลายเป็นทะเลสีแดง ในการแข่งขัน คนอยู่รอดคือคนที่แข็งแรงที่สุด ดังนั้น เราจึงต้องหาจุดแข็งของตัวเราเองให้ได้ ซึ่งถ้าเราเป็นแบบนี้ไปเรื่อย ๆ จะเกิดสงครามนิวเคลียร์ และตลาดจะตายหมด และตายหมู่ ตัวอย่างเช่น โทรศัพท์มือถือ เกิดการแข่งขันเกิดขึ้น เป็นการแข่งขันด้านราคา คือสงครามราคา จนกระทั่งมีการจับมือกันว่าจะไปดัมพ์ราคาอีกแล้ว ไม่อย่างนั้นจะตายหมู่
Paradigm Shift
- ดังนั้นเพื่อความอยู่รอด คือคิดใหม่ ทำใหม่ ทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า Paradigm Shift คือการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ต้องเป็นผลที่เกิดขึ้น ต้องเปลี่ยนความคิด เริ่มจากการเปลี่ยนที่ใจก่อน และเล็งเห็นความสำคัญของการเปลี่ยนแปลง ดังนั้นวิธีการคือเริ่มที่ใจ (เห็นความสำคัญของการเปลี่ยนแปลง) แล้วไปปรับเปลี่ยนกระบวนคิด
- สิ่งที่เด็กรุ่นใหม่ ๆ ต้องได้รับสอนเยอะ คือ ความเคารพ มารยาท ความรับผิดชอบ การเป็นคนดี ต้องรู้จักกาลเทศะ รู้อะไรควรไม่ควร
Thinking Paradigm
- คนเรามักติดอยู่ในกับดักหรือกรอบอย่างใดอย่างหนึ่ง
- กรอบไม่จำเป็นต้องเป็นแบบใดแบบหนึ่ง การไม่มีกรอบเลยเป็นไปยากเนื่องจากจะไม่มีเครื่องยึดเหนี่ยว
- การเปลี่ยนระบบความคิดให้ได้ต้องทะลายกรอบ เอากับดักออกก่อน
สิ่งที่เปลี่ยนไม่ได้เพราะอะไร
- คนเราไม่ชอบการเปลี่ยนแปลงมีสาเหตุมาจากความไม่เปิดใจ ความกลัว ความไม่รู้ ความเคยชิน ความเป็นตัวของตัวเอง หลงตัวเอง เปลี่ยนแล้วมีค่าใช้จ่าย เป็นต้น
สรุป 1. การยึดติดอยู่กับอย่างใดอย่างหนึ่ง
2. ชอบและพอใจสิ่งที่เป็นอยู่ ณ ปัจจุบัน
3. เหตุการณ์เหล่านั้น เกิดขึ้น ซ้ำ ๆ แล้วมีการยืนยัน
4. เกิดจากกรอบที่ตัวเราตีไว้เอง
5. เกิดจากการประมาณการณ์และคาดการณ์ แล้วจะเชื่อว่าเกิดขึ้นจริงแล้วจะถูกต้อง
6. หลงตัวเอง เชื่อมันในตนเองมากเกินไป
7. กลัวสิ่งใหม่ที่จะเกิดขึ้น การมองโลกในแง่ลบ
8. การจำได้ว่าเคยเกิดขึ้นมาแล้ว มักเกิดขึ้นกับคนมีประสบการณ์มาระยะหนึ่ง และมีอายุงานมาระยะหนึ่ง การประสบความสำเร็จในอดีตทำให้ตนเองมีความเชื่อมั่นมากเกินไป
ถ้าคนเรามีสิ่งเรานี้เยอะ ๆ จะเปลี่ยนแปลงได้ยาก ดังนั้นต้องทลายกรอบเหล่านี้ให้ได้ก่อน
ระบบคิด แบ่งเป็น 4 ระดับ
คำถาม ถ้าองค์กร กฟผ.เปลี่ยนเป็น มหาชน จะเกิดอะไรขึ้นกับ กฟผ. และจะเปลี่ยนแปลงในแง่ไหน
ความคิดเห็น คนที่มีความสามารถจะไม่มีปัญหาอะไร แต่คนที่ทำงานหน้างานประจำ วันหนึ่งศักยภาพจะตกลงเรื่อย ๆ เกิดความเสี่ยงในการหาคนแทนคนที่อยู่กับที่
ความคิดสร้างสรรค์ที่เป็นประโยชน์ต่อองค์กร
1.ต้องเอาความต้องการของลูกค้าเป็นตัวตั้ง
2.ถ้าคิดแบบเดิม ๆ อยู่ ก็จะไม่รอด ต้องหาอะไรที่แปลกใหม่ คือถ้าเราไม่แข่งกับใครสามารถเป็นไปได้หรือไม่ คิดอะไรที่คนยังไม่เคยมี หรือยังไม่ได้คิด
3. The World is flat ในปัจจุบันโลกมีอยู่ระนาบเดียว ไม่มีความแตกต่างกันในมิติต่าง ๆ เป็นลักษณะของโลกมิติเดียว การติดต่อธุรกิจแต่ก่อนไม่กว้างและเจริญขนาดนี้ แต่ปัจจุบันการเดินทางและการติดต่อสะดวกขึ้น ดังนั้นความรวดเร็วมีมากขึ้น มีสิ่งใหม่ ๆ เกิดขึ้นได้รอบโลก ดังนั้นเราต้องหากลุ่มลูกค้าใหม่ ๆ เกิดแนวคิดทฤษฎี Blue Ocean
คนคิดทฤษฎีเป็นคนที่เกิดจากสิงคโปร์แต่ไปอยู่อเมริกา นำทฤษฎีการตลาดมาปรับแล้วเรียกใหม่
Blue Ocean Strategy
- Red Ocean คิดวิธีทำอะไรให้ชนะคู่แข่ง แต่ Blue Ocean ไม่สนใจคู่แข่ง
- Red Ocean ทำตาม Need ลูกค้า แต่ Blue Ocean ไปสร้างความต้องการลูกค้าให้เกิด Need เกิดขึ้น ตัวอย่างเช่นโทรศัพท์มือถือกลายเป็นทุกอย่างไปแล้ว
- Red Ocean เดิมสินค้าต้องแลกระหว่างต้นทุนกับคุณค่า แต่ Blue Ocean ทลายกำแพงสิ่งนี้
- การปรับระดับกิจกรรมต้องมีการปรับแล้วแลกกันระหว่างต้นทุนและความแตกต่าง เกิดเป็นนวัตกรรมใหม่เกิดขึ้น เรียกว่า Value Innovation
- Red Ocean เน้นกลุ่มลูกค้าเดิม ถ้าเพิ่มคุณภาพจะเพิ่มราคา ลดคุณภาพลดราคา ทำอย่างไรห้ลดส่วนแบ่งลูกค้าได้
- สร้างให้เกิดความต้องการเกิดขึ้น ทำอย่างไรให้เขามาสนใจเรา
หลักการณ์ 6 อย่าง
การจัดการกลยุทธ์สิ่งที่ยากที่สุดคือ การทำ SWOT
การวางแผน บริหารความเสี่ยง
นวัตกรรมเชิงคุณค่า
หลัก ๆ คือแสวงหาความแตกต่างและการมีต้นทุนต่ำในเวลาเดียวกัน ดังนั้นสิ่งที่จะทำคือ ลดต้นทุน และเพิ่มมูลค่าให้กับลูกค้า
ตัวอย่างการเกิดนวัตกรรมเชิงคุณค่า
การเกิดนวัตกรรมเชิงคุณค่า ทำได้จาก
ตัวอย่างบริษัท Netjets เกิดเป็นธุรกิจใหม่เกิดขึ้นคือจากแนวคิดของเครื่องบินส่วนตัวที่เดินทางสะดวก บวกกับคนอยากมีเครื่องแต่ไม่อยากดูแล ดังนั้น Netjets จึงเอา 2 อย่างมารวมกันคือสามารถซื้อเครื่องบินได้ในสัดส่วน 1/16 ต่อลำ ได้สิทธิ์ในการบิน 50 ครั้ง สามารถบอกล่วงหน้าแค่ 4 ชั่วโมง ทำทุกอย่างเหมือนเครื่องบินส่วนตัว เพียงแต่บอกว่าจะทำอะไร หรือจัดอะไรก็ได้ แต่ไม่สามารถชี้ว่าต้องเป็นลำนี้ ลำนี้เท่านั้น
ธุรกิจไวน์ Yellow Tail ของออสเตรเลีย
ดูว่าปัจจัยอะไรบ้างที่ทำให้สำเร็จ และกำหนดธุรกิจเหล่านี้ ไวน์ชั้นดีจะราคาสูงมาก มีธุรกิจเห็นช่องว่างเกิดขึ้น คือมีไวน์คุณภาพใกล้เคียงแต่ราคาถูกกว่า มีคนอยากดื่มไวน์ง่าย ๆ ไม่ซับซ้อน ราคาไม่สูงมาก เกิดธุรกิจไวน์ Yellow tail ที่ออสเตรเลีย คือราคาสูงกว่าไวน์ประหยัดแต่ต่ำกว่าไวน์ชั้นดี มีแต่ไวน์แดง และไวน์ขาว คุณภาพการบ่มมีบ่มแค่ปีเดียวเหมือนกันหมด ชื่อเสียงไร่องุ่นออสเตรเลียมีมาตรฐานอยู่แล้ว สื่อไวน์เพื่อสร้างความสนุกสนาน และเพื่อความบันเทิง เป็นกลุ่มใหม่ที่ยังไม่เคยดื่มไวน์เลย แต่อยากดื่มไวน์
สิ่งที่ทำให้การมองธุรกิจ Blue Ocean สามารถเกิดขึ้นได้คือ ทฤษฎีเกมส์ คือ
ความแพ้ชนะ ความเสี่ยง ทางเลือก
Game Theory Concept
- Zero sum Game การที่ได้กับได้ เสียกับเสียบางครั้งลูกค้าจะไม่เลือกเลยเพราะเสีย
- Positive sum Game มีแต่ได้กับได้ เพียงแค่ใครได้มากกว่ากันขึ้นอยู่กับการต่อรอง ตัวอย่าง กฟผ. มี regulator มาช่วยถ่วงอำนาจ มาในบทบาทของการช่วยเจรจาของลูกค้า ดังนั้นธุรกิจการไฟฟ้ามีความแตกต่างของธุรกิจอื่น ๆ เกือบ เป็น Monopoly
- Negative Sum Game คือ มีแต่เสียกับเสียไม่ต้องดู
- Decision Tree เป็นตัวเลือกในการตัดสินใจ เราต้องสามารถประมาณความน่าจะเป็นที่จะเกิดขึ้น เป็นการคิดอะไรใหม่ ๆ เกิดขึ้น ดังนั้น Blue Ocean สามารถเกิดขึ้นได้
คำถาม Blue Ocean ถ้าการเข้าตลาดใหม่ที่ยังไม่มีใครเข้าไปเลย เรามีโอกาสเจ๊งหรือไม่ แล้วต้องมีการทำตลาดหรือไม่
ตอบ แน่นอนว่า เข้าไปคนแรก ความเสี่ยงสูง มีลักษณะ High Risk High Return ถ้าสำเร็จจะได้ผลตอบแทนสูง การพิจารณาขึ้นกับการพิจารณาของการดูตลาด
การสร้าง Blue Ocean ดู Need ดูความต้องการตลาด หรือไปสร้าง Need หรือความต้องการของตลาด
คำถาม การลงทุนตลาดครั้งแรก แต่มีข้อบกพร่องไม่ถูกใจลูกค้าทั้งหมด แต่มีอีกบริษัทหนึ่งจ้องหาโอกาสในการเข้าตลาด ศึกษาตลาดที่ผิดพลาดจากครั้งแรก
ตอบ Second Comer สามารถสำเร็จได้ จากการที่คนเข้าตลาดเบอร์ 1 พลาด แต่อย่าลืมว่าเขากำหนดกติกาไว้เรียบร้อยแล้ว แต่มีข้อดีคือไม่เสี่ยงมากเกินไป
การบ้าน
ดร.จีระ ฝากการบ้านให้ Present เรื่อง Blue Ocean กลุ่มละ 5 นาที ตอนเช้า
สรุป แนวทางการจัดทำรายงานของ EADP 8
กลุ่มที่ 1
ทำเรื่องโรงไฟฟ้าขยะ
กลุ่มที่ 2
จะทำเรื่อง Energy Campus อยากให้มีมหาวิทยาลัยสร้างคนด้านพลังงานโดยตรง เนื่องจากมีของจริงอยู่แล้ว มี Facility ครบ สามารถทดสอบ และปฏิบัติได้อย่างดี ในการสร้างการทดสอบและทดลองด้านพลังงาน อาจเสริมในการทำภาคปฏิบัติ สิ่งที่อยากได้นอกจากนั้น คืออยากให้คนอื่นยอมรับ และเรื่องพลังงานไม่ใช่เรื่องที่น่ากลัวทำให้คนมองการไฟฟ้าในแง่บวกมากขึ้น เมื่อคนเข้าใจจะเลิกต่อต้านในอนาคต
ดร.จีระ เสนอให้ไปร่วมทำกับมหาวิทยาลัยดีกว่า
กลุ่มที่ 3
โรงไฟฟ้าชุมชนกับการพัฒนาที่ยั่งยืน กฟผ.มีงบประมาณ 8,000 กว่าล้านบาท อยากทำโครงการเชื่อมโรงไฟฟ้าจากระบบส่งเข้าไปที่ กฟผ. ในส่วนภูมิภาค
กลุ่มที่ 4
ทำโครงการวิเคราะห์ ด้าน CSR ถึงการแสวงหาผลประโยชน์ของพื้นที่ทับสะแก
พื้นที่ที่ทับสะแกอยู่ที่จังหวัดชุมพร ตั้งใจจะสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน แต่มีแรงต้านจากชุมชนในพื้นที่ ทิ้งร้างมานาน ปัจจุบันเป็นพื้นที่มีคนปลูกมะพร้าวกว่า 4,000 ไร่ รายได้ 4 –5 แสนบาทต่อเดือน แต่ในพ.ร.บ. กฟผ. ไม่สามารถแสวงหาประโยชน์นอกจากพลังงานได้ ดังนั้นจึงอยากหาวิธีสร้างประโยชน์อย่างอื่น โดยไม่ผิดกฎหมาย เหมือน CSR แต่ไม่ทราบว่าจะหาข้อมูลได้หรือเปล่า
กลุ่มที่ 5
จะทำเรื่องโครงการ CSR กับ โรงไฟฟ้าใหม่ ในส่วนของกฟผ. ไม่สามารถหาพื้นที่ในการสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ได้อีกเลย นโยบายเร่งด่วน คือเรื่อง CSR การสร้างองค์กรให้เป็นที่ยอมรับของสังคม คือการสร้างพื้นที่ใหม่
ดร.จีระ อยากให้ยกตัวอย่าง โดยอาจเป็นกรณีศึกษาที่ แม่เมาะ
สรุปการบรรยาย โดยทีมงาน ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์
Learning Forum & Practice
หัวข้อ Art & Feeling of Presentation
โดย อาจารย์จิตรสุมาลย์ อมาตยกุล
25 เมษายน 2555
การ Movement
กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการ Movement
จินตนาการ คือความชอบส่วนตัว ถ้าไม่บอก ก็จะไม่รู้ ใส่ลงไปในความเป็นตัวตนของตนเอง
1. กิจกรรมการปิ๊งแวบ เป็นลักษณะของการย้ายสมองซีกซ้ายมาสมองซีกขวา เป็นเรื่องของจินตนาการ การแสดงความเป็นศิลปิน
วิธีการ...ให้แต่ละท่านคิดถึงสิ่งที่อยากเป็น หรือฝันอยากเป็น เช่น ตุ๊กตาบาร์บี้ นก ฯลฯ แล้วเขียนสิ่งที่อยากเป็น แปะหน้าอกไว้ที่หน้าอกซ้าย
- แต่งเรียงความ ร้อยเรียงเป็นถ้อยความของตัวเอง
โดยให้แต่ละท่านพูดเชื่อมโยงกับสิ่งที่ตัวเองฝันอยากเป็น แล้วพูดเป็นประโยค เรียงร้อยข้อความต่อจากประโยคที่คนก่อนหน้าพูด
สิ่งที่ได้เรียนรู้
สรุป
2. กิจกรรมทักษะในการส่งมอบ การนำเสนอ การพูด
ทำ กิจกรรมการนำเสนอตนเอง ใช้ระยะเวลา 1 นาที
แสดงถึง ลักษณะบุคลิก ท่าทางในการนำเสนอ สามารถประเมินได้
เวลาที่ใครอยู่ตรงโซนเวที ท่านผู้ชมจะทำการเอ็กซเรย์คนพูด
3. ให้แต่ละกลุ่มเขียนว่าคนที่ยืนอยู่ข้างหน้าเวทีในภาพรวมของ Presenter ในฐานะผู้ชม
- เห็นอะไร
- ได้ยินอะไร
- และรู้สึกอะไรบ้าง
ดร.จีระ บอกว่า Presentation ช่วยให้เราสามารถ Enhance idea, create idea ได้ สามารถช่วยให้งานดีขึ้นได้ End Result คือทำให้คนในห้องนี้มีศักยภาพสูงขึ้น ไป Improve ตนเอง และองค์กร
วิธีการทำให้ดูสง่างามและมีพลัง
Power of 3 คือ การจัดหมวดหมู่ในการจำ ในการคิด ไม่ให้กระจัดกระจาย
*** สรุปคือการทำประเด็นง่าย ๆ 3 ประเด็น คือ ปัญหา ทางออก ผลลัพธ์ที่จะได้ แล้วใส่รูปภาพไว้ในใจ ชักเป็นสามเหลี่ยมที่จะพูด
ตัวอย่างสูตร 3 L ในการขายอสังหาริมทรัพย์ คือ location location location
เวลาที่เราวาดภาพ แล้วจะพูดออกมาเป็นภาพ เป็นเสมือนการสร้าง ศิลปะ ศิลปินไว้ในใจ
สรุป
Word กับ Way
สรุปคือ การใช้สมองควรมีทั้งสองซีกคือมีทั้งด้านที่เป็นสาระ เหตุผล และมีการใส่สีสันเพื่อให้มีความน่าสนใจมากขึ้น
สรุปการบรรยายโดยทีมงาน ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์
Learning Forum หัวข้อ ผู้นำกับการสร้างทุนทางจริยธรรมในองค์กร
โดย คุณดนัย จันทร์เจ้าฉาย
บริษัท ดีซี คอนซัลแทนส์ แอนด์ มาร์เก็ตติ้ง คอมมูนิเคชั่นส์ จำกัด
วันที่ 25 เมษายน 2555
ตอบ
- พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ
- ผู้ว่าฯ กฟผ. คุณเกษม จาติกวนิช
- ฯพณฯ พลเอกเปรม
- ฯลฯ
คำตอบคือ การได้เกิดมาเป็นคนไทยในแผ่นดินรัชกาลที่ 9
คำตอบคือ เพราะ คนเห็นแก่ตัว คนในสังคมขาดจริยธรรม คนไทยลืมง่าย คิดถึงประโยชน์ส่วนตัวมากกว่าประโยชน์ส่วนรวม
สรุปคือ ประเทศไทยมีต้นแบบแต่ไม่ทำตาม
White Ocean Strategy
- พูดเรื่องการเปลี่ยนแปลง ตอนนี้เราทุกคนอยู่ในยุคการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ
- อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกใบนี้ 10 องศา อุณหภูมิโลกเปลี่ยนกระทบกับชีวิตทันที
- โลกของเรา 4,500 ล้านปี มีการเปลี่ยนแปลงมาอย่างต่อเนื่อง แต่ปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมหาศาล อุณหภูมิสูงขึ้นจาก 10 องศาเป็น 15 องศา สิ่งที่เกิดมาไม่เคยเจอเราได้เจอ เช่น สึนามิ แผ่นดินไหว น้ำแข็งละลาย การเปลี่ยนแปลงขั้วโลกเหนือ ขั้วโลกใต้ ก๊าซมีเทน ขึ้นอย่างมหาศาล อเมริกาใต้ ภูเขาทั้งลูกเคลื่อน ปากีสถานแต่ก่อนเป็นทะเลทรายตอนนี้เปลี่ยนเป็นน้ำ ฟลอริดาไม่เคยมีหิมะตก ปัจจุบันหิมะตกหนักมาก แม่น้ำโขงแห้งขอด เกิดน้ำท่วมใหญ่ในโลก 500 ปีที่หาดใหญ่ ดินโคลนถล่ม เกิดสึนามิรุนแรงที่สุดในญี่ปุ่น
- มิติทางสังคม การเมือง วิถีชีวิตเปลี่ยน
- ครั้งสุดท้ายที่ประเทศไทยโดนเผาจนต้องย้ายกรุงคือ ปี พ.ศ. 2310
- ชาร์ล ดาวินเขียนวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต ว่าสิ่งมีชีวิตที่ฉลาด และมีสายพันธุ์ที่ดีที่สุดใช่ว่าจะครองโลกไว้ได้ แต่สิ่งที่สามารถปรับตัวได้จนกระทั่งถึงปัจจุบันคือเต่า
อะไรเป็นสิทธิที่สำคัญที่สุดของการเกิดเป็นมนุษย์
ตัวอย่าง Jack Welch มีเคล็ดลับการบริหารงานคือ ถ้าอัตราการเปลี่ยนแปลงข้างนอกเร็วกว่าการเปลี่ยนแปลงข้างใน สิ่งที่ตามมาคือจุดจบ
แต่ก่อน ไทยกับเกาหลีใต้ กับมาเลเซีย กับสิงคโปร์ ไทยเหนือกว่าทั้งหมด แต่ปัจจุบันประเทศไทยล้าหลังลงมาเรื่อย ๆ เหตุผลคือ คุณภาพคน คุณธรรม จริยธรรม ล้าหลังเรื่อย ๆ
คำถาม ปี 2555 ไทยกับประเทศเพื่อนบ้านเป็นอย่างไร และในปี 2558 ที่เข้า AEC จะเป็นอย่างไร เราจะส่งมอบประเทศไทยแบบไหนให้กับลูกหลานเรา ปรากฎว่าเด็กเห็นการคอรัปชั่นเป็นเรื่องปกติ ถ้าเด็กยอมรับการโกง 100 % ประเทศเราจะเหลืออะไร
** อย่าปล่อยให้ความดีไม่มีที่อยู่ อย่าปล่อยให้คนดีไม่มีที่ยืน
- ไม่ถนัด, ควบคุมไม่ได้, ท้าทาย
- เราทุกคนเรียนรู้ได้ตลอดเวลา สรุปคือเป็นการกระตุ้นการทำงานของสมองซีกขวา คือมีความตั้งใจ มีสติสัมปัชญะ ไม่ใช่มีความเคยชิน
- สมองซีกซ้ายมีไว้คิด สมองซีกขวามีไว้รู้ ดังนั้นทำอะไรให้รู้สึกตัว เป็นการสร้างพลังและมีความสุข
กิจกรรม ให้จับคู่ชมกันเองอย่างน้อย 3 ข้อ แล้วถามเวลาหันไปชมเพื่อนเรามีความรู้สึกอย่างไร
- สังคมที่ชื่นชมยินดี ซึ่งกันและกัน เป็นสังคมมุฑิตาจิตซึ่งกันและกัน จะมีผลการสั่นสะเทือนที่ดีมาก
- น้ำของโมเลกุลที่มีความสุข ตกผลึกเป็นคริสตัล ตรงกันข้ามกับอีกสังคมที่ไม่ดี โมเลกุลตกผลึกไม่ได้ รูปร่างไม่ดี
การบ้าน ลองให้ผู้เข้ารับการอบรมเอาภาพของแต่ละท่านติด เอาไปแช่ตู้เย็น แล้วส่องดูด้วยกล้องจุลทรรศน์ ว่ามีรูปร่างอย่างไร
การสร้างคุณค่า และความสุขในตัวเราเอง
เราคือประติมากรรมชิ้นเอก
- การเกิดขึ้นของตัวเรา ขององค์กรทำให้โลกนี้น่าอยู่ขึ้น
- สิ่งที่ทำให้เรามีความสุข เพราะคนอื่น
- คนส่วนใหญ่มีความทุกข์ เพราะใช้ชีวิตตามความคาดหวังของคนอื่น
- ทุกข์จะเกิดขึ้นทันทีที่เราเปรียบเทียบ
- หัวใจมีความกล้าหาญในการยอมรับในสิ่งที่เราเป็น ซึ่งบางครั้งเราอาจลืมตัวตนของเราไป
- ชีวิตธรรมดา ๆ คือชีวิตที่พิเศษที่สุดอยู่แล้ว
ที่สุดแห่งเส้นทางประเสริฐ
- คนที่สังเกตจะรอดในเรื่องต่าง ๆ
กฟผ.ทำ CSR อะไร
ตอบ 1.ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง
แนวทางการสร้างความรับผิดชอบต่อสังคม
ติดตามชม website : www.Thailoveking.com
ถึงประธานรุ่น 8 คุณไววิทย์และสมาชิกรุ่น 8 ทุกๆคน
1. ขอขอบคุณทุกท่านสำหรับ 2 วันที่มีคุณค่า
2. ทำการบ้าน Mindset กันได้ดีมาก
3. บรรยากาศ รดน้ำดำหัวมีคุณค่าสำหรับผมมาก ทีมทุกคนก็มีความอบอุ่น เป็น Step ที่สำคัญมากสำหรับชีวิตพวกเรา
4. ความใฝ่รู้ต้องมีต่อๆไป
5. ช่วยส่ง Blog มาด้วยนะครับว่า 2 วันที่ผ่านมาได้อะไร?
6. อ่าน Time และ Mojo ด้วย
7 อีก 3 ครั้ง ก็จบแล้วคงเหงาน่าดูครับ
มอง HR ในมุมใหม่ แต่มีคุณค่าต่อธุรกิจหรือองค์กรอย่างมาก ซึ่งอาจจะสรุปได้ว่า 2 ประเด็นใหญ่ๆที่สำคัญก็คือ
- จุดแรก HR ต้องเป็นตัวกระตุ้น ให้เกิดการเปลี่ยนแปลง Change เพราะองค์กรอยู่นิ่งไม่ได้ Ulrich เรียกว่า HR เป็น Change Agent ผู้กำหนดการเปลี่ยนแปลง
- และจุดที่สองก็คือ HR ไม่ได้ทำงานใดๆอีกต่อไป จะต้องมีการทำงานควบคู่กับ Line Manager อื่นๆ จึงเรียกบทบาทใหม่ของ HR ว่าเป็น Strategic Partners พันธมิตรทางยุทธศาสตร์ ซึ่งทำให้วงการ HR ปรับตัวอย่างมาก
ทำไมคนในโลกมีพฤติกรรมที่แตกต่างกันคนหนึ่งพร้อมที่จะเรียนรู้ สาเหตุเป็นเพราะความเชื่อหรือกรอบความคิด (Mindset) ซึ่งมี 2 แนวทาง 1. Fixed Mindset: เป็นความเชื่อที่ว่าคุณสมบัติต่างๆได้ถูกจารึก สลักมาแล้วไม่สามารถเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องของพันธุกรรม 2.Growth Mindset : เป็นความเชื่อที่ว่าคุณสมบัติพื้นฐานเป็นสิ่งที่สามารถพัฒนาได้ สามารถเปลี่ยนแปลงได้ โดยการศึกษา การฝึกฝน ประสบการณ์ ปัจจัยสำคัญที่ทำให้คนเป็นผู้เชี่ยวชาญได้หรือไม่ได้ขึ้นอยู่กับคุณสมบัติตายตัวตั้งแต่เริ่มเป็นการทุ่มเทอย่างมีเป้าหมาย ไม่เสมอไปที่คนฉลาดสุดในตอนเริ่มต้นจะเป็นคนฉลาดที่สุดในตอนท้าย ความคิดที่ยอมรับสำหรับตัวเองจะมีผลอย่างไรลึกซึ้งต่อชีวิตในวันข้างหน้าความเชื่อ ความเชื่อที่ว่าคุณสมบัติของคุณถูกจารึกไว้แล้วไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้จะนำไปสู่กลุ่มความคิดและการกระทำแบบหนึ่ง ในความเชื่อที่ว่าคุณสมบัติของคุณสามารถผู้คนมากขึ้นมาได้จะก่อให้เกิดกลุ่มความคิดและการกระทำที่แตกต่างกัน อะไรเป็นสามารถทำให้บางคนไม่ยอมเรียนรู้ ทุกคนเกิดมาพร้อมแรงขับที่เข้มข้นต่อการเรียนรู้ ทารกเพิ่มตามสามารถของตัวเองทุกวันไม่ใช่แค่เพียงความสามารถทั่วไป แต่งานที่ยากที่สุดในชีวิตด้วยเช่นการเรียนรู้ที่จะเดินและหยุด เด็กทารกไม่เคยตัดสินว่ามันยากเกินไปหรือไม่คุ้มค่าที่จะทำ ไม่กังวลว่าทำผิดหรือรู้สึกอับอาย พวกเขาเดินหกล้ม ลุกขึ้น และมุ่งไปข้างหน้าอย่างช้าๆ อะไรสามารถที่จะหยุดการเรียนรู้อันเริงร่านี้ คำตอบคือ กรอบความคิดจำกัด (Fixed Mindset) ทันทีที่เด็กสามารถประเมินค่าตัวเองได้ เด็กบางคนก็จะเริ่มกลัวความท้าทาย กลัวตัวเองไม่ฉลาด เด็กจำนวนมากปฏิเสธโอกาสที่จะเรียนรู้ หลายคนมีพื้นฐานทั้ง 2 กรอบความคิด คนเราสามารถมีกรอบความคิดแตกต่างกันในเรื่องที่ต่างไป เช่น อาจคิดว่าความสามารถทางศิลปะมีจำกัด แต่ความฉลาดสามารถพัฒนาได้ หรือสามารถพัฒนาบุคลิกภาพได้ตามความคิดสร้างสรรค์สามารถพัฒนาได้ กรอบความคิดแบบใดที่มีต่อเรื่องราวหนึ่ง จะเป็นตัวชี้นำต่อเรื่องราวนั้นๆ ประเด็น: คุณสามารถเปลี่ยนแปลงกรอบความคิดของคุณได้ กรอบความคิดเป็นเพียงเรื่องของความเชื่อ เป้นความเชื่อที่มีอำนาจทรงพลัง ซึ่งอยู่ในใจคุณ และคุณสามารถเปลี่ยนแปลงได้
Fixed mindset ( กรอบความคิดจำกัด) ความเฉลียวฉลาดและความสามารถเป็นสิ่งตายตัวนำไปสู่ความอยากดี อยากเก่ง ดังนั้นจึงมีแนวโน้มที่จะ... ความท้าทาย หลีกเลี่ยงความท้าทาย อุปสรรค ล้มเลิกความตั้งใจได้ง่าย ความพยายาม มอง ความพยายาม ว่าไม่มีประโยชน์ คำวิจารณ์ ละเลยคำวิจารณ์ที่มีประโยชน์ ความสำเร็จของผู้อื่น รู้สึกหวาดกลัวต่อความสำเร็จของผู้อื่น ผลก็คือ พวกเขาอาจจะก้าวหน้าในช่วงต้นแต่บรรลุผลสำเร็จต่ำกว่าศักยภาพอันเต็มที่
Growth mindset กรอบความคิดเติบโต ความเฉลียวฉลาดและความสามารถเป็นสิ่งที่พัฒนาได้ นำไปสู่ความอยากเรียนรู้ ดังนั้น จึงมีแนวโน้มที่จะ... ความท้าทาย ชอบความท้าทาย อุปสรรค ยืนยันที่จะสู้ความพ่ายแพ้ ความพยายาม เห็นความพยายามเป็นเส้นทางสู่การเรียนรู้ คำวิจารณ์ เรียนรู้จากคำวิพากษ์วิจารณ์ ความสำเร็จของผู้อื่น พบบทเรียนและแรงดลใจจากความสำเร็จของผู้อื่น ผลก็คือ บรรลุผลสำเร็จอย่างไม่เคยมีมาก่อน
ทำอย่างไรถึงเปลี่ยน Mindset ของคน EGAT ให้บ้าคลั่งความรู้ พร้อมทำงานมุ่งสู่วิสัยทัศน์ ปัญหาที่เป็นอุปสรรค ขัดขวางการเรียนรู้ 1. ไม่รู้ว่าจะเรียนรู้ไปทำไม ไม่มีเป้าหมาย 2. เรียนรู้ไปก็เท่านั้น ไม่เห็นความก้าวหน้าชัดเจน 3. ความสามารถไม่ถึง ไม่สามารถเรียนรู้ได้ ขาดทักษะ ไม่ได้เรียนมาก่อน อายุมากแล้ว 4. แค่นี้ก็พอแล้ว ไม่ต้องการความก้าวหน้า 5. เก่งอยู่แล้วไม่จำเป็นต้องเรียนรู้ 6. ไม่จำเป็นต้องเรียนรู้ ใช้วิชามารเส้นใหญ่ก้าวหน้าดี 7. รู้มากเดือดร้อน ทำงานมากขึ้น 8. เก่งมากจะต้องถูกย้าย เดือดร้อนครอบครัว 9. ต้องลงทุน ซื้ออุปกรณ์ ตามเทคโนโลยี วิธีการ 1. ทำเป้าหมาย วิสัยทัศน์ ให้ชัดเจน พร้อมสื่อให้ทุกคนเข้าใจ ชนิดที่ให้ฝังอยู่ในใจผู้ปฏิบัติงานทุกระดับ 2. ให้มีระบบ Career Path ที่ชัดเจน 3. มีระบบการแข่งขัน อย่างเป็นธรรมเป็นที่ยอมรับ 4. มีนโยบายส่งเสริมให้เกิดองค์กรแห่งการเรียนรู้ อย่างเป็นระบบอย่างต่อเนื่องให้ทุกคนมีส่วนร่วมในกาใช้ระบบ 5. สร้างความแข็งแรงให้หน่วยงาน พัฒนาบุคลากร วิจัยพัฒนาผลักดันสนับสนุนให้เกิด Innovation 6. ให้มีการฝึกอบรมอย่างเป็นระบบอย่างต่อเนื่อง และทั่วถึง 7. มีระบบกาแข่งขันสร้างผลงาน 8. สร้างแรงจูงใจ แรงบันดาลใจ 9. สร้างให้เกิดความภาคภูมิใจ ต่อองค์กร ต่ออาชีพ ต่อตัวเอง 10. ปลูกฝังทัศนคติเชิงบวก สร้าง Growth Mindset
24 เม.ย.55 บุคลิคภาพของผู้บริหารยุคใหม่โดย หม่อมราชวงศ์ เบญจา ไกรฤกษ์
๐แนวคิด Blue Ocean กับการทำงานของ กฟผ.โดย ดร.กุศยา ลีฬหาวงศ์
มีการเตรียม Script, การจัดโครงร่างการพูดโดยยึดหลัก Power of 3เพื่อจัดลำดับและระเบียบของเนื้อหาที่จะพูด โดยต้องมีประเด็นปัญหา ทางออก และประโยชน์ที่ได้ การจัดลำดับที่ไม่ดีจะทำให้ผู้ฟังสับสน การนำเสนอโดยใช้รูปภาพจะให้ ผลลัพธ์ ที่ดีกว่าตัวหนังสือ
๐ผู้นำกับการสร้างทุนทางจริยธรรมในองค์กร โดย คุณดนัย จันทร์เจ้าฉาย
ทำไมคนในโลกมีพฤติกรรมแตกต่างกัน คนหนึ่งพร้อมที่จะเรียนรู้ อีกคนหนึ่งหยุดการเรียนรู้ คนที่มีพฤติกรรมหยุดการเรียนรู้จะมีลักษณะเข้าข้างตัวเองคิดว่าตัวเองเก่งและดูดีอยู่แล้ว เขามองว่าความเฉลียวฉลาด ,ความรู้,ประสบการณ์ที่เขาได้สะสมมาจนถึงวันนี้เพียงพอแล้ว สำหรับตัวเขาเชื่อว่าเหนือกว่าทุกคน(ในองค์กร)เขาคิดว่าเป็นพรสวรรค์ เขาไม่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้ความพยายามที่จะเรียนรู้หรือต้องปรับปรุงแก้ไข เขามองข้ามและไม่สนใจคำวิพากวิจารณ์
หากมีข้อผิดพลาดเขาก็จะแก้ตัวโดยการโทษคนอื่นหรือปัจจัยภายนอกอื่น ซึ่งไม่ใช่เกิดจากเขา
ทำอย่างไร จึงจะเปลี่ยนMindset ของคน EGAT ให้บ้าคลั่งความรู้ พร้อมทำงานมุ่งสู่วิสัยทัศน์ ก่อนอื่นต้องมาค้นหาก่อนว่าคน กฟผ.มีกรอบความคิดแบบ Fixed Mindsetหรือไม่? หากเป็นเช่นนี้จริงมีปัจจัยอะไรที่ทำให้เป็นเช่นนี้?จากเรื่องราวที่บอกเล่าผ่านหนังสือMindsetในบทที่5 Business:Mindset And Leadership มีตัวอย่างของ CEO ที่เป็นแบบอย่างด้าน Growth Mindsetหลายท่าน ในส่วนของ กฟผ.คงต้องนำมาพิจารณา และผมเห็นว่าคงต้องเริ่มจากบนลงล่าง การยอมรับคำวิพากษ์วิจารณ์และค้นหาจุดอ่อนจริงๆของเราอย่างตรงไปตรงมา และแสดงออกอย่างมุ่งมั่นที่จะปรับปรุง สร้างให้คนกฟผ.เกิดแรงบันดาลใจ พร้อมกับสร้างแรงจูงใจให้เกิดความพยายามและทุ่มเท
Self Study & Assignment (2) วันที่ 30 มี.ค. – 23 เม.ย. 55 อ่านหนังสือ Mindset 1. ทำไมคนในโลกมีพฤติกรรมแตกต่างกัน คนหนึ่งพร้อมที่จะเรียนรู้ อีกคนหยุดเรียนรู้
Self Study & Assignment (2) วันที่ 30 มี.ค. – 23 เม.ย. 55 อ่านหนังสือ Mindset
ในโลกนี้แบ่งคนเป็นสองจำพวก คือ พวกที่เรียนรู้และพวกที่ไม่ยอมเรียนรู้ คนที่ไม่ยอมเรียนรู้เป็นคนที่มีกรอบความคิดจำกัด (Fixed Mindset) เป็นคนที่มีความเชื่อว่าคุณสมบัติของคนเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ เป็นเรื่องของพันธุกรรม หรือพรสวรรค์ ไม่สามารถพัฒนาได้ ตรงกันข้ามกับคนที่เรียนรู้ คนพวกนี้เป็นคนที่มีกรอบความคิดเติบโต (Growth Mindset) เชื่อว่าคุณสมบัติของคนเรา เช่นสติปัญญา เป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้ โดยพัฒนาจากการเรียนรู้ จากความเพียรพยายาม และประสบการณ์
วิธีเปลี่ยน Mindset ของคน EGAT
- ผู้บริหารกำหนดเรื่องการสร้าง Learning Organization (LO) เป็นนโยบายในองค์กรอย่างชัดเจน และ มุ่งมั่น
- สร้าง Motivation and Inspiration ให้เกิดในคนทุกระดับขององค์กร กระตุ้นให้เกิด LO
- กำหนดระบบการวัดผล ตัวชี้วัดที่ชัดเจนและวัดได้ ในทุกระดับของคนในองค์กรในการทำ LO
Mindset
แต่อย่างไรก็ตามเราสามารถเปลี่ยนแปลงกรอบความคิดของเราได้
การจัดการพลังงานและสิ่งแวดล้อมเพื่อชุมชน
จากการที่ได้ไปอบรมผู้นำแห่งทศวรรษใหม่กับกิจกรรม CSR ที่เขื่อนท่าทุ่งนาระหว่าง 27 - 29 มี.ค 55 โดยมีการจัดให้ร่วมเสวนากับผู้นำชุมชนและตัวแทนชุมชนทั้งที่ชุมชนช่องสะเดาและชุมชนท่าน้ำชุกโดน ทำให้ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆและได้รับประสบการณ์ที่ไม่สามารถหาได้จากการอบรมในหลักสูตรไหนๆอีก เป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ซึ่งเข้าใจว่าเป็นความประสงค์ของอาจารย์ที่ต้องการให้ผู้ที่จะเป็นผู้นำในอนาคตต้องศึกษา เข้าใจ เรียนรู้และใกล้ชิดกับชุมชนให้มาก เพราะการที่จะได้ใจจากชุมชนเพื่อสร้างเป็นเครือข่ายและช่วยสนับสนุนกิจการที่ กฟผ.จะต้องทำต่อไปโดยมีอุปสรรคลดน้อยลง ไม่มีการต่อต้านที่ไม่มีเหตุผลนั้น ก็ต้องเป็นพันธมิตรกับชุมชนให้มากที่สุด สร้างความเจริญอย่างยั่งยืนให้กับชุมชนโดยใช้ความต้องการของชุมชนเป็นตัวตั้งแล้วให้ชุมชนช่วยกันทำ ร่วมกันพัฒนาโดยเราช่วยสนับสนุนในส่วนอื่นๆที่จะนำพาให้โครงการนั้นๆสำเร็จได้จริงและอยู่อย่างยั่งยืน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อ กฟผ. ต่อไปเพราะชุนชนเหล่านั้นจะช่วยเป็นกระบอกเสียงให้ กฟผ.ในภารกิจและความรับผิดชอบที่จะต้องดำเนินการต่อไปในอนาคต
Mindsets
จากที่ได้อ่านหนังสือ Mindsets พอสรุปได้ว่า
ทำไมคนในโลกมีพฤติกรรมแตกต่างกัน คนหนึ่งพร้อมที่จะเรียนรู้ อีกคนหยุดการเรียนรู้ เพราะว่าคนแต่ละคน
คนหนึ่งพร้อมที่จะเรียนรู้ เพราะเขามีกรอบความคิดแบบ growth Mindset เขามีความเชื่อว่าความสามารถ ความเก่ง สามารถพัฒนาได้ การเรียนรู้สิ่งใหม่ๆเป็นการพัฒนาตนเอง การเรียนรู้ต้องมาก่อนเป็นอันดับแรก ไม่กลัวความล้มเหลว กล้าที่จะเผชิญความเป็นจริง ความสำเร็จเป็นเรื่องของการเรียนรู้ รู้จักไข่วคว้าฉวยโอกาสนั้นไว้
ส่วนคนที่หยุดการเรียนรู้ เพราะเขามีกรอบความคิดแบบ fixed Mindset ซึ่งส่งผลให้กลายเป็นคนที่ไม่ยอมเรียนรู้ เขามีความเชื่อว่าคนฉลาดควรจะประสบผลสำเร็จทุกครั้ง ต้องมั่นใจว่าตัวเองทำได้ถ้าไม่มั่นใจจะไม่ทำ คนมีความฉลาดอยู่ในระดับหนึ่งและไม่สามารถทำอะไรเพื่อที่จะเปลี่ยนแปลงมันได้ ไม่ต้องการจะเปิดเผยข้อบกพร่องของตน
ทำอย่างไรถึงเปลี่ยน Mindset ของคน กฟผ. ให้บ้าคลั่งความรู้ พร้อมทำงานมุ่งสู่วิสัยทัศน์
ผมมีความเห็นว่าต้องมีการอบรมและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ พร้อมยกตัวอย่างของผู้ที่ประสบความสำเร็จจากกรอบความคิดแบบ growth Mindset และผู้ที่ประสบความล้มเหลวจากกรอบความคิดแบบ fixed Mindset มากๆ นั่นคือต้องพยายามเปลี่ยนกรอบความคิดแบบ fixed Mindset ให้เป็นกรอบความคิดแบบ growth Mindset ให้ได้
งานวันที่ ๒๗-๒๘-๒๙ มี.ค. ครับ วันที่ ๒๗ มี.ค. ๒๕๕๕ สิ่งที่ได้รับ ๑.) เปรียบเทียบการบริหารจัดการเรื่องคน ระหว่าง ปูนซิเมนต์กับ กฟผ. ปูนฯ ร่วมกับ ญี่ปุ่น เน้นการพัฒนา คน ส่วนของ กฟผ.เรา ยังไม่ชัดเจน จริงไหม? น่าจะจริง เพราะการพัฒนาคน ไม่ได้มุ่งเน้นตั้งแต่การรับ (ถึงแม้ปัจจุบันจะเริ่มมีบ้างแล้วก็ตาม) อีกทั้งการสร้าง Carrier Path&Sucession Plan ไม่ชัดเจน ๒.) ในองค์กร กฟผ. ดูเหมือนยังไม่ให้เกียรติผู้ปฏิบัติงานในทุกระดับชั้น อาจจะทำให้การพัฒนางาน คน ไม่ยอมรับกัน ๓.) ในการทำกิจกรรมเพื่อสังคม ถ้าทำให้ยั่งยืน และเห็นผลแบบ Win-Win ต้องทำ Brand EGAT ให้ได้ (ทำแบบดาวกระจาย มีบ้าง แต่อย่าเป็นวิธีการหลัก) ๔.) กฟผ. ยังไม่มีความชัดเจน ในเรื่อง นโยบายการรับมือ AEC ๕.) จากรองผู้ว่าฯ เมืองกาญจนบุรี มีลักษณะภูมิประเทศ ๓ แบบ คือ โซนเกษตร / โซนเศรษฐกิจ / โซนแห้งแล้ง น่าจะบริหารจัดการยาก และแถมด้วยค่าแรงต่างด้าวถูกกว่ากันมากๆ ด้วย ปัญหาปัจจุบันที่ได้รับรู้มีอยู่ ๒ ประเด็น คือ เขื่อนฯ จะแตกไหม (๕.๖ ริกเตอร์ยังสามารถทนได้ ไว้ใจได้) ช้างป่ามีมากถึง ๒๐๐ ตัว (กั้นแนวไว้แต่ยังไม่ได้ผล ๑๐๐%) คำคมจากรองผู้ว่าฯ เมืองกาญฯ "เติมเต็มในสิ่งที่ขาด ไม่ใช่ไปสร้างแต่สิ่งใหม่ๆ ที่เขาไม่ต้องการ" ๖.) การจัดการพลังงานและสิ่งแวดล้อมเพื่อชุมชน ; พลังงาน, สิ่งแวดล้อม เป็นเรื่องของชุมชนทั้งสิ้น ฉะนั้น ทำอะไรในเรื่องพลังงาน และสิ่งแวดล้อม ต้องให้ชุมชนรับรู้ รับทราบ แต่กลุ่มที่ต่อต้านก็มี ๒ กลุ่ม คือ กลุ่มที่ต้องการผลประโยชน์ และกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจริงๆ การสื่อสารให้รับรู้ จึงต้องใช้วิธี การเข้าถึง คือ แบบ Face to Face วันที่ ๒๘ มี.ค. ๒๕๕๕ สิ่งที่ได้รับ ๑.) ผญบ. วสันต์ สุนจิรัตน์ บ้านช่องสะเดา (มี ๖๖ ครัวเรือน) ปลามาเลี้ยงแบบยั่งยืน และสอนให้เรียนรู้ ทำป่าให้สมบูรณ์โดยร่วมกันทำฝาย EADP#8 ได้ร่วมเปิดศักราชแรก โดยสนับสนุนโครงการของชุมชน "เกษตรไข่ไก่" ให้คุณสุเมธฯ ช่วยจัดซื้อไก่ให้ ผญบ.วสันต์ และจะติดตามดูผลความก้าวหน้าต่อไป ๓.) ในส่วนของ AEC คนไทยต้องเอาจุดเด่นในความเป็นไทย มาสร้างเป็น Brand Story และต้องเพิ่มราคาโดยขายตัวสินค้าพร้อมบริการ กฟผ. สามารถสนับสนุนในเรื่องการศึกษาได้ โดยตั้ง ศูนย์การเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ ให้กับชุมชนได้ วันที่ ๒๙ มี.ค. ๒๕๕๕ สิ่งที่ได้รับ ๑.) ชุมชนท่าน้ำชุกโดน (มี ๒๑๐ ครัวเรือน) : ประธานชุมชน คือคุณบำเพ็ญฯ เป็นพนักงาน SCG ได้เสนอโครงการฯ ของบจาก SCG (SCG มีโครงการปันโอกาส วาดอนาคต) ๒.) เริ่มโครงการตั้งแต่ ทำถังดักไขมัน ขยายผลทำแก๊ส ฯลฯ ซึ่งทำด้วยความเต็มใจ สร้างความภูมิใจให้คณะ และสร้างภูมิทัศน์ให้ชุมชน เศรษฐกิจของชุมชนดีขึ้น ขั้นตอนการดำเนินงาน ; ต้องทำโครงการ --> ไปนำเสนอของบ --> ซื้อของจากร้าน SCG --> ถ้าเกินงบต้องออกเงินเอง --> รายงานต่อโครงการ --> มาทำเองโดยถ้าเป็นวันทำงาน ต้องลามา ความสำเร็จของโครงการชุมชนท่าน้ำชุกโดน : ๑๐๐% ปัจจุบันมีการไปดูงานเป็นประจำ และจะออกสื่อเป็นตัวแทนของ SCG นายไววิทย์ สุขมากผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการภาคเหนือ-ปฏิบัติการ (ช.อปน-ป.)โทร. ๐๔-๗๔๑-๕๑๐๑, ๗๐-๖๘๘๔๑Office ๐-๕๕๒๑-๕๙๙๗ มือถือ ๐๘-๙๒๐๐-๑๔๗๓โทรสาร ๐๔-๗๔๑-๕๑๙๐
24 เม.ย.55 -บุคลิกภาพของผู้บริหารยุคใหม่โดย หม่อมราชวงศ์ เบญจภา ไกรฤกษ์
การแต่งกายต้องเหมาะกับกาลเทศะ การมีบุคลิกภาพที่ดี จะสร้างความประทับใจกับผู้พบเห็น
จะต้องมีทักษะในการเจรจา มีความรอบรู้ มีกลยุทธ์
ที่ทรงงานเพื่อราษฏรอย่างหนักตลอดพระชนม์ชีพ แต่คนไทยละเลยในการปฏิบัติตาม ลืมพระคูณท่าน มีผลสภาพสังคม การเมืองแตกแยก ขาดความสามัคคี ขาดจริยธรรม ประเทศพัฒนาช้ากว่าประเทศอื่นๆที่เคยอยู่ในระดับเดียวกัน สำหรับแนวคิดเพื่อการดำรงชีวิตควรภูมิใจในการเป็นตัวตนของเรา ทำตัวให้มีคุณค่า คบเพื่อนที่ดี รู้จักชมคนเมื่อเขาทำดี
การบ้าน 1
วันที่ 24 เม.ย 55
บุคลิกภาพของนักบริหารยุคใหม่ (2)
มารยาทการเข้าสังคมและการเจรจาธุรกิจเพื่อสร้างความประทับใจ
ได้ทราบถึงมารยาทการเข้าสังคม โดยการปฏิบัติตนเพื่อการเข้าสังคมต้องสร้างความประทับใจเมื่อแรกพบ ซึ่งมีสิ่งที่ต้องคำนึงคือ การแต่งกาย กริยาท่าทาง ความสะอาดเรียบร้อยและสุขอนามัย การพูด และจิตใจ
- การปฏิบัติตนเมื่ออยู่ต่อหน้าผู้ใหญ่ ในเรื่องการนั่ง การยืน การเดิน
- การไปงานศพ ควรไปก่อนเวลา กราบพระให้ถอดรองเท้า จุดธูปเคารพศพ 1 ดอก ตั้งใจอุทิศส่วนกุศลให้กับผู้วายชนม์ ตั้งใจรับพรจากพระ ลาศพและเจ้าภาพก่อนกลับ การแต่งกายควรแต่งชุดดำล้วน ผู้ชายควรผูกเน็กไทสีดำ
- การเดินถนน ควรเดินตัวตรง เดินทางซ้ายของสุภาพสตรี หลีกทางเมื่อเดินสวนหรือเดินนำหน้าผู้อาวุโส ผู้พิการ
- มารยาทในการสนทนา ควรฟังมากกว่าพูด คุยเรื่องที่มีสาระและมีความรื่นรมย์ สร้างอารมณ์ขันอย่างสุภาพ และละเว้นการสนทนาที่กระทบกระเทือนจิตใจผู้ฟัง
- การเจรจาธุรกิจ ต้องใช้กลยุทธ์และทักษะของตนเองมาก มีลักษณะของการใช้สามัญสำนึกและการต่อรองที่ดี การเจรจาต้องขึ้นอยู่กับความพอใจทั้ง 2 ฝ่าย
- คุณสมบัติของนักเจรจาคือ ต้องมีบุคลิกภาพดี มีความรู้มากและมีศิลป์ในการสื่อ จูงใจโน้มน้าวเก่งและเป็นนักประนีประนอมที่ดี
แนวคิด Blue Ocean กับการทำงานของ กฟผ. และการปรับใช้เพื่อสร้างโครงการแบบนวัตกรรมของ กฟผ.
- Blue Ocean (น่านน้ำสีคราม) คือพื้นที่ในตลาดที่ยังไม่มีการจับจอง มีความต้องการ มีโอกาสเติบโตและสร้างผลกำไรได้อย่างมหาศาล
- การคิดนอกกรอบเพื่อที่จะหา Blue Ocean ให้องค์กรได้จะต้องมี Positive Thinking ซึ่งมีความสำคัญมากที่สุด เป็นการคิดเชิงบวก คิดว่าทุกสิ่งเป็นไปได้ และเป็นฐานของ Creative Thinking
- Blue Ocean Strategy เป็นการหลีกเลี่ยงการแข่งขันที่ทำให้เกิดการบาดเจ็บทั้ง 2 ฝ่าย โดยองค์ที่ใช้กลยุทธ์ดังกล่าวจะไม่สนใจต่อการแข่งขันหรือตัวคู่แข่งเท่าใด เรียกได้ว่าจะไม่เข้าไปแข่งขันในตลาดเดิมๆ แต่พยายามสร้างตลาดหรืออุตสาหกรรมใหม่ๆที่ยังไม่มีใครสร้างหรืดเข้าไป
- 6 Principles of Blue Ocean Strategy
หลักการสร้าง ( Formulation Principles )
หลักการปฏิบัติ ( Execution Principles )
- Value Innovation ( นวัตกรรมเชิงคุณค่า ) เป็นการแสวงหาความต่างและการมีต้นทุนต่ำในเวลาเดียวกัน ซึ่งเป็นหัวใจของ Blue Ocean
วันที่ 25 เม.ย 55
Art & Feeling of Presentation
- การ Movement เป็นการใช้สมองซีกขวา การ Make a move คือการทำให้ร่างกายตื่นตัวก่อนเริ่มกิจกรรมอื่นๆ
- การมีความฝันทำให้เกิดจินตนาการ ทำในสิ่งที่รักและรักในสิ่งที่ทำจะเกิด Passion
Passion + Inspiration = Innovation
-การนำเสนอต้องพยายามยิงเข้าเป้า โดยใช้ Power of 3 ซึ่งเป็นการจัดหมวดหมู่ในการจำ ในการคิดไม่ให้กระจัดกระจาย โดยสร้างภาพเป็นรูป 3 เหลี่ยม ที่แต่ละมุมจะเป็นหัวข้อประเด็น คือ ปัญหา ทางออก และประโยชน์หรือผลลัพธ์ที่จะได้
- สมองด้านขวาคือท่าทาง รูปภาพ จะเร้าใจผู้ฟัง 97 %
- สมองด้านซ้ายคือคำพูด จะเร้าใจผู้ฟัง 3 %
ผู้นำกับการสร้างทุนจริยธรรมในองค์กร
- พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทรงเป็นต้นแบบผู้นำ แต่คนไทยทำไมถึงไม่ทำตาม เพราะคนเห็นแก่ตัว คนในสังคมขาดจริยธรรม ลืมง่าย คิดถึงประโยชน์ส่วนตัวมากกว่าส่วนรวม
- สิทธิที่สำคัญที่สุดของการเกิดเป็นมนุษย์ คือสิทธิเสรีภาพในการเลือก คุณธรรม จริยธรรมเป็นสิ่งที่เราเลือกเองรู้เอง สิ่งใดควร ไม่ควร
- อย่าปล่อยให้ความดีไม่มีที่อยู่ อย่าปล่อยให้คนดีไม่มีที่ยืน
- เราทุกคนเรียนรู้ได้ตลอดเวลา เป็นการกระตุ้นการทำงานของสมองซีกขวา คือมีความตั้งใจ มีสติสัมปชัญญะ ไม่ใช่ความเคยชิน
- สมองซีกซ้ายมีไว้คิด สมองซีกขวามีไว้รู้ ทำอะไรให้รู้สึกตัว เป็นการสร้างพลังและมีความสุข
- สังคมไทยเป็นสังคมมุฑิตาจิต ต้องเรียนรู้ที่จะชมคน
- การสร้างคุณค่าและความสุขในตัวเราเอง เพราะเราคือประติมากรรมชิ้นเอก มีหนึ่งเดียวในโลก เราต้องไม่ใช้ชีวิตตามความคาดหวังของคนอื่น ทุกข์จะเกิดทันทีที่เราเปรียบเทียบ ต้องมีความกล้าหาญในการยอมรับในสิ่งที่เราเป็น
- แนวทางการสร้างความรับผิดชอบต่อสังคม นอกจากกฟผ. ทำ CSR แล้ว ให้ทำ ISR ( Individual Social Responsibility ) ด้วย
- หน้าที่ของคนไทยทุกคนต้องช่วยทำให้ประเทศไทยเป็นต้นแบบของโลก คือ การที่คนไทยมีจิตสำนึกในการรับผิดชอบต่อสังคมและส่วนรวม
การบ้าน 2 : การอ่านนิตยสาร Time
การประกาศรายชื่อ 100 บุคคลที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลกของนิตยสารไทม์ จัดมาเป็นครั้งที่ 9 แล้วซึ่งจะมีการแบ่งกลุ่มออกเป็น 5 ประเภท คือ
บุคคลที่ชื่นชอบ
1. Jeremy Lin นักบาสเก็ตบอล NBA เชื้อสายจีน เขาเป็นนักกีฬาอาชีพระดับ world-class เมื่ออยู่ในสนาม เขาเป็นนักศึกษาคณะเศรษฐศาสตร์ที่มีผลการเรียนยอดเยี่ยม เขาเป็นผู้ที่มีความกล้าหาญ อดทน มีวินัยและมีคุณธรรม จริยธรรม
2. Novak Djokovic นักเทนนิสชาวเซอร์เบีย เมื่อปี 2007 ยอโควิช อยู่อันดับ 3 ของโลก และเมื่อปี 2011 เขาเพิ่มการฝึกเรื่องการตีที่เส้น Base line เขาขึ้นมาเป็นมือ 1 ของโลกโดยได้แชมป์ Australian Open , Wimbledon, U.S. Open และเมื่อต้นปี 2012 เขาชนะนาดาลใน Australian Open ใน 5 เซ็ท ใช้เวลาเกือบ 6 ชั่วโมง ซึ่งเป็นผลมาจากการฝึกซ้อมอย่างหนักของเขา
3. ประธานาธิบดี U Thein Sein ( เต็งเส่ง ) เป็นประธานาธิบดีของพม่า อายุ 67 ปี ที่ได้พิสูจน์ตัวเขาเองว่าเป็นผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงประชาธิปไตยที่ไม่น่าเป็นไปได้มากที่สุดประเทศหนึ่งในโลก เขาพยายามขับเคลื่อนรัฐบาลประชาธิปไตยไปข้างหน้า ปรับปรุงเศรษฐกิจที่ล้าหลังที่สุดในโลกใหม่และการเจรจายุติความขัดแย้งของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆที่มีมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน ในขณะที่ประเทศยังถูก Sanctions อยู่ หากประสบความสำร็จมันจะเป็นรูปแบบสำหรับการเปลี่ยนไปสู่ประชาธิปไตยอย่างสันติ
4. Lionel Messi นักฟุตบอลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก อายุ 24 ปี ชาวอาเจนตินา เป็นผู้ที่มีความสามารถเป็นพิเศษและถ่อมตนอย่างเหลือเชื่อ เขาเล่นอยู่กับสโมสรบาเซโลน่าในสเปน มีความสูงแค่ 170 ซม. เป็นคนง่ายๆธรรมดาคนหนึ่ง เขารักการฝึกฝน เขาเล่นเพราะเขารักกีฬาฟุตบอลและเขาจะแสดงออกมาทุกครั้งที่ลงสนาม
5. Manal Al-Sharif สตรีชาวซาอุดิอารเบีย อายุ 32 ปี ลูก 2 คน หย่ากับสามีแล้ว ( ในประเทศซาอุฯ ห้ามผู้หญิงขับรถ ) ตัดสินใจ Post ภาพวีดิโอขณะขับรถของเธอบน Youtube เธอมีแรงบันดาลใจที่จะเคลื่อนไหวแม้ว่าจะถูกจำคุกเป็นเวลา 9 วัน และทำให้อับอายโดยเปิดเผยต่อสาธารณชน มีการรณรงค์การขัดขืนอย่างลับๆสนับสนุนให้ผู้หญิงขับรถไปร้านค้า คลีนิกหมอ หรือโรงเรียนของลูกๆได้ ในประเทศซาอุฯ ผู้หญิงจะต้องไว้ใจในสามี คุณพ่อและคนขับรถที่จ้างเพื่อที่จะไปยังที่ต่างๆ พวกเขามีความฝันอันยาวนานในสิทธิพิเศษนี้ ผู้หญิงที่ขับรถคนอื่นๆเคยติดคุกและบางคนถูกโบย แต่เพราะเธอ Al-Sharif ผู้หญิงซาอุฯกำลังเริ่มต้นที่จะได้เข้ามาเป็นผู้ขับรถเองได้
การบ้าน 3 : สิ่งที่สรุปได้จากการอ่านหนังสือ MOJO
- MOJO ความหมายดั้งเดิมเป็นเรื่องของความเชื่อในพลังที่เหนือธรรมชาติของเวทมนตร์วูดู ( voodoo charm )ในแอฟริกา ซึ่งทำให้คนมีพลังพิเศษที่จะทำสิ่งใดก็ประสบความสำเร็จ สามารถขจัดอุปสรรคที่ขัดขวางและผ่านการทดสอบไปได้อย่างง่ายดาย
- MOJO จะเกิดขึ้นเมื่อเวลาที่เราทำสิ่งใดอย่างมีเป้าหมาย มีพลังและคิดบวก และโลกก็รับรู้และเห็นคุณค่าในสิ่งที่เราทำ
- ต่อมาความหมายของ MOJO ได้กลายเป็นอารมณ์ความรู้สึกที่ดีที่เรามีต่อสิ่งที่เรากำลังทำในขณะนี้โดยจะเริ่มจากภายในก่อนจะแผ่รัศมีออกมาสู่ภายนอก
- MOJO จะเกิดขึ้นสูงสุดในเวลาที่เราได้รับทั้งความสุขและความหมายในสิ่งที่เรากำลังทำ หรือ MOJO คือสิ่งที่จะทำให้คุณได้พบทั้งความสุขและความหมายในชีวิต ( Happiness and Meaning )
- เราจะมี MOJO มากน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับปัจจัยสำคัญ 4 ประการ คือ
- MOJO Paradox เป็นความจริงที่ขัดแย้งกันเอง คือในขณะที่มนุษย์ทุกคนต่างบอกว่าสิ่งที่ต้องการที่สุดในชีวิตคือ ความสุขและการมีชีวิตที่มีความหมาย ( Happiness and Meaning ) แต่ปฏิกิริยาของคนที่มีต่อสิ่งใดๆ มักไม่ใช่เป็นการกระทำเพื่อแสวงหาความสุขและความหมายในชีวิตอย่างที่บอก แต่กลับกลายเป็นการตอบสนองทุกอย่างด้วยความเฉื่อยชา ( Inertia ) ซึ่งเป็นสิ่งที่คนเราทำมากที่สุดในชีวิตทุกๆวัน คือการที่เรายังคงทำทุกๆอย่างเหมือนเดิมเหมือนอย่างที่เราเคยทำมาต่อไป
- คุณอาจจะมองเห็นว่าถึงเวลาแล้วที่จะต้องเปลี่ยนแปลงสิ่งที่คุณกำลังทำ นั่นคือต้องตัดวงจรความเฉื่อยชา โดย
- สิ่งที่มีความหมายหรือสำคัญในชีวิตของคนที่ประสบความสำเร็จมีอยู่ 5 ตัวแปร คือ
24 เมษายน 2555
ได้เรียนรู้จากคุณอนุรัตน์ ก้องธรณินทร์ นักธุรกิจหนุ่มอนาคตไกลว่า ในโลกปัจจุบันธุรกิจครอบครัวจะอยู่รอดได้ ต้องให้ความสนใจคนที่อยู่รอบตัว(Stakeholders) และต้องปรับกรอบความคิดเป็นแบบ Growth Mindset ดังนั้น กฟผ. จะต้องปรับสภาพแวดล้อมให้พนักงานทำงานอย่างมีความสุข ส่งเสริมเรื่องความยุติธรรม ต้องถือว่าทุกคนเป็นเพื่อนร่วมงานและเปิดกว้างในการรับความคิดเห็นต่างๆ รวมทั้งผู้บริหารต้องปรับเปลี่ยนแนวคิดใหม่เป็นแบบ Growth Mindset
ได้เรียนรู้จาก หม่อมราชวงศ์เบญจภา ไกรฤกษ์ เกี่ยวกับการปฏิบัติตนในการเข้าสังคม เริ่มตั้งแต่ การสร้างความประทับใจเมื่อแรกพบ การแนะนำให้รู้จักกัน การสนทนา มารยาทในการร่วมงานต่างๆ ตั้งแต่งานพิธีสงฆ์ งานศพ งานเลี้ยงรับรอง มารยาทในการรับประทานอาหารซึ่งมีการสาธิตให้ดูด้วย ทำให้มีความมั่นใจมากขึ้นในการเข้าสังคมต่างๆ
ได้เรียนรู้จาก ดร.กุศยา ลีฬหาวงศ์ในเรื่อง Thinking Paradigm ที่มีอยู่ 4 ระดับด้วยกัน คือ Positive Thinking , Creative Thinking , Strategic Thinking และ Ethical Thinking ซึ่งสามารถนำไปใช้ในการปรับกระบวนการคิดของเราให้เป็นระบบมากยิ่งขึ้น ได้เรียนรู้เรื่องของ Red Ocean ซึ่งเป็นการแข่งขันกันทางธุรกิจอย่างเอาเป็นเอาตาย และทำให้เกิดการบาดเจ็บทั้ง 2 ฝ่าย แต่ Blue Ocean กลับตรงกันข้าม เป็นการทำธุรกิจแบบหาตลาดใหม่ สร้างผลิตภัณฑ์ใหม่เข้าไปในตลาด ซึ่งจะทำให้คู่แข่งล้าสมัยไปเอง ดังนั้น กฟผ. ควรนำเอาแนวคิด Blue Ocean มาใช้ เพื่อให้ กฟผ. สามารถอยู่รอดได้ในอนาคต
25 เมษายน 2555
อาจารย์จีระ หงส์ลดารมย์ ได้ทบทวนเรื่อง 4L’s , 2R’s และกฎของ Peter Senge ทั้ง 5 ข้อ รวมทั้งวิธีการคิด 4 แนวก่อนที่จะเริ่มทำงานใดๆ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสอนไว้ ได้แก่ ทำอะไร ทำอย่างไร ทำเพื่อใคร และทำแล้วได้อะไร
ได้เรียนรู้จากอาจารย์จิตรสุมาลย์ อมาตยกุล ในเรื่อง Art & Feeling of Presentation เป็นการฝึกการใช้สมองซีกขวาอย่างเป็นระบบ โดยใช้เกมส์ฝันอยากเป็นอะไร โดยให้ทุกคนในห้องได้เล่นหมด มีการทำท่าสัญลักษณ์ของสิ่งที่อยากเป็นในฝัน และให้ทุกคนพูดเชื่อมโยงสิ่งที่อยากเป็นเหมือนการเล่านิทานให้สอดคล้องกับเพื่อนก่อนหน้าเรา ก็สนุกดีครับเหมือนกลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง และอาจารย์ได้ให้สูตร Power of Dream 3 ซึ่งเป็นการจัดหมวดหมู่ในการจำ ไม่ให้กระจัดกระจาย เพื่อช่วยในกรณีที่เราลืมคำกล่าวในที่สาธารณะ โดยให้นึกถึงการพูดใน 3 ประเด็น คือ ปัญหา ทางออก และผลลัพธ์
ได้เรียนรู้จากอาจารย์ดนัย จันทร์เจ้าฉายในเรื่อง ผู้นำกับการสร้างทุนทางจริยธรรมในองค์กร ซึ่งท่านได้พูดถึง บุคคลต้นแบบที่เก่งที่สุดในเรื่องนี้ คือ ในหลวงของพวกเรานั่นเอง เห็นด้วยอย่างยิ่งครับ และท่านได้พูดถึงการแข่งขันในยุคนี้ เขาแข่งด้วย Speed of Trust กล่าวคือ ถ้าองค์กรไหนมีอัตราการเปลี่ยนแปลงภายในองค์กรช้ากว่าการเปลี่ยนแปลงภายนอกองค์กร แสดงว่า องค์กรนั้นใกล้จะถึงจุดจบ นอกจากนั้น อาจารย์ได้พูดถึง กลยุทธ์น่านน้ำสีขาวซึ่งเป็นแนวทางการดำเนินธุรกิจที่ไม่วางตัวเองเป็นศูนย์กลาง และไม่เห็นผลกำไรเป็นสิ่งสำคัญที่สุด แต่กลยุทธ์น่านน้ำสีขาว จะให้ความสำคัญกับทุกภาคส่วน รวมทั้งสภาพแวดล้อมรอบตัว และมีความยืดหยุ่นในตัวเองมากพอที่จะไม่ทำให้มองโลกแบบสุดโต่งจนเกินไป
วรวิทย์
สิ่งที่ได้จากการอ่าน Mojo
ผู้เขียนได้เรียกเหตุการณ์ที่ทีมของ Chrissy พลิกกลับมาชนะใน Set ที่ 2 ของการแข่งขันบาสเกตบอล ว่า“Mojo” ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อเวลาที่เราทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งอย่างมีเป้าหมาย มีพลัง และคิดในเชิงบวก รวมทั้งโลกได้รับรู้และเห็นคุณค่าในสิ่งที่เราทำ
ผู้เขียนได้สรุปความหมายของ Mojo ว่า “Mojo คือ ความภาคภูมิใจที่เรามีต่อสิ่งที่เรากำลังทำในขณะนั้น ซึ่งเริ่มจากภายในก่อน แล้วแผ่รัศมีออกไปสู่ภายนอก” เมื่อเกิด Mojo ขึ้นเราจะได้รับทั้งความสุข และความหมายในชีวิต
การวัด Mojo ในตัวเรา
องค์ประกอบ 4 อย่าง ที่คนเราจำเป็นต้องมีเพื่อที่จะสร้าง Mojo ที่ยอดเยี่ยมให้เกิดขึ้นในตัวเรา ได้แก่
1. ความเป็นตัวเรา (Identity) เราต้องรู้ว่าตัวตนของเราในความคิดของเราเป็นอย่างไร
2. การบรรลุผลสำเร็จ (Achievement) เราทำอะไรสำเร็จไปบ้าง
3. ชื่อเสียง (Reputation) คนอื่นคิดกับตัวเรา และสิ่งที่เราทำอย่างไร
4. การยอมรับ (Acceptance) เราต้องยอมรับความจริงว่า บางอย่างเราไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้
สิ่งที่จะนำเราไปสู่ Professional Mojo ประกอบด้วย
- แรงจูงใจ (Motivation)
- ความรู้ (Knowledge)
- ความสามารถ (Ability)
- ความไว้เนื้อเชื่อใจ (Confidence)
- ความเป็นตัวตนที่แท้จริง (Authenticity)
ความเป็น Professional Mojo ให้สิ่งต่อไปนี้แก่เรา
- ความสุข (Happiness)
- รางวัล (Reward)
- ความหมายในชีวิต (Meaning)
- การเรียนรู้ (Learning)
- ความรู้สึกซาบซึ้งใจ (Gratitude)
อย่างไรก็ตาม ยังมีหลายคนที่ดูเหมือนว่าตัวเองเป็นผู้ชนะ โดยเขาวัดจากปัจจัยภายนอกต่างๆ เช่น เงินทอง ความนับถือ อำนาจ สถานภาพ ซึ่งพวกเขาสามารถเอาชนะคนอื่นๆ ในการแข่งขันได้อย่างง่ายดาย แต่ทว่า ข้างในใจของพวกเขากลับไม่มีความสุข หรือไม่รู้สึกว่า ชัยชนะหรือความสำเร็จนั้นมีความหมายในชีวิต ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ก็เพราะคนเหล่านั้นขาด Mojo นั่นเอง
Mojo ไม่ใช่ความรู้สึกดีใจสุดขีด เมื่อเรารู้สึกว่ากำลังชนะ และไม่ได้หมายถึงความก้าวหน้าหรือความสำเร็จที่เราทำได้ หากแต่ Mojo คือ การเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของความรู้สึกข้างในใจของเรากับความรู้สึกที่เราแสดงออกภายนอกที่คนอื่นได้เห็น ที่เรามีต่อสิ่งที่เรากำลังทำ
Mojo Paradox
ความจริงที่ขัดแย้งกันเองที่เกี่ยวกับ Mojo คือ ในขณะที่มนุษย์ทุกคนต่างบอกว่า สิ่งที่ต้องการที่สุดในชีวิตคือ ความสุขและการมีชีวิตที่มีความหมาย แต่ปฏิกิริยาของคนเราที่มีต่อสิ่งใดๆ ในชีวิต มักไม่ใช่เป็นการกระทำเพื่อแสวงหาความสุขหรือความหมายอย่างที่เราบอก แต่กลับกลายเป็นการตอบสนองทุกอย่างด้วยความเฉื่อยชา พูดง่ายๆ คือ สิ่งที่คนเราทำมากที่สุดในชีวิตทุกๆ วันคือ การที่เรายังคงทำทุกๆ อย่างเหมือนเดิม เหมือนอย่างที่เราเคยทำมาต่อไป
ความเฉื่อยชานี้ได้ส่งผลต่อทุกๆ ส่วนในชีวิตของเรา ไม่เพียงแต่ในเรื่องที่ไม่สำคัญอย่างการดูทีวี แต่ยังรวมไปถึงเรื่องสำคัญที่สุดในชีวิต คือระดับของความสุขและการมีความหมายในชีวิตด้วย เมื่อเรารู้เช่นนี้แล้ว เราควรจะฉุก คิดมากขึ้น และถึงเวลาแล้วที่เราต้องเปลี่ยนแปลงสิ่งที่เรากำลังทำ นั่นคือ ตัดวงจรความเฉื่อยชาออกไปจากตัวเราให้ได้
ความเป็นตัวเรา (Identity) : เราต้องรู้ว่าตัวตนของเราในความคิดของเราเป็นอย่างไร
เราควรจะมองว่าตัวตนแท้จริงของตัวเองเป็นอย่างไรในปัจจุบัน โดยพิจารณาองค์ประกอบต่างๆ ที่ประกอบขึ้นเป็นตัวเราในตอนนี้ แล้วพิจารณาต่อไปว่า แต่ละองค์ประกอบที่รวมกันเป็นตัวเรานั้นมีที่มาจากอะไร แล้วดูว่า เรารู้สึกดีกับองค์ประกอบที่เป็นตัวเราหรือไม่ หากเรารู้สึกดี เราก็เพียงปรับปรุงมันให้ดีขึ้นไปอีก จากสิ่งที่เราเป็นในปัจจุบัน แต่ถ้าเราต้องการเปลี่ยนแปลงตัวตนของเรา
เราก็สามารถจะเปลี่ยนแปลงตัวตนใหม่ได้เพื่ออนาคต
การบรรลุผลสำเร็จ (Achievement) : เราทำอะไรสำเร็จไปบ้าง
มาตรวัดความสำเร็จของคนเรามี 2 บรรทัดฐานที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
ด้านหนึ่ง คือความสำเร็จที่ทำให้คนอื่นได้รับรู้ถึงความสามารถของเรา และผลคือการยอมรับจากคนอื่น นี่คือมาตรวัดความสำเร็จที่คนส่วนใหญ่มักนึกถึง เมื่อพูดถึงความสำเร็จ
อีกด้านหนึ่ง คือความสำเร็จที่มีแต่เราคนเดียวเท่านั้นที่รับรู้ และทำให้เรารู้สึกดีกับตัวเอง รู้สึกดีกับความสามารถของเรา
มาตรวัดความสำเร็จทั้ง 2 อย่าง ล้วนเป็นสิ่งที่ถูกต้องทั้งคู่
เมื่อเราเข้าใจความหมายของความสำเร็จแล้ว และมองเห็นสิ่งที่เราทำไปได้อย่างชัดเจนมากขึ้น ว่ามีทั้งความสำเร็จที่มีความหมายต่อตัวเอง และความสำเร็จที่มีความหมายต่อคนอื่นหรือต่อโลก ความเข้าใจที่ดีขึ้นนี้ จะช่วยให้เราเพิ่ม Mojo ในตัวเราได้ เราจะมองเห็นตัวตนของเราชัดขึ้น โดยไม่เข้าข้างตัวเอง เราสามารถจะตัดสินได้ว่า อะไรเป็นสิ่งที่สำคัญต่อชีวิตของเราจริงๆ ทำให้เราสามารถเลือกได้ว่า จะมุ่งเน้นและทุ่มเทความพยายามไปกับสิ่งที่มีความสำคัญต่อเราจริงๆ เท่านั้น พร้อมกับเลิกสนใจที่จะพยายามในความสำเร็จที่เราไม่ได้ต้องการ หรือไม่ได้เพิ่มความสุขหรือมีความหมายในชีวิตของเรา
เราสามารถเพิ่ม Mojo ในตัวเราได้ ด้วยการเปลี่ยนระดับของความสำเร็จที่เราตั้งไว้ เช่น ให้สูงขึ้นหรือต่ำลง ที่จะทำให้เรามีความสุขมากขึ้น รู้สึกชีวิตมีความหมายมากขึ้น หรือเปลี่ยนมาตรวัดหรือนิยามความสำเร็จเฉพาะของเราเอง ที่ไม่จำเป็นต้องเหมือนใคร แต่ทำให้เรารู้สึกว่า ชีวิตนี้ไม่ไร้ความหมาย
ชื่อเสียง (Reputation) : คนอื่นคิดกับตัวเรา และสิ่งที่เราทำอย่างไร
ชื่อเสียงมาจากการรวมตัวตนของเรา กับสิ่งที่เราทำสำเร็จ แล้วประกาศให้โลกรู้ แล้วดูว่าคนอื่นๆ จะคิดหรือตอบสนองอย่างไร ชื่อเสียงก็มาจาก การที่คนอื่นๆ ยอมรับ หรือปฏิเสธ ความเป็นตัวตนของเรา หรือสิ่งที่เราทำนั่นเอง ไม่ว่าเราจะเห็นด้วยกับความเห็นเหล่านั้นหรือไม่ก็ตาม หลายครั้งเรายังไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ ว่าเราได้รับการยอมรับหรือถูกปฏิเสธ สรุปคือ ตัวเราเองไม่อาจสร้างชื่อเสียงให้ตัวเองได้ เพราะชื่อเสียงเกิดจากความเห็นของคนอื่นๆ ที่มีต่อตัวเรา
การยอมรับ (Acceptance) : เราต้องยอมรับความจริงว่า บางอย่างเราไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้
การเป็นทุกข์กับอดีต และการกังวลเกี่ยวกับอนาคต จะทำลาย Mojo ของเราได้ง่ายๆ เพราะไม่เป็นผลดีต่ออารมณ์ของเรา และยังรบกวนการใช้วิจารณญาณและการตัดสินใจ ทำให้เรารู้สึกผิด และนำไปสู่การลงโทษตัวเอง เมื่อเราไม่สามารถยอมรับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น และปฏิเสธที่จะให้อภัยคนอื่น เรากำลังพกพาความโกรธแค้นและความรู้สึกลบติดตัวไปด้วยทุกหนแห่ง และทำให้ตัวเราหนักขึ้น ทั้งยังเป็นการจำกัดโอกาสของเราที่จะได้พบกับความสุขและความหมายในชีวิต เรากำลังฆ่า Mojo ของเราด้วยตัวเอง ไม่ใช่เพราะคนอื่น
การยอมรับความจริงและปล่อยวาง เป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้เราสามารถปลดปล่อยอารมณ์ที่เป็นลบ และเพิ่ม Mojo ในตัวเอง ครั้งต่อไปเมื่อมีใครมาทำให้เรารู้สึกโกรธแค้น เจ็บปวด ลองเลิกคิดหาเหตุผลความถูกต้องทุกอย่าง และลบความคิดทุกๆ อย่างที่เราเคยมีเกี่ยวกับคนคนนั้นออกไป ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่เขาทำในอดีต หรือเขาจะเป็นอย่างไรในอนาคต แล้วลองมองที่ตัวตนของเขาในปัจจุบัน มองให้เห็นว่าเขาเป็นอย่างที่เขาเป็น ลองคิดดูว่า ถ้าเรามีพ่อแม่คนเดียวกับเขา มีพันธุกรรมเหมือนกับเขา มีประวัติชีวิตเหมือนกับเขา เราอาจจะเป็นเหมือนที่เขาเป็นอยู่ตอนนี้ก็ได้ การยอมรับ ไม่ได้หมายถึงให้เราต้องฝืนใจไปชอบเขา หรือเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่เขาเป็น แค่เพียงยอมรับว่า เขาก็เป็นอย่างที่เขาเป็นเท่านั้น อภัยให้เขาในสิ่งที่เขาเป็นและอภัยให้ตัวเราเองในสิ่งที่เราเป็น
สรุปสิ่งที่ได้จากการอ่านหนังสือ MOJO
Mojo ตามความหมายของผู้เขียน Marshall Goldsmith คือ พลังบวก (positive spirit) ต่อสิ่งที่เราทำอยู่ในปัจจุบัน เริ่มจากภายในแผ่ออกมาสู่ภายนอกจนให้คนอื่นได้เห็นสิ่งที่เรากำลังทำ องค์ประกอบที่ทำให้เกิด Mojo สูงสุด ประกอบด้วย 4 อย่าง ได้แก่ อัตลักษณ์ (Identity) ความสำเร็จ (Achievement) ชื่อเสียง (Reputation) และ การยอมรับ (Acceptance) การเกิด Mojo จะทำให้เราได้พบกับความหมายและความสุขในชีวิต Mojo Paradox คือ ความเฉื่อย (Inertia) ที่จะทำให้ความหมาย และความสุขในชีวิต ไม่สามารถเกิดขึ้นได้
องค์ประกอบแรก คือ อัตลักษณ์ (Identity) เป็นการมองว่าตัวตนแท้จริงของตัวเราเองเป็นอย่างไรในปัจจุบัน ลองพิจารณาองค์ประกอบต่างๆ ที่ ประกอบขึ้นเป็นตัวเราในตอนนี้ แล้วพิจารณาต่อไปว่า แต่ละองค์ประกอบที่รวมกันเป็นตัวเรานั้นมีที่มาจากอะไร แล้วเรารู้สึกดีกับองค์ประกอบที่เป็นตัวเราหรือไม่ หากรู้สึกดีก็เพียงปรับปรุงมันให้ดีขึ้นไปอีก จากสิ่งที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน แต่ถ้าต้องการเปลี่ยนแปลงตัวตน เราสามารถจะเปลี่ยนแปลงตัวตนใหม่ได้เพื่ออนาคต
องค์ประกอบที่สอง คือ ความสำเร็จ (Achievement) การวัดความสำเร็จของคนเรามี 2 อย่าง คือความสำเร็จที่ทำให้คนอื่นได้รับรู้ถึงความสามารถของเรา ผลก็คือการยอมรับจากคนอื่น อีกด้านหนึ่ง คือความสำเร็จที่มีแต่ตัวเราที่รู้ และทำให้เรารู้สึกดีมีความหมายต่อตัวเอง ทั้งความสำเร็จที่มีความหมายต่อตัวเอง และความสำเร็จที่มีความหมายต่อคนอื่นหรือต่อโลก จะช่วยให้คุณเพิ่ม Mojo ในตัวเองได้ จริงๆเราสามารถเลือกได้ว่า จะทุ่มเทความพยายามให้กับสิ่งที่มีความหมายต่อเราจริงๆ เท่านั้น และเลิกสนใจความสำเร็จที่เราไม่ได้ต้องการไม่ได้มีความหมายหรือเพิ่มความสุขเติมเต็มชีวิต เราสามารถเพิ่ม Mojo ในตัวเราได้ ด้วยการเปลี่ยนระดับของความสำเร็จที่ตั้งไว้ เพื่อทำให้เรามีความสุขมากขึ้น จนรู้สึกได้ว่าชีวิตมีความหมายมากขึ้น หรือนิยามความสำเร็จของเราเอง ที่ไม่จำเป็นต้องเหมือนใคร แต่ทำให้เรารู้สึกว่าความสำเร็จทำให้ชีวิตนี้มีความหมาย
องค์ประกอบที่สาม คือ ชื่อเสียง (Reputation) ชื่อเสียงเกิดจากความยอมรับของคนอื่นที่มีต่อความเป็นตัวของเราและความสำเร็จของเรา ตัวเราเองไม่อาจสร้างชื่อเสียงให้ตัวเองได้ เรื่องชื่อเสียงหมายถึงว่าว่าคนอื่นเขามองเราอย่างไร และเขาเอาไปพูดต่อว่าเราเป็นใคร ถึงแม้ว่าเราจะไม่สามารถควบคุมชื่อเสียงของเราได้ทั้งหมด แต่ก็มีหลายสิ่งหลายอย่างที่เราจะทำเพื่อรักษาหรือพัฒนาชื่อเสียงไว้ได้ ซึ่งตรงนี้จะมีผลต่อ Mojo ของเรา
องค์ประกอบที่สี่ คือ การยอมรับ (Acceptance) อะไรบ้างที่เราต้องเปลี่ยนแปลง เราต้องยอมรับก่อนว่าจะต้องมีการเปลี่ยนแปลง ต่อมาก็คืออะไรที่เราเปลี่ยนแปลงได้ อะไรที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ ถ้าเราเปลี่ยนแปลงตัวเองไม่ได้ ก็ไม่ต้องไปเปลี่ยนแปลงคนอื่น การยอมรับความจริงและปล่อยวาง เป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้เราสามารถเพิ่ม Mojoในตัวเอง
ข้อคิดเห็น
การเข้าใจผลกระทบและปฏิสัมพันธ์ที่มีต่อ อัตลักษณ์(Identity) ความสำเร็จ (Achievement) ชื่อเสียง(Reputation) และการยอมรับ(Acceptance) ทั้ง 4 ข้อนี้นั้น สามารถเปลี่ยนให้เป็น MOJO ของเราได้ คนบางคนจะมี MOJO ในทุกสิ่งที่เขาทำ เพราะเขามี Passion แม้ว่ากิจกรรมที่เขาทำจะไม่มีความน่ารื่นรมย์สักปานใดก็ตาม ซึ่ง MOJO นั้น บางคนมี บางคนทำหายไป บางคนไม่สามารถนำกลับมาได้ บางคนทำหายไปแต่สามารถเอากลับมาได้ บางคนเคยมีอยู่ในชีวิต MOJO นั้นจะเน้นในเรื่องของ “ความสุข” (Happiness) กับ “ความหมาย” (Meaning) ในชีวิต ทั้งในชีวิตการทำงาน และในชีวิตประจำวัน
Mindset
1.ทำไมคนในโลกจึงมีพฤติกรรมแตกต่างกัน คนหนึ่งพร้อมที่จะเรียนรู้ อีกคนหยุดการเรียนรู้
สิ่งที่ทำให้คนเรามีพฤติกรรมที่แตกต่างนั้นเกิดจากกรอบความคิด ความเชื่อ คนที่ที่มีกรอบความคิดเติบโต จะพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง สามารถเปลี่ยนแปลงตนเองได้ พร้อมจะเรียนรู้ ไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรค นอกจากนั้นจะเน้นการทำงานเป็นทีม คนที่หยุดการเรียนรู้จะมีกรอบความคิดที่จำกัด ประเมินความสามารถของตนเองไม่ได้ มีอัตตาคิดว่าตนเองเหนือคนอื่น มักจะไม่เปลี่ยนความคิด ทำงานฉายเดี่ยว ไม่ทำงานเป็นทีม ไม่เชื่อเรื่องการพัฒนาทำให้ขาดการเรียนรู้
2.ทำอย่างไรถึงเปลี่ยน Mindset ของคน EGAT ให้บ้าคลั่งความรู้ พร้อมทำงานมุ่งสู่วิสัยทัศน์
ต้องมีการอบรมให้เกิดการพัฒนา กระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้และทำงานเป็นทีม ต้องมีการเพิ่มแรงจูงใจให้เกิดการพัฒนาตนเองในทุกระดับ