สะพานคินไตนี้มีประวัติน่าสนใจมายาวนานหลายร้อยปี เป็นสะพานข้าม แม่น้ำนิชิกิ น่าทึ่งที่เป็นสะพานไม้ไม่ใช้ตะปูเลยสักตัวเดียว และมีโค้งสะพานเป็นลอน ๕ ลอน ตั้งอยู่บนเสาหินตอหม้อมหึมาซึ่งเขาใช้น็อตเหล็กกล้าตัวยักษ์ยึดโครงสร้างทั้งหมดให้อยู่ด้วยกันอย่างมั่นคงปลอดภัย

ไหนๆก็บ้าตามรอยการจัดอันดับหลายประเภทของการท่องเที่ยวในญี่ปุ่น จากเกาะมิยาจิมา ขากลับเข้าฝั่งสามารถจับรถไฟไปไม่ไกลก็จะได้ชม สะพานซึ่งเป็นหนึ่งในสามสะพานที่สวยที่สุดของญี่ปุ่น (สะพานนี้นับว่าสวยที่สุด)

หากไปเที่ยวเกาะมิยาจิมา ครึ่งวัน ก็จะมีเวลาไปชมสะพานชื่อเสียงดังก้องโลกนี้ เป็นสะพานไม้ ไม่ใช้ตะปูสักตัวเดียว รูปร่างโค้งไปมาเป็นคลื่นเหมือนพลิ้วริบบิ้น ชื่อ สะพานคินไต Kintai-kyo

วิธีไปนั้นดูต้องใช้ความพยายามนิดหน่อย แต่ง่ายและสะดวก คือจากเกาะมิยาจิมาที่เราพากันไปตอนที่แล้ว ลงเรือกลับมาขึ้นฝั่งแล้วนั่งรถไฟจาก สถานีมิยากุฉิ Miyaguchi แค่ยื่สิบสามนาทีก็ไปถึงสถานี อิวาคุนิ Iwakuni เมืองอิวาคุนิ ลงที่นี่แล้วมีรถบัสซึ่งออกทุก๕-๑๕ นาที พาไปถึงสะพานกันเลย

ไปครั้งแรกหน้าซากุระบาน พวกเราตัดสินในนั่งแท็กซี่แล้วหารกัน ป้าๆเดินที่เกาะมิยาจิมาจนเหนื่อยแล้วอยากสบาย คงไม่หมดตัว นั่งรถไปราวยี่สิบนาที ทางสวยมาก ช่วงหนึ่งผ่านต้นซากุระที่บานสะพรั่งสีชมพูหวานทั้งสองข้างทางปานเข้าอุโมงค์ดอกไม้ ป้าๆสุดปลื้มที่มาได้เวลาที่ซากุระบานเต็มที่เช่นนี้

ครั้งที่สองสมาชิกกลุ่มเปลี่ยนไป ได้ไปตอนฤดูใบไม้เปลี่ยนสี ผู้เขียนชักชำนาญเลยขึ้นรถบัสไปกัน

มาที่นี่หน้าซากุระบานจะสวยงามน่าประทับใจที่สุดค่ะ

 

มีภาพให้ชมทั้งสองฤดู สวยต่างกัน

 

จะเดินข้ามสะพานต้องเสียเงินคนละ ๓๐๐ เยน แล้วต้องเก็บตั๋วไว้ขาเดินกลับมาต้องโชว์ด้วย หากทำหายต้องจ่ายเงินใหม่

สะพานคินไตนี้มีประวัติน่าสนใจมายาวนานหลายร้อยปี เป็นสะพานข้าม แม่น้ำนิชิกิ น่าทึ่งที่เป็นสะพานไม้ไม่ใช้ตะปูเลยสักตัวเดียว และมีโค้งสะพานเป็นลอน ๕ ลอน ตั้งอยู่บนเสาหินตอหม้อมหึมาซึ่งเขาใช้น็อตเหล็กกล้าตัวยักษ์ยึดโครงสร้างทั้งหมดให้อยู่ด้วยกันอย่างมั่นคงปลอดภัย

เมื่อราวสี่ร้อยปีมาแล้ว สะพานคินไตถูกสร้างขึ้นแทนสะพานของเดิมที่ถูกกระแสน้ำพัดขาด ผู้ที่ริเริ่มและจัดการให้มีการสร้างสะพานใหม่ที่แข็งแรงทนทานกว่าเดิมคือ ท่าน คิกคาวา ฮิโรโยชิ เป็นประมาณเจ้าครองเมืองอิวาคุนิ พอสร้างเสร็จในปี ๑๖๗๓ ใช้งานมาดีๆตั้งสองร้อยเจ็ดสิบเจ็ดปี พายุไต้ฝุ่นมากระหน่ำพังในปี ๑๙๕๐

(ข้อมูลจากhttp://www.japan-guide.com/e/e6177.html)

ช่วงปี ๑๙๕๐ นั้นเป็นช่วงหลังสงครามที่ญี่ปุ่นพ่ายแพ้ เหน็ดเหนื่อย ไม่มีแรง รัฐบาลไม่มีงบประมาณจะมาซ่อมแซมมรดกทางประวัติศาสตร์วัฒนธรรมต้องปล่อยทุกสิ่งให้ปรักหักพังไปตามเรื่อง ชาวบ้าน ชาวเมืองอิวาคุนิ มองดู สะพานคินไต ที่พังอย่างเศร้าใจ แต่ไม่งอมืองอเท้าหรือเอาแต่ก่นด่าหาคนอื่นมารับผิดชอบคือรองบประมาณจากรัฐ ชาวบ้านได้ร่วมแรงร่วมใจกันลงขันหาทางซ่อมสะพานให้กลับมาสวยมาดีสมบูรณ์ดังเดิมได้ในแค่อีกสามปีให้หลัง น่าชื่นชมสปิริตอย่างนี้จังนะคะ

การบูรณะครั้งล่าสุดทำไปเมื่อ ๒๐๐๔ เป็นการบูรณะครั้งใหญ่ใช้เงินกว่าสองพันล้านเยน ด้วยเหตุผลเรื่องค่าใช้จ่ายมหาศาลนี้กระมังที่ต้องมีการเก็บเงินผู้จะเดินข้ามสะพานอันแสนเป็นที่รักนี้ ซึ่งปกติสะพานสาธารณะนั้นจะไม่มีการเก็บเงินผู้ข้ามสะพาน

มาแล้วใครๆก็ต้องข้ามสะพานนี้ ไม่เสียดายเงิน ให้เขาเอาไว้ทะนุบำรุงสะพานให้อยู่ไปได้อีกนานๆเป็นมรดกโลกนะคะ

เมื่อเดินข้ามสะพานรู้สึกทึ่งทั้งวิธีการออกแบบ การสร้าง และได้ชมทิวทัศน์งดงามโดยรอบ

เมื่อเดินข้ามสะพานไปจะเจอรูปปั้นของท่าน คิกคาวา ฮิโรโยชิ ผู้ให้กำเนิดสะพานคินไต อยู่ในสวนสาธารณะ Kikko Park

เราได้พักเหนื่อยทานเบนโตะหรืออาหารกล่องที่ซื้อติดตัวมาจากสถานีรถไฟ เสร็จอาหารคาวแล้วใครจะลิ้มรสไอศกรีมโคนหลากรส หรือ ขนมญีปุ่นแท้ๆ ดังโงะ ย่างถ่านร้อนๆก็ตามอัธยาศัย ยังมีร้านอาหาร ร้านขายของที่ระลึก ให้เงินได้ปลิวออกจากกระเป๋ากัน

 

 

หากอยากชมวิวที่สูงก็ต้องไปขึ้นรถกระเช้าไปที่ปราสาทของท่านฮิโรโยชิ บนยอดเขา คงเห็นวิวดี พวกเราออกจะเบื่อการขึ้นรถกระเช้าหรือ Ropeway กันแล้ว ขอผ่านค่ะ

 

ที่ชานชาลารถไฟสถานีอิวาคุนิ

ภาพเขียนสะพานคินไตฤดูหนาวและฤดูใบไม้ผลิซากุระบาน

ดื่มด่ำบรรยากาศกันพอควรก็เดินข้ามสะพานกลับไป มาทางไหน ไปทางนั้น

นั่งรถบัสกลับไปสถานีรถไฟ ขากลับนี้ หากใช้บัตรเจอาร์พาส แนะนำให้ นั่งรถบัส(เสียเงินเอง)ไปลงที่ สถานี ชิน-อิวาคุนิ อันเป็นสถานีที่รถด่วนชิงคันเซ็นจอด จะกลับไปยังฮิโรชิมาได้เร็วดี

ตอนหน้าจะย้อนขึ้นไปยังเขตุคันไซ ชมเมืองโอซากา และ เกียวโต ซึ่งเราจะใช้เวลาเที่ยวชมกันราวสี่ห้าวัน(ซึ่งก็ยังไม่พอ)ก่อนกลับเมืองไทย