รู้จริงคือ รู้เพราะทำได้จริงๆ คิดได้จริงๆ เรียกว่า รู้จริง และความจริงนั้นรู้มาจากเรื่องจริง สถานการณ์จริง สิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ มีพยานหลักฐานอ้างอิงได้จริง นี่คือความจริง

ไม่ยากเหมือนอย่างที่ว่า

 

                ได้เขียนในบทก่อนมาว่าไม่ง่ายเหมือนดั่งที่คิดว่าใครๆ ก็สอนแบบกรณีศึกษาได้นั้น  ไม่ได้หมายความว่าการสอนแบบกรณีศึกษาเป็นเรื่องยาก  ถ้าผู้สอนมีการเตรียมการมาเพื่อทำงานสอนดี  คือ  วางแผนการเรียนรู้  จัดกิจกรรมการเรียนการสอนให้ผู้เรียนแสดงบทบาทเอง  ผู้สอนเป็นเพียงผู้คอยแนะนำเวลาที่ผู้เรียนต้องการตัวช่วย  และผู้สอนเตรียมคำถามซอยย่อยไว้หลากหลายเผื่อไว้เวลาผู้เรียนให้ช่วย  ผู้สอนใช้คำถามนำทางช่วยให้ผู้เรียนคิด  จะต้องไม่บอกตรงๆ แต่ต้องกระตุ้นด้วยคำถามให้คิดจึงเกิดความรู้  ถ้ารู้แบบไม่คิดแสดงว่าตัวเองไม่รู้จริง  เป็นการรู้ได้  เพราะได้ยินมาไม่ใช่รู้จริง  รู้จริงคือ  รู้เพราะทำได้จริงๆ คิดได้จริงๆ  เรียกว่า  รู้จริง  และความจริงนั้นรู้มาจากเรื่องจริง  สถานการณ์จริง  สิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ  มีพยานหลักฐานอ้างอิงได้จริง  นี่คือความจริง  เพราะฉะนั้นการเรียนรู้แบบกรณีศึกษานั้นจึงไม่ใช่เรื่องยาก  เพียงแต่เปิดโอกาสให้ผู้เรียน  เรียนรู้จากชีวิตจริงเท่านั้นแหละ

                เมื่อเปิดโอกาสให้ผู้เรียน  เรียนรู้ความจริงแล้ว  จะเตรียมการสอนอย่างไร  ก็เตรียมอย่างนี้

                1. ถ้าเรื่องนั้นเป็นเรื่องที่ผู้เรียนสนใจนำเสนอมาก่อนล่วงหน้า 1 สัปดาห์  เพื่อเตรียมการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน  ช่วงนี้ผู้สอนก็เตรียมตัวได้ก่อน  ถ้าเรื่องต่างกันก็ไม่เป็นไรให้เตรียมกิจกรรมแบบกว้างๆ ไว้  คำถามกว้างๆ กรอบคำถามกี่เรื่องๆ ก็มักจะหนีไม่พ้นความคล้ายๆ กัน  ถ้ารู้สูตรการถามแล้วจะถามซอยย่อยได้เกือบทุกๆ เรื่อง  เพราะแนวคำถามไปในทิศทางเดียวกัน  การดำเนินกลวิธีการสอนไปในทิศทางเดียวกัน  ต่างเรื่องต่างเพียงสถานการณ์  ต่างที่ตัวปัญหา  ต่างที่ผู้ให้ข้อมูลความรู้  แต่ภาพรวมใหญ่ๆ ไปในทิศทางเดียวกัน

                2. ถ้าเรื่องนั้น  ครูนำสถานการณ์ที่ผ่านมาในชุมชนมาสอนก็จะเตรียมการจัดกิจกรรมการสอนล่วงหน้าได้ทันที

                สำหรับกิจกรรมการเรียนรู้นั้น  จะเหมือนกันในภาพใหญ่ๆ ซึ่งสามารถเตรียมกิจกรรมในภาพกว้างๆ ได้คือ

                -   ศึกษาปัญหา

                -   นำปัญหาหรือข้อมูลมาอภิปรายหาข้อสรุป  สร้างประเด็นปัญหาและคำถามย่อย

                -   วางแผนการเรียนรู้หรือแผนการทำงาน

                -   นำคำถามที่เตรียมไว้  ไปหาข้อมูลคำตอบตามแผนการเรียนรู้ที่กำหนดไว้  แล้วนำข้อมูลมาร่วมกับชุมชน  สรุปปัญหา  เพื่อหาทางแก้ไขปัญหาร่วมกัน

                -   ร่วมกิจกรรมกับชุมชนเพื่อแก้ไขปัญหา

                -   ร่วมกับชุมชนสรุปบทเรียน

ทั้งหมดนี้คือ  ทางแห่งการเรียนรู้ (Way of Learning)  ที่จำเป็นต้องใช้ในสถานการณ์การเรียนรู้  แต่ผู้สอนมีสิทธิ์ที่จะใส่ลูกเล่นสอนให้ผู้เรียนสนุก  ด้วยวิธีการต่างๆ ตามต้องการของผู้สอนและผู้เรียน  แต่ทว่าเมื่อสิ้นสุดการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องหนึ่งๆ ผ่านไปแล้ว  ผู้เรียนจะต้องเกิดพฤติกรรมการพัฒนาตนเอง  คือ

-          พัฒนากระบวนการคิดขั้นสูงขึ้น  คือ  คิดวิเคราะห์  สังเคราะห์ได้  รู้กระบวนการคิดแก้ปัญหาและนำมาใช้ในการแก้ปัญหาได้

-          มีความคิดสร้างสรรค์

-          มีทักษะทางสังคม

-          สามารถทำงานในกระบวนการกลุ่มได้อย่างดี

ปัญหาที่ผู้เขียนได้รับการสอบถามจากผู้ที่สนมนาพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดกันบ่อยมาก  คือ  “สอนอย่างนี้แล้วจะบรรลุมาตรฐานการเรียนรู้ได้อย่างไร  หรือ  สอนแบบนี้ก็ไม่จบหลักสูตรใช่ไหม”  คำถามทั้ง 2 ข้อนี้  บ่งบอกว่า  ผู้ถามถามหาเนื้อหาวิชาการโดยไม่สนใจกระบวนการสรรหาเนื้อหาวิชาการ  และอีกมุมมองหนึ่งผู้ถามไม่เห็นมาตรฐานที่กำหนดไว้ในหลักสูตร 

การวิเคราะห์มาตรฐานที่กำหนดไว้ในหลักสูตรต้องมองให้เห็นภาพสิ่งที่กำหนดไว้ให้ชัดเจน  เช่น  ในสาระวิทยาศาสตร์  กำหนดว่า

“ศึกษา  สังเกต  รวบรวมข้อมูล  ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมภายในท้องถิ่น  อภิปรายสรุป

ผู้สอนต้องมองให้เห็นแล้วว่า  มาตรฐานการเรียนรู้ต้องการให้ผู้เรียนผ่านกระบวนการเรียนรู้ชนิดที่สามารถ

-          ศึกษา  ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมภายในท้องถิ่น

-       สังเกต  ทรัพยากรธรรมชาติภายในท้องถิ่น  โดยผู้เรียนจะต้องทำการศึกษาข้อมูลเรื่องราวของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมภายในท้องถิ่นมาก่อน  แล้วนำความรู้ความเข้าใจเรื่องนั้นมาทำการสังเกตไว้  มาร่วมกันอภิปรายสรุป  ผู้สอนจะเห็นว่ากระบวนการเรียนรู้ครั้งนี้  ซ่อนกิจกรรมกระบวนการกลุ่มอยู่ข้างใน  การบันทึกข้อมูล  การตั้งคำถาม  หรือการซักถามค้นหาคำตอบอยู่ข้างนอก  การสรุป  การวิเคราะห์  คิดสังเคราะห์ซ่อนอยู่ข้างใน  ความคิดสร้างสรรค์ในการออกแบบการสังเกต  การรวบรวมข้อมูลซ่อนอยู่ข้างใน  แม้แต่การสรรหาแหล่งเรียนรู้เพื่อไปสังเกต  สอบถามข้อมูล  ก็ซ่อนอยู่ข้างใน  ขณะที่วางแผนการสังเกต  รวบรวมข้อมูล  นี่คือการวิเคราะห์หลักสูตร  ไม่ใช่เพียงแต่ถอดให้ออกว่าจะสอนเรื่องอะไร  เนื้อหาใดบ้าง  แล้วก็หาตำราวิชาการที่สอดรับกับเรื่องราวเหล่านั้นมาให้ผู้เรียนอ่าน

                เราลองมาดูกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์  ช่วงชั้นที่ 2 (ป.4-6)  สาระที่ 2  ชีวิตกับสิ่งแวดล้อม  มาตรฐาน ว 2.2

                “1. สังเกต  สำรวจ  ตรวจสอบ  อภิปรายและอธิบายเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติในท้องถิ่น  ผลของการใช้ทรัพยากรธรรมชาติและการเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมโดยมนุษย์  แสดงแนวคิดและร่วมปฏิบัติ  ในการดูแลทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

                มาตรฐานเพียง 1 ข้อตรงนี้  ถ้าสอนแต่เรื่องทรัพยากรธรรมชาติในท้องถิ่นเพียง 2 ชั่วโมงก็สอนจบ  แต่ทว่าดูให้เห็นมาตรฐานกำหนดกระบวนการเรียนรู้ไว้ชัดเจนมาก  เรื่องนี้นั้นผู้เรียนต้อง

                สังเกต  สำรวจ  ได้ข้อมูลมาแล้วต้องตรวจสอบหความน่าเชื่อถือของข้อมูล (ดู ว 8.1  ประกอบต่อไปด้วย)  เมื่อได้ข้อมูลมาต้องร่วมกันอภิปราย  แล้วนำข้อสรุปมาอธิบาย  ตรงนี้เป็นการประเมินความรู้ความเข้าใจที่แท้จริงของผู้เรียนไปในตัว  นอกจากอธิบายได้แล้วต้องแสดงแนวคิด  นี่คือสุดยอดของกระบวนการคิด  อย่าลืมนะว่า  ผู้เรียนต้องแสดงแนวคิดแล้วเข้าร่วมปฏิบัติ  ในการดูแลทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

                ถามว่า  พฤติกรรมการเรียนรู้ทั้งหมดนี้  ผู้เขียนได้เน้นย้ำไว้มากในตอนต้นๆ ตลอดมาแล้วว่า  คือกระบวนการเรียนรู้แบบกรณีศึกษาใช่ไหม  และถามต่อไปว่า  ถ้ามาตรฐานอื่นๆ มีกระบวนการเรียนอย่างนี้ด้วยจะทำอย่างไร  ตรงนี้แหละที่ผู้สอนจะต้องคิดต้องมองให้เห็นอะไรๆ บ้าง

-          มองให้เห็นภาพงานสอนโดนตลอด

-          มองให้เห็นภาพการสอดรับบูรณาการกันภายในกลุ่มสาระและระหว่างกลุ่มสาระ

-          มองให้เห็นภาพกิจกรรมที่ต่างสาระ  แต่สอดคล้องเป็นหนึ่งเดียว

ความสอดรับของกิจกรรมนั้น  ถ้ามองให้ชัดเจนจะเห็นได้  เช่น  สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์  สาระที่ 2  กับ  สาระที่ 8 ธรรมชาติของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  มาตรฐาน ว 8.1

 

“สาระที่ 8              ธรรมชาติของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

มาตรฐาน  ว 8.1

                1. ตั้งคำถาม   ที่เกี่ยวกับประเด็น  หรือเรื่อง  หรือสถานการณ์ที่จะศึกษาตามที่กำหนดให้หรือตามความสนใจ

 

                2. วางแผนการสังเกต  สำรวจตรวจสอบ  หรือศึกษาค้นคว้า  หลายๆ วิธี  คาดการณ์สิ่งที่จะพบจาการสำรวจ  ตรวจสอบ  และเสนอวิธีการสำรวจตรวจสอบ

                3.    เลือกวิธีการสำรวจตรวจสอบ   ที่สามารถปฏิบัติได้และใช้อุปกรณ์อย่างถูกต้องเหมาะสมในการสังเกตการวัดให้ได้ข้อมูลครอบคลุมและเชื่อถือได้

                4. บันทึกข้อมูล  วิเคราะห์  ประเมินผล  ข้อมูลในเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ  และตรวจสอบผลที่ได้กับสิ่งที่คาดการณ์ไว้

                5. สร้างคำถามที่นำไปสู่การสำรวจ  ตรวจสอบในเรื่องที่เกี่ยวข้อง

                6. แสดงความคิดเห็นอย่างอิสระ  อธิบายลงความเห็นและสรุปสิ่งที่ได้เรียนรู้

                7. บันทึกและอธิบายผลการสังเกตอย่างตรงไปตรงมา  มีเหตุผลและมีประจักษ์พยานอ้างอิง

                8. นำเสนอจัดแสดงผลงาน  โดยอธิบายด้วยงาจาหรือเขียนเกี่ยวกับแนวคิด  กระบวนการและผลของโครงงานหรือชิ้นงานให้ผู้อื่นเข้าใจ

                ถามว่าวิทยาศาสตร์  สาระที่ 2  มาตรฐาน ว 2.2  กับสาระที่ 8  มาตรฐาน ว 8.1  นั้นนำมาคลุกเคล้าบูรณาการกันเลยได้ไหม  เพราะกิจกรรมไปในทิศทางเดียวกัน  เพียงแต่นำเรื่องในมาตรฐาน ว 2.2 มาแล้วใช้กระบวนการเรียนมาตรฐาน ว 8.1 ครอบเข้าไปคลุมกิจกรรม ว 2.2  ทุ่นเวลาการเรียนไปมาก

                ทีนี้ลองไปดูต่างกลุ่มสาระ  แต่ไม่ต่างกลุ่มความคิดร่วม  คือ  กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี  สาระที่ 1  การดำรงชีวิตและครอบครัว  มาตรฐาน ง 1.2

  1. สามารถวิเคราะห์งาน  วางแผนการดำเนินงาน  ปฏิบัติงาน
  2. สามารถทำงานในฐานะผู้นำ/สมาชิกกลุ่ม  และสร้างสัมพันธภาพที่ดีในกลุ่ม
  3. สามารค้นคว้า  รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการทำงานจากแหล่งความรู้ด้วยวิธีการต่างๆ
  4. สามารถวิเคราะห์ปัญหา  สาเหตุของปัญหา  และแก้ปัญหาด้วยวิธีการที่เหมาะสม
  5. มีความตั้งใจ  เอาใจใส่  และทำงานจนสำเร็จ  พอใจ  และยอมรับการทำงาน  ทำงานอย่างมีความสุข  มีกิจนิสัยในการทำงาน  ทำงานด้วยความประณีตรอบคอบ  ปลอดภัย  และสะอาด”

                ลองมองดูให้ดีว่า  มาตรฐาน 3 มาตรฐานนี้คือ  หนึ่งเดียวในรูปลักษณ์  ต่างกันแค่ภาษาที่นำเสนอ  ถ้าผู้สอนนำมาตรฐานทั้ง 3 มาตรฐานมาหลอมรวมกัน  แล้วบรรจุเรื่องราวสอนเข้าไปก็จะง่าย  ประหยัดเวลา  คุ้มค่าต่อการเรียนรู้

                ทีนี้เราลองมาพิจารณาถึงความสัมพันธ์ของเนื้อหาสาระระหว่างต่างกลุ่มสาระต่างมาตรฐาน  แต่ยังเป็นไปในทิศทางเดียวกัน  เช่น  กลุ่มสาระที่ 2  ชีวิตกับสิ่งแวดล้อม  มาตรฐาน ว 2.2 (กล่าวผ่านมาข้างต้น)  กับสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา  สาระที่ 5  ความปลอดภัยในชีวิต  มาตรฐาน พ 5.1

                1. วิเคราะห์เปรียบเทียบ  พฤติกรรมที่ปลอดภัยและไม่ปลอดภัย  และเลือกปฏิบัติ  เพื่อความปลอดภัยในชีวิตได้”

                ลองไปดูสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา  สาระที่ 5  ภูมิศาสตร์  มาตรฐาน ส 5.2

3. เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติกับสิ่งแวดล้อมทางสังคมและวัฒนธรรม  ตระหนักถึงผลจากการกระทำของมนุษย์ที่มีต่อสิ่งแวดล้อม  ดำเนินชีวิตตามแนวทางการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  มีส่วนร่วมแก้ปัญหาและส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม

4. มีทักษะในการศึกษาค้นคว้าข้อมูลข่าวสารด้านสิ่งแวดล้อมจากแหล่งความรู้ในท้องถิ่น

ถ้าผู้สอนมองให้ลึกแล้วจะเห็นภาพความสัมพันธ์ของกิจกรรมและเนื้อหาสาระที่สามารถนำมาโขลกรวมให้เป็นเรื่องเดียวกันได้  โดยใช้กรณีศึกษาเป็นกระบวนการเรียนรู้  เราจะเห็นว่า  สุขศึกษาและพลศึกษา  เน้นสอนเรื่องความปลอดภัยในชีวิต  ตรงนี้เป็นประเด็นหลัก  ถามว่าปลอดภัยในชีวิตเรื่องใด  ตรงนี้เป็นประเด็นรองที่ผู้เรียนสามารถเลือกสถานการณ์มาเรียนรู้ได้  มาศึกษาเป็นรายกรณี  เช่น

-          กรณีศึกษาความปลอดภัยบนท้องถนน

-          กรณีศึกษาความปลอดภัยจากสารเคมีในครัวเรือน

-          กรณีศึกษาความปลอดภัยจากอาหารที่บริโภค

-          กรณีศึกษาเรื่องตลาดสดในชุมชน

-          กรณีศึกษาในแปลงผัก (ครูวิชชารัตน์  ฉิมพลีวงศ์  นำสอน)

-          กรณีศึกษาป่าชุมชน (ครูเสาวนีย์  ไชยมงคล  นำสอน)

-          กรณีศึกษาประเพณีท้องถิ่น (ครูวิฑูรย์  มาแก้ว  นำสอน)

-          กรณีศึกษานิเวศน์ในนาข้าว (ครูมนัส  บูรพา  นำสอน)

และเรื่องราวมากมายรอบๆ บริเวณโรงเรียนที่น่าศึกษาเป็นรายกรณี  โดยนำมาตั้งเป็นเรื่องสอน  ให้บรรลุมาตรฐานเรียนรู้ดังกล่าวได้  นั่นคือ  สามารถสอนบูรณาการระหว่างกลุ่มสาระวิทยาศาสตร์  สุขศึกษาและพลศึกษา  เทคโนโลยีและการงานพื้นฐานอาชีพ  สังคมศึกษา  ศิลปะและวัฒนธรรม  และอีกกลุ่มสาระหนึ่ง  ซึ่งสามารถบูรณาการเข้าได้กับทุกกลุ่ม  คือ  สาระการเรียนรู้ภาษาไทย

                ถ้าผู้สอนพิจารณามาตรฐานการเรียนรู้  สาระภาษาไทยให้เห็นแล้ว  จะเห็นว่าภาษาไทยนั้น  ผู้เรียนฟังเรื่อง  พูด  ซักถาม  อธิบาย  สรุป เรื่องราว  นำมาเขียนรายงาน  และอ่านเรื่องราวเหล่านั้น  ศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติม  หมุนเวียนเรื่องราวเหล่านี้ตลอดเวลา  ผู้สอนสามารถนำสอนแบบบูรณาการกับกลุ่มสาระอื่นๆ ได้ตามสถานการณ์  เรื่องที่จัดกิจกรรมการเรียนการสอน  และในขณะเดียวกันนั้น  สาระภาษาไทยก็เป็นการจัดการบูรณาการในกลุ่มสาระภาษาไทยด้วย  สำหรับการอ่าน  คิด  นั้นจะเห็นว่า  ผู้เรียนจะต้องนำใช้ตลอดเวลาควบคู่ไปกับการเขียน  เช่น  อ่านคำถามที่เตรียมไว้  นำถามผู้รู้ในท้องถิ่น  เมื่อผู้รู้ตอบมาก็ต้องเขียนบันทึกการศึกษาค้นคว้าก็ต้องอ่าน  ต้องเขียน  การสรุปก็ต้องอ่าน  ต้องเขียน  นี่คือทักษะสัมพันธ์ที่เกิดมีขึ้นในสาระภาษาไทย

อ่านเป็นเล่มได้ที่นี่ครับ https://docs.google.com/docume...