จะเห็นว่าการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่แท้จริงนั้น มันไม่ได้ง่ายดั่งที่คิด แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องยากดั่งที่กลัวกัน งานทุกอย่างเพียงแค่คิดแล้วลงมือกระทำ ความสำเร็จก็จะเดินเข้ามาหาทุกครั้งไป

กิจกรรมการเรียนรู้เรื่องนี้  “อุบัติเหตุบนท้องถนน”  เป็นสถานการณ์จริงที่เกิดขึ้นในหมู่บ้าน  นักเรียนได้สอบถามเรื่องราวการเกิดอุบัติเหตุจากเพื่อนนักเรียนและเพื่อนรุ่นพี่ในหมู่บ้าน  สอบถามค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล  ความรู้สึกของพ่อแม่และผู้ได้รับอุบัติเหตุ  แต่ว่าการได้ข้อมูลคำตอบมานำเสนอชุมชนได้นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย  เพราะเกิดเหตุการณ์ต่างๆ ขึ้นในระหว่างการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนมากมาย  เช่น

                1. มีนักเรียนจำนวนหนึ่งไม่เข้าใจคำที่เรียน (อุบัติเหตุ)  ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาในชั้นเรียนหนึ่งๆ ย่อมมีทั้งคนที่เข้าใจความหมายของเรื่องที่จะเรียน  และคนที่ไม่เข้าใจความหมายของเรื่องที่จะเรียน  ตรงนี้ผู้สอนได้ข้อมูลแล้วต้องรีบบันทึกไว้เป็นรายบุคคล  นี่คือการทดสอบก่อนเรียนแบบทดสอบโดยไม่ต้องสอบแต่สอบ  หน้าที่ของผู้สอนต้องช่วยเหลือนักเรียนกลุ่มนี้โดยการไม่บอกเอง  ไม่สอนเอง  แต่ให้เป็นกระบวนการกลุ่ม  กลุ่มจะรับผิดชอบสนทนากัน  อภิปรายหาข้อสรุปความหมายของคำนั้นๆ  ตรงนี้ผู้สอนต้องเตรียมคำถามซอยย่อยไว้ล่วงหน้า  แล้วนำมาถาม  มาสนทนากับกลุ่มผู้เรียน  ผู้เขียนจะต้องเตรียมคำถามไว้แบบนี้

 

คำถามซอยย่อย

จุดประสงค์ที่ถาม

1. อะไรคืออุบัติเหตุ

2. เหตุเกิดอย่างไรบ้างจึงเรียกว่า อุบัติเหตุบนท้องถนน

3. ทำไมจึงเรียกว่าอุบัติเหตุบนท้องถนน  และทำไมถึงเกิดเหตุนั้น  ตัวอย่างมีไหม

 

4. อุบัติเหตุที่เกิดบนท้องถนนมีผลกระทบต่อเราและประเทศชาติอย่างไรบ้าง

5. ถ้าเราเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน  จะมีผลอย่างไร  และกระทบต่อใครอย่างไรบ้าง

- ทดสอบความรู้เดิม

- นำความรู้เดิมมาขยายวิเคราะห์ให้เห็นภาพชัดเจน

- ทดสอบความเข้าใจ  และเพื่อให้แสดงความคิดเห็น  หาเหตุผลมาประกอบคำตอบ  สร้างภาพให้ชัดเจน

- เพื่อให้วิเคราะห์ข้อมูลที่หลากหลาย  มาเป็นเหตุผลอธิบายคำตอบ

- สร้างความตระหนัก  คิดวิเคราะห์  หาเหตุผลมาอธิบายคำตอบ

               

ที่ผู้เขียนเขียนจุดประสงค์ที่ถามด้วยนั้นเพื่อที่จะนำผู้เรียนให้ตอบได้อย่างบรรลุเป้าหมาย  ไม่ใช่ตอบสั้นๆ ถือว่าตอบได้ผ่านไป  เมื่อกำหนดเป้าหมายชัดเจน  ผู้สอนจะต้องเน้นย้ำให้ผู้เรียนคิดวิเคราะห์  ค้นหาเหตุผลมาตอบให้สมเหตุสมผล

                การจัดกิจกรรมถามตอบแบบนี้  ต้องใจเย็นๆ ทำไปๆ ไม่นาน  ผู้เรียนจะมีเหตุมีผลมาอธิบายคำตอบได้ชัดเจน

                2. มีกลุ่มผู้เรียนหนึ่งจะนั่งเฉยไม่แสดงความคิดเห็น  ถ้าผู้สอนละเลยพฤติกรรมข้อ 1  ไม่สร้างความกระจ่างให้เกิดขึ้นแก่ผู้เรียนโดยทั่วถึง  ผู้เรียนที่ไม่ค่อยจะเข้าใจจะเกิดความไม่มั่นใจ  กลัวว่าแสดงความคิดเห็นไม่ถูกต้อง  นิ่งไว้จะดีกว่า  และอีกอย่างหนึ่งคำตอบของผู้เรียนจะต้องไม่ผิด  ถ้าผู้เรียนตอบผิด  ผู้สอนจะต้องมีหน้าที่เชื่อมโยงดึงคำตอบนั้นให้ถูกจนได้  เพราะคำตอบถูกต้องเป็นคำตอบที่ผู้เรียนคนนั้นตอบได้  นี่คือกลวิธีการสอนที่สำคัญอย่างหนึ่งที่จะสร้างความมั่นใจให้เกิดแก่ผู้เรียน

                3. การคิดวางแผนการเรียนรู้นั้น  ผู้เรียนจะต้องมีความรับคิดรวบยอดในเรื่องนั้นๆ จึงวางแผนการเรียนได้ดี  ตรงนี้สำคัญมาก  คำถามในข้อง 1  จะช่วยในประเด็นปัญหานี้ได้  ผู้สอนต้องสร้างความเข้าใจในเรื่องนั้นๆ ให้ผู้เรียนทุกคนเข้าใจและสรุปเป็นความคิดรวบยอดของตนได้  เมื่อถึงเวลาสร้างแผนการเรียนรู้ผู้เรียนทุกคนเข้าใจเหมือนกัน  จะร่วมกันวางแผนการเรียนรู้ได้ดี

                อีกอย่างหนึ่งผู้สอนต้องตั้งคำถามซอยย่อย  ช่วยในการคิดประเด็นการวางแผนการเรียนรู้แก่ผู้เรียน  ถ้าต้องการความช่วยเหลือ

                นอกจากนี้  เมื่อผู้เรียนตั้งคำถามซอยย่อยและกำหนดจำนวนบุคคลที่จะถามแล้ว  ผู้เรียนไม่สามารถนำประเด็นต่างๆ เหล่านั้น  มากำหนดเป็นภาระงานเขียนเป็นการเรียนรู้ได้  ตรงนี้ผู้สอนต้องคอยช่วยเหลือให้ผู้เรียนเข้าใจ  เขียนเป็นภาระงานหรือขั้นตอนการทำงานให้เป็นไปในรูปแบบแผนการจัดการเรียนรู้ให้ได้  เพราะนี่คือ  กระบวนการสังเคราะห์  สิ่งที่วิเคราะห์ได้มาในตอนต้น  ตัวอย่างการตั้งคำถามซอยย่อยช่วยเหลือผู้เรียน  เช่น

คำถามซอยย่อย

จุดประสงค์ที่ถาม

1. ทำไมเราจึงเรียนเรื่องนี้

2. เรื่องที่เราจะเรียนมีความสำคัญต่อเราอย่างไรบ้าง

3. เราจะมีประเด็นหรือหัวข้อเรื่องย่อยๆ ที่เราต้องการเรียนรู้อะไรบ้าง

 

4. ประเด็นที่เสนอมานี้  เราสามารถตั้งคำถามย่อยได้อย่างไรบ้าง

- ถามหาเหตุผลที่สนใจ  สร้างความใกล้ชิดระหว่างผู้เรียนกับประเด็นปัญหา

- ตอกย้ำคำถามข้อ 1  ให้หนักแน่นยิ่งขึ้น

- ให้รู้จักวิเคราะห์เรื่องย่อยที่จะเรียนรู้

- เพื่อฝึกทักษะการตั้งคำถาม

 

 

 

คำถามซอยย่อย

จุดประสงค์ที่ถาม

5. คำถามที่ตั้งไว้ทั้งหมด  เราจะนำไปถามได้จำนวนกี่คน  เพื่อให้ได้ข้อมูลคำตอบที่หลากหลายมาประกอบการ

- เพื่อกระตุ้นให้เห็นความสำคัญของข้อมูลที่มาจากหลากหลายแหล่งเรียนรู้

 

                ถ้าผู้เรียนเตรียมคำถามไว้ทุกๆ กิจกรรมที่คาดคะเนว่า  ผู้เรียนจะมีปัญหาในการดำเนินกิจกรรมนั้นๆ จะช่วยให้ผู้สอนสามารถดึงคำถามซอยย่อยที่เตรียมการไว้นั้น  มาใช้ได้ทันท่วงที  ส่งผลให้บทเรียนนั้นๆ ลื่นไหลไปอย่างราบรื่น  สนุกกับผู้เรียนและผู้สอน  เพราะไม่เครียดกับการคิดไม่ได้  คิดไม่ออก  อีกทั้งการนำคำถามกระต้นบ่อยๆ จิตของผู้เรียนจะตื่นอยู่เสมอ  พร้อมที่จะรับความรู้ใหม่ๆ ได้

                4. ผู้เรียนคิดวิเคราะห์ได้ไม่หลากหลาย  จากประสบการณ์การสอนที่ผ่านมา  พบว่าผู้เรียนคิดวิเคราะห์ได้น้อยมาก  แต่ละคนจะวิเคราะห์ประเด็ต่างๆ ไม่ลึกซึ้ง  ดูได้ที่คิดในแผนที่ความคิด (Mind Mapping)  จะคิดได้แค่กิ่งแต่ไม่ขยายถึงก้าน  จึงแตกฝอยไม่ได้  ทำให้รายละเอียดของการคิดน้อยมาก  ประเด็นต่างๆ ที่คิดได้เป็นเพียงก้อนใหญ่ๆ ขาดหลักฐานยืนยันหรือข้อมูลรองรับ  ผู้สอนต้องฝึกฝนให้ผู้เรียนคิดวิเคราะห์ข้อมูลลึกลงไปๆ จนเวลานำมาเขียนเป็นเส้นจะเห็นการแตกขยายความคิด  เหมือนรากไม้มีรากแก้ว  รากแขนง  รากฝอยย่อยๆ มากมาย  สวยงาม  ถ้าระบายสีจะสวยมาก  ถ้าเป็นกิ่งไม้ก็จะมีกิ่งก้านสาขามากๆ การคิดวิเคราะห์ได้อย่างนี้ต้องกระตุ้นด้วยคำถามซอยย่อย  เพื่อจะระเบิดความคิดให้แตกกระจายคิดต่อๆ ไปได้

                5. ฝึกให้ผู้เรียนผจญกับปัญหา  การผจญกับปัญหาใด  ขณะที่ดำเนินการเรียนรู้นั้นจะมีอยู่บ่อยๆ แต่พอพบปัญหาแล้วมักจะหยุด  มักจะนิ่ง  ปัญหาที่เกิดขึ้นในขณะเรียนรู้  เช่น  ผู้เรียนเตรียมคำถามไปถามคนๆ นี้  แต่พอจริงๆ คนๆ นั้นไม่อยู่  มีคนอื่นอยู่แต่ถนัดคนละเรื่อง  ซ้ำความคิดดีๆ เขามีมาก  แต่ผู้เรียนยังไม่มีคำถามที่เตรียมไว้  จะทำอย่างไรจึงจะแก้ปัญหาได้  สามารถมีข้อมูลอีกด้านหนึ่งมาเสวนาในกลุ่มวันต่อไป  ได้มุมมองความคิดอีกด้านหนึ่ง  นี่คือการผจญกับปัญหา  ที่พบบ่อยๆ ในขณะจัดการเรียนรู้  ผู้สอนต้องจัดเตรียมรับสถานการณ์เหล่านี้ไว้  เพื่อคอยช่วยเหลือผู้เรียนจัดการแก้ปัญหาได้คล่อง  ปัญหาที่กล่าวมานั้น  เมื่อผู้เรียนเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ทำงานทำการ  มักจะพบปัญหาในขณะทำงาน  ประสบการณ์เรียนรู้ที่ผ่านมาจะช่วยให้ผู้เรียนผจญกับปัญหานั้นได้

                6. ต้องประเมินผลการเรียนรู้ด้วยวิธีการประเมินจากสภาพจริง  การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยวิธีการกรณีศึกษานี้  ไม่ใช่ดูผลกันตรงที่ผู้เรียนอธิบายได้  แสดงบทบาทสมมติให้ดูได้  ตอบข้อสอบได้เท่านั้น  แต่ต้องดูให้ลึกลงไปถึงผลที่เกิดจากสภาพความเป็นจริง  เช่น  กรณีศึกษาตลาดชุมชน  เมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการแล้วปรากฎว่า

                1. ตลาดชุมชนสะอาดขึ้นดูผิดหูผิดตา

                2. มีผู้รับบริการ (ลูกค้า)  หน้าใหม่เพิ่มขึ้น  คนเดิมก็ยังมาซื้ออยู่

                3. การบริการของพ่อค้า  แม่ค้า  เป็นที่ประทับใจของผู้เรีบบริการ

                4. การจัดการบริหารตลาดชุมชนมีระบบการจัดการที่ดี  มีรูปแบบนโยบายกำหนดไว้ชัดเจน  มีการปฏิบัติตามนโยบายนั้นๆ

                5. แมลงวัน  หนู  แมลงสาบ  เกือบจะหมดสิ้นไป  ไม่น่ารังเกียจเหมือนก่อน

                6. สิ่งที่ยืนยงถาวรคือ  เศษผัก  ผลไม้  ชุมชนนำมาจัดทำเป็นเชื้อ EM  เพื่อนำใช้ในตลาดชุมชน  และครัวเรือนตามที่ได้เรียนรู้มา

                7. เกษตรกรหันมาใช้ปุ๋ยชีวภาพมากกว่าใช้สารเคมี

                7. รูปแบบการเขียนรายงาน  เป็นที่ถกเถียงกันมากของคนที่มาประเมินผลงานของผู้เขียนว่าทำไมไม่กำหนดรูปแบบให้ชัดเจนว่า  ผู้เรียนต้องเขียนรายงานว่าอย่างไร  ผู้เขียนมักจะไม่อธิบายและจะเฉยเสียมากกว่า  เพราะว่าประเมินหลายๆ คนนั้น  บางคนติดรูปแบบมาจากการเข้ารับการอบรมของแต่ละสำนัก  บางคนอบรมเสร็จใหม่ๆ มาบอกให้ผู้เขียนทำอย่างนี้  ผ่านไปไม่นานก็มาเปลี่ยนอีก  เพราะไปอบรมมาอีกรอบหนึ่ง  บุคคลเหล่านี้ทำได้จากคำบอกเล่าของผู้อื่นๆ หาใช่เกิดจากปัญญาที่ผ่านการปฏิบัติจริงของตน  จุดยืนย่อมไม่มี

                ผู้เขียนค้นพบว่า  เริ่มแรกนั้นเปิดโอกาสให้ผู้เรียนเขียนสะท้อนความคิดความรู้ที่ตนรู้มาในรูปแบบความเรียงก่อนได้  จนผู้เรียนมั่นใจว่าเขียนได้  ทำได้  รายงานได้  ลองให้ผู้เรียนศึกษารูปแบบที่เป็นสากล  คือ  เหมาะกับที่จะรายงานผลงานชิ้นนั้นๆ  นั่นหมายถึงว่าผู้เรียนต้องเตรียมรูปแบบรายงานไว้หลายๆ อย่าง  ทั้งโครงงาน (ซึ่งก็มีต่างกันไปอีก)  Story line  รายงานเชิงวิชาการเตรียมให้ผู้เรียนเลือกฝึกฝน  จนกระทั่งผู้เรียนมีรูปแบบเป็นของตนเอง  ดีที่สุด

                จงสอนให้คนๆ นั้นหาตัวตนที่แท้จริงของตนเองได้

                ภาพความสำเร็จอย่างนี้ต้องใช้เวลานาน  แต่ถ้าทำได้  นั่นคือ  ชีวิตที่สูงค่าของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ของคุณครู

                ลองดูว่าบทเรียนกรณีศึกษาตลาดชุมชน  ถ้าทำได้ดั่งที่ผู้เขียนเขียนไว้นี้  สยามประเทศจะเป็นอย่างไร  และถ้าสามารถจัดกรณีศึกษาในเรื่องอื่นๆ ที่มีปัญหาอยู่ในสยามประเทศได้สำเร็จ  จะเกิดผลอย่างไรในวงการศึกษาไทยเรา  นี่คือข้อชวนให้คิด

                จะเห็นว่าการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่แท้จริงนั้น  มันไม่ได้ง่ายดั่งที่คิด  แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องยากดั่งที่กลัวกัน  งานทุกอย่างเพียงแค่คิดแล้วลงมือกระทำ  ความสำเร็จก็จะเดินเข้ามาหาทุกครั้งไป

                สิ่งหนึ่งที่ผู้เขียนได้มาจากการนำกรณีศึกษาจัดกิจกรรมการเรียนรู้  คือ  รู้ว่าความรู้ที่นำมาพูด  มาเขียนนั้น  ต่างจากความรู้ที่ทำได้  มาพูดมาเขียนมากนัก..

 

 อ่านเป็นเล่มได้ที่นี่ครับ https://docs.google.com/docume...