“ถูกเหมือนได้เปล่า” เพราะคนพวกนี้คือสุดยอดมันสมองจากมหาประเทศที่สะสมบ่มเพาะความรู้ ความคิดความชำนาญมาจนแก่เต็มที่

ความก้าวหน้าทางวิทยาการ ผนวกกับการมีลูกน้อยลงของมนุษย์ กำลังทำให้สังคมไทยและโลกกลายเป็นสังคมคนชรา  ผนวกกับปัญหาสิ่งแวดล้อมที่มาพร้อมกับลัทธิบริโภคนิยม ผมจึงใคร่ขอเสนอว่า ให้นำขุมปัญญาแห่งความชรามาใช้ประโยชน์ โดยการเชื่อมโยงเข้ากับการศึกษาของ เยาวชน ในบริบทของความเขียวที่เป็นสากล

 

 ... ด้วยการจัดตั้ง  สกลจักรวาลัยเพื่อวิถีเขียว  =  Intusity for  Green Technology

 

(หมายเหตุ: Intusity = International + University ..university = จักรวาลัย (น่าแปลกใจว่าทำไมไปแปลกันว่า มหาวิทยาลัย)  , international = สากล, สกล )

 

วิธีการคือ...จะเชื้อเชิญและคัดเลือกคนแก่เกษียณอายุจากทั่วโลกให้มาใช้ชีวิตช่วงสุดท้ายอยู่ในประเทศไทย ในพื้นที่ของ IGTech  ซึ่งเชื่อว่าคนแก่จากมหาประเทศจำนวนมากจะสมัครเข้ามา เนื่องเพราะประเทศเรามีสิ่งดึงดูดมากหลาย เช่น  ค่าครองชีพต่ำกว่าเขาสิบเท่า ผู้คนมีอารยธรรมสูง(ใจดี)  ภูมิอากาศอบอุ่น ธรรมชาติงดงาม อาหารอร่อย เครื่องอำนวยความสะดวกสบายทางเทคโนโลยีก็พร้อมมูล....

 

...ดังนั้น การมาใช้ชีวิตเกษียณในเมืองไทยจะเป็นการอยู่อย่าง “ราชา” กล่าวคือ มีบ้านใหญ่ มีแม่บ้านทำอาหารอย่างดีให้กิน มีคนนวดแขนขาให้

 

ในช่วงสิบปีแรกเราจะรับคนแก่ทั่วโลกแบบไม่มีการคัดเลือก   แต่พอนานไป มีคนมามาก เราต้องรับสมัครและมีการคัดเลือกด้วย ..ในจำนวนมากที่สมัครมานี้เราอาจรับได้เพียงปีละ 1000 คนเท่านั้น โดยเราคัดเอาแต่คนชั้นดี เช่น ช่างฝีมือ นักคิด ศิลปินโดดเด่น นักปราชญ์อิสระ หมอ วิศวกร  นักบริหาร อาจารย์มหาลัยหลากหลายสาขาโดยเฉพาะด้านชีววิทยาสิ่งแวดล้อม พฤกษศาสตร์ เศรษฐกิจพอเพียง  ....ยกเว้นพวกได้รางวัลโนเบล ไม่ต้องคัด ได้สิทธิพิเศษทันที

 

คนพวกนี้จะมาเป็นครูสอนใน IGTech  ของเรานั่นเอง  โดยเราจะให้เงินเดือน “แบบไทยๆ” ด้วย ประมาณเดือนละ 4 หมื่นบาท  แต่พวกนี้แก่แล้วให้สอนครึ่งเวลาก็พอ ก็ได้คนละ 2 หมื่น (เงินเก็บเขามีคนละ 20-50 ล้าน ความจริงเขาไม่ต้องการเงินเดือนด้วยซ้ำ แต่เราก็ให้พอเป็นพิธี)

 

 

แบบนี้เรียกว่า “ถูกเหมือนได้เปล่า” เพราะคนพวกนี้คือสุดยอดมันสมองจากมหาประเทศที่สะสมบ่มเพาะความรู้ ความคิดความชำนาญมาจนแก่เต็มที่   แล้วเราเอาท่านมาเป็นอาจารย์ IGT เพื่อให้การศึกษา “ราคาถูก” แก่เยาวชนไทย โดยเราไม่ต้องส่งลูกหลานไปเรียนมหาลัยฝรั่งที่แสนแพง

 

ด้วยวิธีการนี้  IGT จะกลายเป็น “สกลจักรวาลัย” ที่มีคณาจารย์เก่งที่สุด เก่งกว่าในทุกมหาประเทศด้วยซ้ำไป เนื่องจากสุดยอดสมองทั่วโลกมารวมตัวกันอยู่  รวมทั้งสมองจากไทย ซิมบาบเว และบังคลาเทศด้วย  เท่ากับว่าเป็น “ขุมปัญญา” ของโลกทั้งใบเอามารวมกันไว้ ณ ที่นี้  ซึ่งนอกจากสอนเด็กไทยแล้ว พวกเขายังอาจ “รวมหัว” กันคิดอะไรดีๆ ออกมาช่วยโลกได้อีกมาก โดยหากไม่ได้มาอยู่รวมกันแบบนี้พวกเขาอาจคิดไม่ออกก็เป็นได้

 

กล่าวฝ่ายนักเรียน..เราจะมี “ค่าเทอร์ม” สามระดับคือ ลูกคนรวยขอเก็บแพงหน่อย อาจปีละ 3 แสน (ถ้าไปเรียนในม.ชั้นดีของฝรั่งอาจต้องเสียปีละ 3 ล้าน)   ลูกคนชั้นกลาง 1.5 แสน ลูกคนจน ฟรี (แต่ต้องเก่งนะ)  โดยเราจะรับนักเรียนจากทั่วโลก

 

ถ้ารับนศ.สัก 5000 คน นอกจากเราจะเลี้ยงตัวได้แล้วยังแถมจะมีกำไรสุทธิปีละ  500 ล้านบาท ก็สะสมเข้าไปเป็นกองทุนพัฒนามหาลัยไปเรื่อยๆ ทุกปี ...ถ้านับรายได้จากโครงการวิจัยอีก อาจได้กำไรสุทธิปีละ 2,000 ล้าน ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ถ้าเราเอาขุมปัญญามารวมกันไว้ ..ขนาดม.จอห์น ฮอปส์กินส์ มีนศ. 2500 คน ยังมีรายได้จากโครงการวิจัยปีละหลายหมื่นล้านได้เลย ทั้งที่คณาจารย์ยังไม่เก่งเท่า IGT ของเราด้วยซ้ำ

 

ถ้าทำได้แบบนี้ทุกฝ่ายจะได้ประโยชน์กันหมดเช่น

 

1)         เยาวชนไทยได้การศึกษา “เขียว” ที่ดีที่สุดในโลก จากคณาจารย์ที่เก่งที่สุดในโลก และได้เรียน “ภาษานานาชาติ” ไปในตัว เพราะสอนเป็นภาษาอังกฤษ  เยอรมัน ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น เสปน รัสเซีย ซิมบาบเว 

2)         นอกจากได้เรียนดีที่สุดในโลกแล้ว ยังมีราคาถูกเหมือนได้เปล่าอีกด้วย

3)         คนแก่จากนานาชาติได้ใช้ชีวิตที่สบาย เพราะเงินของเรามีราคาถูกกว่าเขามาก ทำให้สามารถ มีแม่บ้าน คนสวน คนนวด พยาบาลคอยดูแล  เท่ากับว่าเราได้บุญที่ช่วยให้คนแก่พวกนี้ได้ใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างมีความสุขมากกว่าปกติ

4)         สภาพอากาศก็อบอุ่น ไร้หิมะหนาวเย็นหฤโหด  ซึ่งเป็นภัยอันตรายต่อผู้ชรา ทั้งในความหนาว และการล้มลื่น

5)         นอกจากความสุขกายแล้ว คนแก่จากนานาชาติได้ใช้ชีวิตบั้นปลายที่มีความหมาย (ได้เอาความรู้ที่สะสมไว้มาใช้ประโยชน์)  ก็ยิ่งทำให้พวกเขาสุขใจด้วย

6)         คนแก่ที่เก่งมากๆ แต่ยากจน (หัวดีแต่ยากจน)  เช่น มาจากประเทศยากจน เราก็จะมี “ทุน” ให้มาสอน คือมีบ้าน อาหารฟรีให้ และให้เงิน ให้รถประจำตำแหน่งด้วย

7)         ประเทศไทยได้รับการถ่ายทอด “ยอดความรู้” จากต่างชาติ

๘)           สิ่งแวดล้อมไทย และ โลกดีขึ้น (หลักสูตรที่สอนจะเน้นไปด้านเขียวหมดสิ้น เช่น เกษตรชีวภาพ เศรษฐศาสตร์เขียว อุตสาหกรรมเขียว)

 

ทุนประเดิม : น้อยมาก  ไม่น่าเกิน 100 ล้านบาท เพื่อหาซื้อที่ดินสัก 1000  ไร่ แม้เครือข่ายพวกเราคนไม่รวยเงินร่วมกันลงขันยังพอไหวเลยครับ 

 

ที่ผมเสนอว่าพื้นที่เริ่มต้นต้องใหญ่สักหน่อยก็เพื่อทำให้เป็นสวนเกษตร ส่วนป่า สาธิตกิจกรรมเขียวไปด้วย  ที่สำคัญ เพื่อความยั่งยืนคือ เราต้องทำให้เป็นโครงการ “เขียวกินได้”  ไม่ใช่เขียวที่รอแต่รับเงินบริจาคจากผู้อื่นเสมอไป  กล่าวคือ นศ. ที่จบไปแล้วจะมีอาชีพเขียวอันหลากหลาย ตั้งแต่ ปวช. ปวส. ป.ตรี  ป.บัณฑิต โท ถึง เอก ที่สามารถเป็นสัมมาอาชีพได้ พร้อมช่วยนำประเทศไทย และโลกทั้งหมดให้เป็นเขียวไปด้วย อาชีพคือ เป็นครูสีเขียวในรร.สีเขียว เป็นพนักงานในบริษัทเขียว รวมทั้งเป็นเจ้าของกิจการเขียว

 

เราจะสร้างทั้งนักคิด และ นักทำ รวมทั้งนักบริหาร เพื่อเชื่อมโยงการคิด ไปสู่การทำ  ทำเพื่อปฏิวัติโลกให้เป็นสีเขียว ไม่ใช่เขียวเฉพาะทางกาย แต่ใจต้องเขียวด้วย จนในที่สุดเหนือเขียว จนขาวใส โดยเราเอาเขียวมาเป็นอุบายในขั้นแรกๆเท่านั้นเอง

 

นักเรียน นักศึกษาในโครงการนี้ นอกจากเรียนวิทยาการในห้องแล้ว จะมีวิชาเลือกให้ออกภาคสนามที่เป็นสวนไร่นารอบๆ เพื่อปฎิบัติการเขียวได้จริง เช่น ไปทำนา สวน ไร่ ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเขียว เพื่อให้สัมพันธ์กับทฤษฎีเขียวที่เรียน เพื่อเป็นการอัดฉีดจิตวิญญาณเขียวพร้อมทักษะในการทำงานควบคู่กันไปกับการเรียนในห้องเรียน

 

คิดแล้วก็ให้สังเวช จะหาสัก 100 ล้าน มาทำโครงการนี้คงแสนยาก ส่วนสนามกอล์ฟมันผุดขึ้นมาเป็นเทือก แต่ละโครงการใช้เงินพันล้าน ..โลกนี้มันแปลกหนอ

 

...คนถางทาง (๑๘ เมษ. ๒๕๕๕)