ความก้าวหน้าทางวิทยาการ ผนวกกับการมีลูกน้อยลงของมนุษย์ กำลังทำให้สังคมไทยและโลกกลายเป็นสังคมคนชรา ผนวกกับปัญหาสิ่งแวดล้อมที่มาพร้อมกับลัทธิบริโภคนิยม ผมจึงใคร่ขอเสนอว่า ให้นำขุมปัญญาแห่งความชรามาใช้ประโยชน์ โดยการเชื่อมโยงเข้ากับการศึกษาของ เยาวชน ในบริบทของความเขียวที่เป็นสากล
... ด้วยการจัดตั้ง สกลจักรวาลัยเพื่อวิถีเขียว = Intusity for Green Technology
(หมายเหตุ: Intusity = International + University ..university = จักรวาลัย (น่าแปลกใจว่าทำไมไปแปลกันว่า มหาวิทยาลัย) , international = สากล, สกล )
วิธีการคือ...จะเชื้อเชิญและคัดเลือกคนแก่เกษียณอายุจากทั่วโลกให้มาใช้ชีวิตช่วงสุดท้ายอยู่ในประเทศไทย ในพื้นที่ของ IGTech ซึ่งเชื่อว่าคนแก่จากมหาประเทศจำนวนมากจะสมัครเข้ามา เนื่องเพราะประเทศเรามีสิ่งดึงดูดมากหลาย เช่น ค่าครองชีพต่ำกว่าเขาสิบเท่า ผู้คนมีอารยธรรมสูง(ใจดี) ภูมิอากาศอบอุ่น ธรรมชาติงดงาม อาหารอร่อย เครื่องอำนวยความสะดวกสบายทางเทคโนโลยีก็พร้อมมูล....
...ดังนั้น การมาใช้ชีวิตเกษียณในเมืองไทยจะเป็นการอยู่อย่าง “ราชา” กล่าวคือ มีบ้านใหญ่ มีแม่บ้านทำอาหารอย่างดีให้กิน มีคนนวดแขนขาให้
ในช่วงสิบปีแรกเราจะรับคนแก่ทั่วโลกแบบไม่มีการคัดเลือก แต่พอนานไป มีคนมามาก เราต้องรับสมัครและมีการคัดเลือกด้วย ..ในจำนวนมากที่สมัครมานี้เราอาจรับได้เพียงปีละ 1000 คนเท่านั้น โดยเราคัดเอาแต่คนชั้นดี เช่น ช่างฝีมือ นักคิด ศิลปินโดดเด่น นักปราชญ์อิสระ หมอ วิศวกร นักบริหาร อาจารย์มหาลัยหลากหลายสาขาโดยเฉพาะด้านชีววิทยาสิ่งแวดล้อม พฤกษศาสตร์ เศรษฐกิจพอเพียง ....ยกเว้นพวกได้รางวัลโนเบล ไม่ต้องคัด ได้สิทธิพิเศษทันที
คนพวกนี้จะมาเป็นครูสอนใน IGTech ของเรานั่นเอง โดยเราจะให้เงินเดือน “แบบไทยๆ” ด้วย ประมาณเดือนละ 4 หมื่นบาท แต่พวกนี้แก่แล้วให้สอนครึ่งเวลาก็พอ ก็ได้คนละ 2 หมื่น (เงินเก็บเขามีคนละ 20-50 ล้าน ความจริงเขาไม่ต้องการเงินเดือนด้วยซ้ำ แต่เราก็ให้พอเป็นพิธี)
แบบนี้เรียกว่า “ถูกเหมือนได้เปล่า” เพราะคนพวกนี้คือสุดยอดมันสมองจากมหาประเทศที่สะสมบ่มเพาะความรู้ ความคิดความชำนาญมาจนแก่เต็มที่ แล้วเราเอาท่านมาเป็นอาจารย์ IGT เพื่อให้การศึกษา “ราคาถูก” แก่เยาวชนไทย โดยเราไม่ต้องส่งลูกหลานไปเรียนมหาลัยฝรั่งที่แสนแพง
ด้วยวิธีการนี้ IGT จะกลายเป็น “สกลจักรวาลัย” ที่มีคณาจารย์เก่งที่สุด เก่งกว่าในทุกมหาประเทศด้วยซ้ำไป เนื่องจากสุดยอดสมองทั่วโลกมารวมตัวกันอยู่ รวมทั้งสมองจากไทย ซิมบาบเว และบังคลาเทศด้วย เท่ากับว่าเป็น “ขุมปัญญา” ของโลกทั้งใบเอามารวมกันไว้ ณ ที่นี้ ซึ่งนอกจากสอนเด็กไทยแล้ว พวกเขายังอาจ “รวมหัว” กันคิดอะไรดีๆ ออกมาช่วยโลกได้อีกมาก โดยหากไม่ได้มาอยู่รวมกันแบบนี้พวกเขาอาจคิดไม่ออกก็เป็นได้
กล่าวฝ่ายนักเรียน..เราจะมี “ค่าเทอร์ม” สามระดับคือ ลูกคนรวยขอเก็บแพงหน่อย อาจปีละ 3 แสน (ถ้าไปเรียนในม.ชั้นดีของฝรั่งอาจต้องเสียปีละ 3 ล้าน) ลูกคนชั้นกลาง 1.5 แสน ลูกคนจน ฟรี (แต่ต้องเก่งนะ) โดยเราจะรับนักเรียนจากทั่วโลก
ถ้ารับนศ.สัก 5000 คน นอกจากเราจะเลี้ยงตัวได้แล้วยังแถมจะมีกำไรสุทธิปีละ 500 ล้านบาท ก็สะสมเข้าไปเป็นกองทุนพัฒนามหาลัยไปเรื่อยๆ ทุกปี ...ถ้านับรายได้จากโครงการวิจัยอีก อาจได้กำไรสุทธิปีละ 2,000 ล้าน ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ถ้าเราเอาขุมปัญญามารวมกันไว้ ..ขนาดม.จอห์น ฮอปส์กินส์ มีนศ. 2500 คน ยังมีรายได้จากโครงการวิจัยปีละหลายหมื่นล้านได้เลย ทั้งที่คณาจารย์ยังไม่เก่งเท่า IGT ของเราด้วยซ้ำ
ถ้าทำได้แบบนี้ทุกฝ่ายจะได้ประโยชน์กันหมดเช่น
1) เยาวชนไทยได้การศึกษา “เขียว” ที่ดีที่สุดในโลก จากคณาจารย์ที่เก่งที่สุดในโลก และได้เรียน “ภาษานานาชาติ” ไปในตัว เพราะสอนเป็นภาษาอังกฤษ เยอรมัน ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น เสปน รัสเซีย ซิมบาบเว
2) นอกจากได้เรียนดีที่สุดในโลกแล้ว ยังมีราคาถูกเหมือนได้เปล่าอีกด้วย
3) คนแก่จากนานาชาติได้ใช้ชีวิตที่สบาย เพราะเงินของเรามีราคาถูกกว่าเขามาก ทำให้สามารถ มีแม่บ้าน คนสวน คนนวด พยาบาลคอยดูแล เท่ากับว่าเราได้บุญที่ช่วยให้คนแก่พวกนี้ได้ใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างมีความสุขมากกว่าปกติ
4) สภาพอากาศก็อบอุ่น ไร้หิมะหนาวเย็นหฤโหด ซึ่งเป็นภัยอันตรายต่อผู้ชรา ทั้งในความหนาว และการล้มลื่น
5) นอกจากความสุขกายแล้ว คนแก่จากนานาชาติได้ใช้ชีวิตบั้นปลายที่มีความหมาย (ได้เอาความรู้ที่สะสมไว้มาใช้ประโยชน์) ก็ยิ่งทำให้พวกเขาสุขใจด้วย
6) คนแก่ที่เก่งมากๆ แต่ยากจน (หัวดีแต่ยากจน) เช่น มาจากประเทศยากจน เราก็จะมี “ทุน” ให้มาสอน คือมีบ้าน อาหารฟรีให้ และให้เงิน ให้รถประจำตำแหน่งด้วย
7) ประเทศไทยได้รับการถ่ายทอด “ยอดความรู้” จากต่างชาติ
๘) สิ่งแวดล้อมไทย และ โลกดีขึ้น (หลักสูตรที่สอนจะเน้นไปด้านเขียวหมดสิ้น เช่น เกษตรชีวภาพ เศรษฐศาสตร์เขียว อุตสาหกรรมเขียว)
ทุนประเดิม : น้อยมาก ไม่น่าเกิน 100 ล้านบาท เพื่อหาซื้อที่ดินสัก 1000 ไร่ แม้เครือข่ายพวกเราคนไม่รวยเงินร่วมกันลงขันยังพอไหวเลยครับ
ที่ผมเสนอว่าพื้นที่เริ่มต้นต้องใหญ่สักหน่อยก็เพื่อทำให้เป็นสวนเกษตร ส่วนป่า สาธิตกิจกรรมเขียวไปด้วย ที่สำคัญ เพื่อความยั่งยืนคือ เราต้องทำให้เป็นโครงการ “เขียวกินได้” ไม่ใช่เขียวที่รอแต่รับเงินบริจาคจากผู้อื่นเสมอไป กล่าวคือ นศ. ที่จบไปแล้วจะมีอาชีพเขียวอันหลากหลาย ตั้งแต่ ปวช. ปวส. ป.ตรี ป.บัณฑิต โท ถึง เอก ที่สามารถเป็นสัมมาอาชีพได้ พร้อมช่วยนำประเทศไทย และโลกทั้งหมดให้เป็นเขียวไปด้วย อาชีพคือ เป็นครูสีเขียวในรร.สีเขียว เป็นพนักงานในบริษัทเขียว รวมทั้งเป็นเจ้าของกิจการเขียว
เราจะสร้างทั้งนักคิด และ นักทำ รวมทั้งนักบริหาร เพื่อเชื่อมโยงการคิด ไปสู่การทำ ทำเพื่อปฏิวัติโลกให้เป็นสีเขียว ไม่ใช่เขียวเฉพาะทางกาย แต่ใจต้องเขียวด้วย จนในที่สุดเหนือเขียว จนขาวใส โดยเราเอาเขียวมาเป็นอุบายในขั้นแรกๆเท่านั้นเอง
นักเรียน นักศึกษาในโครงการนี้ นอกจากเรียนวิทยาการในห้องแล้ว จะมีวิชาเลือกให้ออกภาคสนามที่เป็นสวนไร่นารอบๆ เพื่อปฎิบัติการเขียวได้จริง เช่น ไปทำนา สวน ไร่ ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเขียว เพื่อให้สัมพันธ์กับทฤษฎีเขียวที่เรียน เพื่อเป็นการอัดฉีดจิตวิญญาณเขียวพร้อมทักษะในการทำงานควบคู่กันไปกับการเรียนในห้องเรียน
คิดแล้วก็ให้สังเวช จะหาสัก 100 ล้าน มาทำโครงการนี้คงแสนยาก ส่วนสนามกอล์ฟมันผุดขึ้นมาเป็นเทือก แต่ละโครงการใช้เงินพันล้าน ..โลกนี้มันแปลกหนอ
...คนถางทาง (๑๘ เมษ. ๒๕๕๕)
เป็นแนวคิดที่สร้างสรรค์สุดๆเลยค่ะ ท่านอาจารย์ เพราะคนแก่ในช่วงนี้ล้วนแต่ทรงคุณค่า การที่จะได้สัมผัสความคิด ความรู้ จากปรมาจารย์เหล่านั้นเป็นเรื่องยากมากๆ แต่ถ้าเราสามารถเชื้อเชิญเข้ามาอยู่รวมกันได้จริง ว้าวววว.. ยังไม่แก่แต่ก็ขอไปอยู่ด้วยคนนะค่ะ อยากได้อยู่ใกล้ๆนักปราชญ์ ค่ะ ยิ่งได้แขนงต่างๆมาด้วยแล้ว สุดยอดของเมืองใหม่เลยค่ะ
แต่โครงการนี้คงเกิดยากอย่างที่ท่านอาจารย์บอกแหล่ะ.. ใครจะอยากมาลงทุนเพื่อผลประโยชน์และอนาคตของชาติหล่ะ เพราะคน(รายได้เยอะ) ทุกวันนี้เค้ามุ่งแต่ประโยชน์ตนเป็นใหญ่ คงต้องรอไปอีกนานนน ..จนเราแก่เลยมั้งคะ เฮ้อ.. น่าเสียดายเนอะ
คุณรัชนีครับ ...เดี๋ยวรอเจ้าของสนามกอล์ฟใจบุญ ประกาศเลิกกิจการ ยกที่ให้เอามาทำโครงการนี้ดีไหม (ฝันไปได้) หรือรอนักการเมืองโกงกินชาติไปแสนล้าน สำนึกบาป แล้วเอามาบริจาคทำบุญเพื่อล้างบาป (ฮา) หรือว่าเอาไปเสนอในที่ชุมนุมแดง เหลือง ขอรับบริจาค คนละบาทสองบาท เพื่อสร้างอนุสรณ์สถานแห่งการปรองดองร่วมกัน หรือเสนอเป็นโครงการขึ้นไปถึง สกว. วช. สวทช. สกอ. สสส. และ กขคง. ให้ช่วยหาทุนให้ด้วย เพื่อมันเกี่ยวข้องกับท่านทั้งน้าน
อาจารย์ค่ะ ถ้าคิดค่ารักษาพยาบาลที่ต้องดูแลคนแก่ แล้วนี่มัจะยังคุ้มหรือเปล่าค่ะ อย่างสมมติ มาอยู่ได้สัก 2 ปี ดันเป็นพาร์กินสันเหมือนชลัญธร นี่ต้องเสียค่าใช้จ่ายมากพอสมควร อย่างชลัญธรรับยาทีละ 30000กว่าบาท นี่ดีว่าเบิกได้ บ้าง เพราะจะว่าไปคนเราก็จะมีลิมิตของอายุที่สามารถทำงานเป็นแขนขาของสังคมได้ในวัยเกษียณ แต่พอถึงอายุ ที่อยู่ในระดับ หนึ่งนี่มักจะมีโรคคนแก่ตามมาโดยเฉพาะโรคเรื้อรัง พวกหลอดเลือดสมอง หลอดเลือดหัวใจ หรือมะเร็ง ยิ่งถ้าต้องรักษา ให้เลือดยิ่งลำบากหาเลือด Rh เข้ากันยาก คือชลัญว่า ปราญช์ในเมืองไทยที่เป็นผู้สูงอายุก็มีไม่น้อย ถ้าเราจะพัฒนาจากจุดนี้ตามไอเดียของอาจารย์ก็ไม่เลวค่ะ
คุณชลัญธรครับ ...อย่าลืมว่าคนพวกนี้เป็นคนแก่ระดับสูง มี healt insurance กันเพียบหมด (ค่ารักษาแบบไทยๆเรา พวก บริษัท hi ในเมืองฝรั่งมันหัวเราะตายเลยครับ แม้เราจะโก่งราคารักษาสักสามเท่าก็ตาม)
ผมไม่ได้บอกรายละเอียดด้วยว่า เราจะมีรพ. เน้น เฉพาะคนแก่ เป็นรพ. วิจัย tertiary care ด้วยนะครับ การรักษาเน้นการรักษาแบบเขียวด้วย
โดยหมอ ไม่ได้มาจากไหน มาจากสมาชิกของเรานั่นแหละ (ผมเดาว่า สมาชิกเราจะเป็น หมอ ceo วิศวะ เสียมากที่สุด)
คุณชลัญธรครับ...ผมลืมบอกไปด้วยว่า นศ. ของเรา ก็จะต้องไป "ลงวิชา" ช่วยเหลือคนชราด้วย หน่วยกิตตามกำหนด
เพื่อเรียนรู้ชีวิต และแสดงกตัญญูต่อครู ..แบบนี้เราได้สองต่อ คือ คนแก่สบาย และเด็กได้เรียนรู้ ด้านเกิด แก่ เจ็บ ตาย ไปในตัว
(สงสัยผมคงต้องเอาบทความฉบับเต็มมาลงแล้วหละ แต่มันยาวมาก กลัวจะเบื่อกันเสียก่อน ผมเลยเอาฉบับย่อมาลง ...เลยทำให้อาจมองไม่เห็นมิติอันหลากหลาย ที่ผมได้เล็งเห็นไว้แต่แรกแล้ว)
เรื่องปราชญ์เมืองไทยสูงอายุ มีไม่น้อย ก็คิดอยู่ครับ คือเริ่มต้นเอาแบบไทยๆ ก่อน แล้วขยายไปเป็น inter ภายหลัง
เพื่อนผมเป็น tai chi master เดินทางไปสอนไทเก้กรอบโลก ท่านได้ยินเรื่องนี้ท่านสนใจมาก เอาไปเสนอต่อลูกศิษย์ของท่านทั่วโลก (ซึ่งเป็นคนรวยๆทั้งนั้น) ปรากฎว่าสนใจกันมากๆ อยากให้ตั้ง จะมาอยู่ ลองไปค้นดูกูเกิ้ลดูนะครับ ท่านชื่อ สุพล โลหชิตกุล (อาจค้นคำว่า อาจารย์ไทเก้ก ไม่ทราบจะเจอไหม ) ท่านมีเฟสบุคด้วย จะเห็นลูกศิษย์ทั่วโลกของท่านที่นั่น
ขอบคุณท่านอาจารย์ ที่ช่วยกรุณาขยายความค่ะ ชลัญคิดแบบคนความรู้น้อยด้อยประสบการณ์น่ะค่ะ การทำงานในโรงพยาบาลมัทำให้เราเห็นว่า การดูแลผู้ป่วยสูงอายุแถมเป็นโรคเรื้อรังคนหนึ่งนี้ มีนเป็นอะไรที่สูญเสียงบประมาณในหลายๆด้านมากเศรษฐีบ้านชลัญธรกลายเป็นยาจกในพริบตา แต่เป็นเศรษฐีบ้านนอกน่ะค่ะ แต่ก็ลืมไปค่ะว่า เศรษฐีบ้านเราเท่ากับยาจกต่างประเทศ ค่าเงินมันต่างกัน กลัวความเหลื่อมล้ำทางสังคมที่ให้สิทธิ์การเข้าถึงการรักษาที่ดีกว่ามากกว่าประชาชนคนไทยที่ยังมีรายได้น้อยอยู่น่ะค่ะ แต่อาจจะคิดผิดเพราะถ้าเป็นไปได้ เราอาจร่ำรวยพอที่จะให้สวัสดิการที่ดีกับประชาชนได้ค่ะ ขอบคุณอาจารย์ค่ะที่ช่วยชี้แนะ
เรียนคุณชลัญ...สกลจักรวาลัยนี้ จริงอยู่เราเริ่มต้นที่ระดับสูง เน้นที่ไปที่คนมีความรู้ที่มักรวยด้วย เป็นคนส่วนน้อยของสังคมโลก แต่ในที่สุด เราจะเค้นเอาสมอง จิต วิญญาณ ของเขาออกมา ให้มาช่วยสังคมระดับล่าง ให้มากที่สุด รวมทั้งช่วยโลกพร้อมกันไป
เรื่องการป่วยไข้ของคนพวกนี้ ลืมไปได้เลยครับ เพราะเป็นคนชั้นสูงของโลก มีประกันภัยกันหมดแล้ว เป็นห่วงแต่ว่าพวกเขาจะ "เค้น" สมองออกมา เพื่อช่วยเหลือคนอื่นๆ แบบเราๆ ได้มากแค่ไหน เท่านั้นเอง
เช่น วอเรน บัฟเฟต์ มหาเศรษฐีโลก ก็ได้เค้นสมองออกมาช่วยคนจนมาก จนดึงเอา บิล เกตส์ สตีฟ จอบส์ ไปร่วมทำงานการกุศลลด้วยกัน ผมยังคิดว่า ถ้ามีช่องทางจะนำเสนอโครงการนี้ต่อ ท่าน WB เพราะถ้ารอเสนอองค์กรไทย ผมคงตายก่อนท่าน WB ที่ได้ข่าวว่าขณะนี้กำลังเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก ..ก็คงต้องตายในรพ. สายห้อยระโยงยาง แทนที่จะได้ตายใน สกลจักรวาลัย อันแสนร่มรื่น และเป็นธรรมชาติ
เรียนท่านคนถางทาง....หากผมขายทะเลสาบสงขลาที่หน้าบ้านได้ จะยกให้เป็นทุนในโครงการนีทันที....(ชาดได้แรงอกนิ)
ขอบคุณค่ะอาจารย์ ชื่นชมค่ะที่นึกถึงคนระดับรากหญ้าด้วย
โครงการนี้จะเป็นแบบ อัตโนมัติ (self sufficient) คนแก่ที่มีอาการโรคชราเริ่มต้น เรารักษาในรพ.พื้นที่ มี แพทย์ พยาบาล อาวุโส ที่เป็นฝรั่งและไทย ที่ชำนาญการที่สุดในโลก คอยดูแล หากฉุกเฉินเครืองมือไม่พอ เราเอา ฮ. บินส่งรพ.ในกทม.ได้ทุกเมื่อ ...นี่มันสังคม คนแก่ที่"รวย" นะครับ ...ส่วนงานวิจัยเรื่องโรคภัยคนแก่ เราเน้นพิเศษ ..ว่าไปแล้วเป็น hight light ของเราเลย ..คนแก่ วิจัยเรื่องคนแก่ ไม่ต้องไปหาตัวอย่างที่ไหน
สงสัยชลัญจะได้เป็นกลุ่มตัวอย่าง โอ้ย....อาจารย์พรุ่งนี้ต้องไปหาหมอที่มหาราชเบื่อจังรักษาโรคคนแก่...พาร์กินสัน.....
อย่าลืม...รักษาด้วยสติ กำหนดสติไปที่จุดที่มันสั่น กำหนดรู้ ไม่ต้องคิด ..ลองทำดูไปเรื่อยๆ
สำเร็จเมื่อไหร่ ผมจะบรรจุให้เป็นอาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษที่รพ. สกลฯ ๕๕๕
ขอบคุณคร้าบ.....ได้สนทนากับอาจารย์ยาว เพิ่มรอยยักสมอง นอนหลับล่ะคืนนี้ราตรีสวัสดิ์ค่ะ
ก่อนหลับ ขอเสนอเพิ่มว่า ในการกำหนดรู้นั้น กำหนดแบบปล่อยนะ ถ้าไปกำหนดแบบยึด จะยิ่งไปกันใหญ่กว่าปกติเสียอีก
กำหนดแบบปล่อยคือ กำหนดแบบมาโคร ที่เห็นภาพรวม ที่เชื่อมโยงกัน
ขอให้ทุกข์หดหายลงไปเรื่อยๆ นะครับ ถ้ามันไม่หด ก็คงต้องวางอุเบกขาแหละครับ เห็นว่ามันเป็นกระบวนการธรรมชาติ เรามีบุญกว่าคนอื่น ที่ได้มาเห็นทุกข์ก่อนวัยอันควร แสดงว่าชาติก่อนคงทำบุญไว้มากกว่าคนอื่น ...อิอิ
มาอ่านคนคุยกัน สนุกจัง
หา...ท่านวอญ่า....ไม่ต้องขายหรอก ...ที่ริมเลสวยๆ แบบนี้ ตั้งเป็นศูนย์ไปเลยดีไหมครับ ทำแบบเล็กๆ ก็ได้ โดยเฉพาะเริ่มต้นเป็นศูนย์นิคมคนชรา คัดเอาพวกอจ.มหาลัยไปอยู่ แล้วมีรร. ประถม เอาคนพวกนี้เป็นครูสอน มัน วินๆๆๆ ทุกฝ่ายครับ
I had many issues on "advanced brains forum" on my mind for some time now. Eg.
1) There are a lot of pensioners in Thailand who spend time (and money) travelling the world. They too have a lot to offer. They can actually form "organizations for advanced Thais" and offer services (for no profit).
2) There are many "kinds" of golden oldies. Some see the light and behave lile good Buddhists; some are easy to get along and some some are egotists or bigots -- difficult to see any light. Apart from varying medical conditions, there are varying self-indulgent habits that may be difficult for Thais to understand and tolerate. It is a "safety" aspect for "advanced brains". Safety for them (attack/mugging, food, language, transport,...) and safety for Thais (sex-abuse, envy, insult/debasement, language, religious/cultural infringement,...)
3) There must be a form of 'go between' moderation/management of contacts/interfaces and quality-assurance measure feedback to improve relations. Perhaps "friendship homes for advanced brains" (in the same line as exchange students programs like AFS, JFS,..,) programs to learn about different cultures and differences and finding acceptable "ways to normalize conflicts" (not all oldies are scientists or open-minded). I think some preparations are needed -- we can't just "build homes" and invite them in.
...
Can we set up a "forum" (in G2K) to collect ideas and discuss issues on this?
เห็นด้วยอย่างยิ่งครับท่าน sr สมองของคนแก่สำคัญที่สุด โดยเฉพาะพวกรวยๆ หรือเรียนสูงๆ ผ่านโลกมามาก เห็นมามาก ช่วงแก่ๆ แล้วน่าจะได้ตกตะกอน เอามาใช้ประโยชน์ให้มาก
ผมไม่ได้คิดแค่สร้าง "บ้าน" ให้เขาอยู่นะครับ แต่เห็นว่าบ้านคือปัจจัยสี่ที่สำคัญที่สุดของคนพวกนี้ (เพราะอาหาร เครื่องนุ่งห่ม ยา นั้นพวกเขามีเงินซื้อเหลือเฟืออยู่แล้ว) มันจะเป็น หมู่บ้านครับ และ หมู่บ้านนานาชาติด้วย (คิดเลยช็อตไปหน่อย) จะมีการเสวนากัน เชน่ ผลัดกันบรรยายพิเศษเรื่องที่ตนถนัดเก่ง แล้วให้คนอื่นวิจารณ์ ต่อยอด ...นอกนั้นเชิญวิทยากรจากข้างนอกมาบรรยาย แลกเปลียนกัน ผมเชื่อว่ามันจะเกิดแนวคิดใหม่ๆ ออกมา จรรโลงประเทศเรา โลกเราได้อย่างน่าอัศจรรย์ ...เพียงแต่วันนี้ยังไม่มีใครริสร้างเวทีแบบนี้ขึ้นในโลกเท่านั้นเอง ...เป็นสกลจักรวาลัย