เมื่อผมได้ทำการ”บวช” เข้าไปเป็นพระแล้ว สืบถาม เฟ้นหา ข้อมูลไปมา ทำให้ได้รับทราบว่า คนที่เข้ามาบวชนั้นมีจุดประสงค์หลากหลาย ข้างๆกุฎิ..ถึงกับมีคำกลอนเขียนเสียดสีไว้มากมายหลายรูปแบบ เช่น:
.....บวชตามประเพณี...บวชหนีสงสาร....บวชผลาญข้าวสุก....บวชสนุกตามเพื่อน....บวชเลื่อนลอย....บวชคอยงาน (บวชหนีสงสารน่าจะดูดีที่สุดนะครับ สงสาร นั้นหมายถึงสังสารวัฎฎ์ นะครับ (คือวงจรชีวิตของมนุษย์) ไม่ใช่ “สงสาร” เพราะอกหักหลักลอยแต่อย่างใด)
ส่วนไอ้บวช “สนุกตามเพื่อน” นี่มันมีจริงๆนะครับ โดยมากพอลูกคนรวยบวชมักจะมีลูกคนจนบวชตามมาเป็นเพื่อนด้วย (เพื่อตามมารับใช้) สมัยผมหนุ่มๆก็มีเพื่อนๆพากันบวชตามเพื่อนที่บวชตามประเพณี เพื่อไปเพื่อนเล่นหัวกัน ....เย็นวันหนึ่งผมไปเยี่ยมพระท่าน..ปรากฏว่าท่าน (มัน) ตั้งวงถกจีวรเตะตะกร้อกันสบายใจเฉิบ พอเห็นผมมาก็ตะโกนเรียกออกชื่อ “ไอ้เอี้ย.มรึ่ง..ไอ้ “คนถางทาง” มาเตะตะกร้อกันเร็ว” ผมคิดแล้วก็ทั้งขำทั้งสมเพชเวทนาเพื่อนเก่าที่ช่างไม่เปลี่ยนอะไรบ้างเลย
กลอนเสียดสีบางเวอร์ชันก็ว่า .....บวชอกหัก...หลักลอย....คอยงาน.....หนีสงสาร....ผลาญข้าวสุก.....สนุกตามเพื่อน
ไอ้ผมก็ชอบเล่นคำกลอนอยู่กะเขาเหมือนกัน เลยลองนึกคำคล้องจองมาอธิบายพระประเภทต่างๆที่ผ่านการบวชไปแล้ว ดูบ้าง
พระนั่ง พระนอน พระสอน พระสวด พระอวด พระเสก พระเลข พระสร้าง (นั่งในที่นี้คือ นั่งสมาธินะครับ) .......พระนอนนั้นมีมากจริงๆพอฉันเช้า ฉันเพลเสร็จ ก็หนังตาหย่อนกันเป็นทิวแถว ส่วน”พระเลข” นั้นหมายถึงเลขใบ้หวยน่ะครับ ...สำหรับ”พระสร้าง” นี้ก็สร้างกันจัง อิฐหินปูนทราย เทถมกันเข้าไป (เพราะหวัง “พัดยศ” เป็นหลัก อ้าว..พัดยศ คืออะไร ก็ “ตาลปัตร” งัย)
แล้วผมก็ยังสร้างวาทกรรมอื่น เช่น... วัดสร้าง วัดสอน วัดสวด วัดสงบ (อันนี้ปรับเสริมมาจากคำของท่านพุทธทาสครับ) และสุดท้ายขอแถมคือ พระประเภท “เอาแต่เผาผี นอนกันเงียบฉี่ ดีแต่สวดท่อง จ้องแต่บอกบุญ”
ก็ว่ากันแรงๆ ตรงๆ แบบนี้แหละ ..ใครจะหาว่าสาวไส้ให้(สี)กากินก็ไม่ว่ากันเด๊อ ก็บอกแล้วว่าจะว่ากันตามจริงตามที่ได้พบได้เห็น โดยมีเจตนาดีเป็นที่ตั้ง
...คนถางทาง
โปรดติดตามตอน ๔ ต่อไป
ฉายาวัดในพัทลุง ในอดีต คน 50 ปีล่วงมารู้กันว่า
"บวช เรียน วัดสุวรรณ
บวช ฉัน วัดป่าตอ
บวช ฉัดตร้อ(เตะตะกร้อ) วัดโคกหัก
บวช ขี้ลัก(ขโมย) วัดควนปริง
บวช บ้าหญิง(จีบหญิง) วัดเกาะยาง
บวช เก็บตังค์ วัดแพรกหา
บวช วิปัสนา วัดโคกโดน
บวช แข่งโพน(แข่งตีโพนตีกลอง) วัดคอกวัว
บวช ลืมตัว วัดลานแซะ..........
ไม่ได้มีเจตนาลบหลู่ แต่เขาบอกกันมาอย่างนี้
ขอออกตัวว่า เป็นคนพูดตรง แบบ ขวานผ่าซากนะครับ ขอทุกท่านอย่าได้คิดว่าเป็นคนปากไม่ดีนะครับ แท้จริงแล้ว เป็นคนใจดี การบวชในสมัยปัจจุบันนี้นั้น บวชตามประเพณีเฉยๆ บวชเพื่อหนีปัญหา(ในบางคน) บวชเพื่ออื่นๆที่สังคมบีบคั้น ........แต่ จะมีใครสักคนที่บวช .....เพื่อการหลุดพ้นจริงๆ ผมปฏิบัติธรรมนับแต่ปี 47 เป็นต้นมา ตอนนี้ก็ 8 ปีเต็มแล้ว ก็ได้อะไรเยอะ แม้จะไม่ได้บวช แต่ก็มีจริตเหมือนพระเข้าไปทุกที พ่อแม่ครูอาจารย์( มั่น ภูริทัตโต ท่านพ่อตื้อ อจลธมฺโม และหลวงตามหาบัวฯ )ท่านก็สอนมาดี ก็พอได้เย็นใจ อยู่ดีมีสุข นาม ครูอาสา ได้มา เพราะมาอาสา สอนหนังสือเป็นเฮือกสุดท้าย ของชีวิตฆราวาส นับจากนี้อีกไม่กี่ปี ก็จะละจากเรือนไปแล้ว ........การบวชครั้งนี้ สำหรับผม คงเป็นการบวชครั้งที่ 2 ในชีวิต (ครั้งแรก บวชหน้าไฟ ) และคงจะไม่มีครั้งที่ 3 ตลอดชีวิต เพราะ รู้ว่า ชีวิตคืออะไรแล้ว ตื่นแล้ว ลืมตาแล้ว โผล่แล้ว เห็นทางไปแล้ว จึงไม่ขออยู่ทำความวุ่นวายเดือดร้อนรำคาญใจให้ตนเองอีก ไม่ขอหอบบาป หาบกรรม ใส่ตัว มัวระเริงไปกับโลกอีกแล้วล่ะ โลกนี้มันวุ่นวาย (ถ้าเห็นนะ)
เคยสะกิดสหธรรมิกเรื่อยมาว่า ทำธรรม ให้เป็นธรรม อย่าทำธรรม ให้เป็นทำ เพราะไม่งั้น มันจะไม่เป็นธรรม (พอฟังเ้ข้าใจหรือเปล่าน้อ) ทำให้พอดี พองาม มันจึงเป็นธรรม เพราะแท้ที่จริงแล้ว เราท่านนั่นล่ะ คือธรรม แต่ถึงจะอยู่กับธรรม แต่ไม่รู้ธรรม ไม่เห็นธรรม ก็เลยไม่ทำให้เป็นธรรม วกไปวนมา กลัวพากันปวดหัว ขอพอแค่นี้ล่ะครับ
ขอสรุปว่า
บวชเพื่ออะไร ถามใจตัวเองดู