โรคกระดูกพรุน :ใครเสี่ยง
ข้อมูลจากภาควิชาพยาบาลศาสตร์คณะแพทย์ศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี
ในเรื่อง “โรคกระดูกพรุน” ให้ความรู้ไว้เป็นอย่างดี ดังนี้
กระดูกเป็นส่วนสำคัญของระบบโครงสร้างของร่างกาย เป็นหลักให้กล้ามเนื้อ เอ็น เนื้อเยื่อ ยึดเกาะทำให้ร่างกายเคลื่อนไหวได้ กระดูกมีการสร้างและการสลายตลอดเวลา ในเด็กกระดูกจะสร้างมากกว่าสลาย ทำให้กระดูกเด็กเจริญและใหญ่ขึ้นจนถึงอายุ 20 ปี และจะคงที่จนถึงอายุ 40 ปี กระดูกจะเริ่มสลายมากกว่าสร้าง กระดูกจะเริ่มบางลง ในสตรีวัยทองระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนลดลงอย่างรวดเร็ว ทำให้อัตราการสลายของกระดูกเพิ่มขึ้นเร็ว เช่นเดียวกัน กระดูกจะเสี่ยงต่อการเกิดกระดูกหักได้ง่าย
ภาวะกระดูกพรุน (กระดูกโปร่งบาง หรือ กระดูกผุ) เป็นภาวะที่มวลกระดูกลดน้อยลงเรื่อยๆ เกิดการสูญเสียเนื้อกระดูก และแคลเซียมในกระดูกไปพร้อมๆกัน จนถึงขั้นมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างภายในของกระดูก ส่งผลให้กระดูกบางลง จนไม่สามารถรับน้ำหนักหรือแรงกระแทกได้ตามปกติ ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อภาวะกระดูกหักหรือยุบตัวได้ง่ายภายหลังอุบัติเหตุ แม้การบาดเจ็บเพียงเล็กน้อย เช่น การหกล้ม ตกเก้าอี้ ลื่นล้ม ฯลฯ
บริเวณที่กระดูกหัก หรือยุบตัวที่พบได้บ่อยได้แก่
- กระดูกข้อมือ
- กระดูกสันหลังส่วนอก และกระดูกสันหลังส่วนล่าง ซึ่งการยุบตัวนี้จะทำให้หลังค่อม เตี้ยลงเรื่อยๆมีอาการปวดหลังเรื้อรังและเหนื่อยง่าย
- กระดูกข้อตะโพก ซึ่งถ้าส่วนนี้หักจะเกิดอาการแทรกซ้อนมาก เช่น แผลกดทับ ปวดบวม ฯลฯ ทำให้อัตราการเสียชีวิตภายใน 1-2 ปี สูงขึ้น สำหรับผู้ที่ไม่เสียชีวิตก็ต้องการดูแลช่วยเหลือจากญาติมากขึ้น ก่อให้เกิดปัญหาทั้งทางร่างกายและจิตใจ เศรษฐกิจและคุณภาพชีวิต
ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคกระดูกพรุน มีดังนี้
1. ผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน
2. ผู้สูงอายุ
3. การรับประทานอาหารที่ไม่ถูกต้อง เช่น
- การรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมน้อยไม่พอเพียง
- การดื่มกาแฟ หรือเครื่องดื่มที่มีกาแฟอีน
- การรับประทานิาหารที่มีโปรตีนหรือกาก (ไฟเบอร์มากเกินไป)
- การรับประทานอาหารที่มีรสเค็มจัด (โซเดียมสูง)
- การดื่มน้ำอัดลม
4. การขาดการออกกำลังกายที่มีการลงน้ำหนัก
5. น้ำหนักตัวน้อย คนผอมมีความเสี่ยงมากกว่าคนอ้วน
6. การสูบบุหรี่ การดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์
7. โรคเรื้อรัง เช่น โรคเบาหวาน โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ โรคไต โรคเลือดจางธาลัสซีเมีย โรคขาดวิตามิน โรคพิษสุราเรื้อรัง โรคความดันโลหิตสูง ฯลฯ
8. กรรมพันธุ์ โดยเฉพาะผู้ที่คนในครอบครัวเป็นโรคกระดูกพรุนก็จะมีความเสี่ยงสูงขึ้น
แนวทางการรักษา ปัจจุบันการรักษาจะใช้หลายๆวิธีร่วมกันได้แก่
1. การออกกำลังกาย
2. การขจัดปัจจัยเสี่ยงต่างๆที่กล่าวมาแล้ว
3. การรักษาด้วยยา
3.1 ยาที่มีฤทธิ์ยับยั้งการทำลายกระดูก เช่น ฮอร์โมนเอสโตรเจน ฮอร์โมนแคลซิโตนินแคลเซียม
3.2 ยาที่มีฤทธิ์กระตุ้นการสร้างกระดูก เช่น วิตามินดี ฟลูออไรด์
การป้องกันภาวะกระดูกพรุน คือ การสะสมมวลกระดูกให้มีความหนาแน่นสูงสุด และพยายามชะลอการสลายของมวลกระดูกให้เกิดช้าที่สุด สามารถปฏิบัติได้ดังนี้
เพิ่มปริมาณมวลกระดูกตั้งแต่เด็ก เน้นให้มีการสะสมมวลกระดูกให้มากที่สุด เพราะ ความสามรถในการสะสมแคลเซียมในร่างกายจะอยู่ในช่วงอายุเด็กแรกเกิด – 30 ปี การสร้างค่านิยมในการรับประทานอาหารที่เหมาะสมถูกส่วน จึงเป็นสิ่งจำเป็น โดยคำนึงถึงโภชนบัญญัติ 9 ประการ (สำนักงานคณะกรรมการการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข) ดังนี้
1. กินอาหารให้ครบ 5 หมู่ แต่ละหมู่ให้หลากหลาย และหมั่นดูแลน้ำหนักตัว เพื่อให้ ได้สารอาหารที่ร่างกายต้องการอย่างครบถ้วนและมีน้ำหนักอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ไม่อ้วนไปหรือผอมไป
2. กินข้าวเป็นอาหารหลัก สลับกับอาหารประเภทข้าว-แห้งเป็นบางมื้อ เลือกกินข้าวกล้องแทนข้าวขาวจะได้คุณค่าและใยอาหารมากกว่า
3. กินพืช ผักให้มาก และกินผลไม้เป็นประจำ กินผัก ผลไม้ทุกมื้อ ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันโรค และต้านมะเร็งได้
4. กินปลา เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน ไข่ และถั่วเมล็ดแห้ง เป็นประจำ ปลาเป็นโปรตีนคุณภาพดีและย่อยง่าย ถั่วเมล็ดแห้งโปรตีนจากพืชที่ใช้กินแทนเนื้อสัตว์ได้
5. ดื่มนมให้เหมาะสมตามวัย เด็กควรกินนมวันละ 2-3 แก้ว ผู้ใหญ่ควรดื่มนมพร่องมันเนย วันละ 1-2 แก้ว
6. กินอาหาร ที่มีไขมันแต่พอควร กินอาหารประเภท ทอด ผัด และแกงกะทิแต่พอควรเลือกกินอาหารประเภท ต้ม นึ่ง ย่าง (ที่ไม่ไหม้เกรียม)เป็นประจำ
7. หลีกเลี่ยงการกินอาหารรสหวานจัดและเค็มจัด กินหวานมากเสี่ยงต่อการเกิดโรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคหัวใจและหลอดเลือด กินเค็มมากเสี่ยงต่อการเกิดโรคความดันโลหิตสูง
8. กินอาหารที่สะอาด ปราศจากการปนเปื้อน อาหารที่ ไม่สุก และปนเปื้อนเชื้อโรคและสารเคมีต่างๆเช่น สารบอเร็กซ์ สารกันรา สารฟอกขาว ฟอร์มาลิน และยาฆ่าแมลง ทำให้เกิดโรคได้
9. งด หรือลดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์
นอกจากการรับประทานอาหารที่เหมาะสมถูกส่วนแล้ว การออกกำลังกายตั้งแต่วัยเด็กก็เป็นสิ่งจำเป็น โดยเฉพาะการออกกำลังกายชนิดที่มีการลงน้ำหนักไปที่กระดูกอย่างสม่ำเสมอ เช่น การวิ่ง การเล่นฟุตบอล บาสเกตบอล ฯลฯ
ขอบคุณ โรคกระดูกพรุนฯ จากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์
คอลัมน์ ชีวิตและสุขภาพ โดย นายแพทย์ สุรพงศ์ อำพันวงษ์
ด้วยความปรารถนาดี กานดา แสนมณี

สวัสดีค่ะพี่ดา น้องเพิ่งได้เข้ามาเยี่ยมค่ะ ขอบคุณพี่ดาที่สนับสนุนการอนุรักษ์ศิลปหัตถกรรมพื้นบ้าน การตัดโคม ตุง อยู่ใกล้บ้านค่ะ สนใจมากๆ จะพยายามเรียนรู้ค่ะ พี่ดาสบายดีนะคะ (ผ่านหน้าบ้านเห็นซุ้มสบาย...บ้านพี่ป่ะ อิอิ)
สุขสะหลีปี๋ใหม่ครับ
สวัสดีค่ะ
น้องติ๋ม
เราต้องกลับมาระวังมากๆเพราะอยู่ภายในมองไม่เห็น ส่วนใหญ่แล้วจะมองข้ามกันจริงๆพอเกิดเหตุเจ็บป่วยเกี่ยวกับกระดูกถึงมาเริ่มกัน ผู้ใหญ่บางท่านล้มนิดล้มหน่อยก็กระดูกหักแล้วเพราะกระดูกพรุนมาก เรามาระวังกันให้มากๆนะคะ เริ่มบำรุงกระดูกกันให้เร็วขึ้นก่อนอายุมาก
น้องตูม
ศิลปะพื้นบ้านที่สวยงามมีมากมายในแต่ละท้องถิ่น พี่ดาชอบมากๆเวลาได้ชมแล้วดีใจภูมิใจไปด้วย ที่คนไทยเราช่างคิด ช่างทำได้ปราณีตสวยงาม อยากให้อนุรักษ์มีไปตลอดกาล แต่ก็เหลือน้อยลงเพราะคนรุ่นหลังๆทำอะไรที่รวดเร็วทันสมัยไปเสียหมด ร้านซุ้มสบายเจ้าของเดิมมาเปิดเป็นสาขาที่ 6 คิดถึงเสมอนะคะ
คุณพ่อน้องซอมพอ
ค่ะสวัสดีปีใหม่เมือง มีความสุขมากๆเช่นกันนะคะ น้องซอมพอคงเล่นน้ำหลายวัน ภาพกระต่ายน้อยน่ารักมากที่บ้านเลี้ยงหรือค่ะ
สวัสดีค่ะ ขอบคุณมากนะคะ ดอกไม้และกำลังใจที่มอบให้บันทึก โรคกระดูกพรุน
* ขอบคุณข้อมูลดีๆมีประโยชน์มากค่ะ..วันก่อนร้านขายยาแบรนด์จากอังกฤษเชิญชวนให้วัดความหนาแน่นของมวลกระดูก (คงเพื่อขายยาเสริม)..ได้ค่าเท่ากับหนุ่มสาววัย 30 ปีลงมา
* ถูกสัมภาษณ์ถึงสุขภาวะส่วนตัวหลายอย่างตรงกับข้อมูลของน้องดาค่ะ