พิธีกรรม "นั่งล้อมวง เรามาคุยกัน"

พวกเราอุตส่าห์เลือกทำเล นิเวศน์มาถึงเวียงโกศัย นาครแพร่แก้วเมืองมุร นี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญนะครับ อ.พัฒนา แสงเรียง (แอ๊ด) เป็นคนเมืองแป้แต๊ๆเจ้า เล่าเรื่องแอ่วเมก ("เมฆ" คำเรียกกำแพงเมืองเก่าของแพร่ เป็นของสูง ของศักดิ์สิทธิ์) จกห้อม ให้ที่โนั่นนี่นั่นฟังทั่วประเทศ จนคนอยากจะมาเห็นกะตาเนื้อเสียสักครั้งว่าเป็นอย่างไร กอปรกับจำเพาะเจาะจงเป็นวันเกิดเจ้าตัวเอง (และได้ข่าวว่าถูกหวยใต้ดินหลายระลอกเร็วๆนี้ด้วย) ก็เลยแห่มาล้มทับ เอ๊ย แสดงความยินดีกัน


อ.แอ๊ด ใน costume ห้อมแต๊ แก้ววรรณา


วันแรกตอนเช้าเราก็ได้แลกเปลี่ยนความคิดถึง และเรื่องเล่าพอสังเขปว่าใครไปทำอะไรมา ใครมีอะไรจะมาเล่าไปบ้าง ตกบ่ายก็เป็นอารัมภบทว่าวันรุ่งขึ้น ซึ่งเป็น highlight นั้น จะทำไรกันบ้าง

ณ ที่นั้น ปรากฏกายขึ้นมาก็คือ "น้องปุ๊กกี้" (อย่าไปสับสนกับน้องตุ๊กกี้นะครับ) เด็กสาวชาวแป้ มากับสหายคือน้องฟุก น้องปุ๊กกี้เข้ามาก็กราบคารวะพี่ๆ อาๆ ป้าๆ ย่าๆ โดยถ้วนหน้า แล้วก็แนะนำตัวอย่างชัดถ้อยชัดคำว่าวันพรุ่งนี้ เธอและเพื่อนๆรุ่นราวคราวเดียวกันอีก 6-7 คน จะอาสาเป็นไกด์ทัวร์พาเที่ยวแอ่วเมืองแป้ เกาะริมเมก (กำแพงเมืองเก่า) โดยรอบเลยทีเดียวเจียว



น้องปุ๊กกี้ผู้ใฝ่ฝันอยากเป็นครู และทีม น้องฟุก

ผมเชื่อว่าที่ทำให้บรรดาป้าๆ ย่าๆ ชาวปฐมภูมิทั้งหลายแหล่ทึ่ง ไม่ใช่แค่เรื่องจะได้เที่ยวเมืองแพร่แต่อย่างใด แต่ตัวน้องปุ๊กกี้นั่นเองที่เป็นสิ่งมหัศจรรย์สิ่งแรกที่เราได้สัมผัส

ในรูป ด้านหลังซ้ายสุดคือครูชินวร อดีตสถาปนิก แต่กลับมาหยั่งรากใหม่ที่แม้จะหล่อเลี้ยงด้วยทุนที่ต่ำกว่าเดิมหลายเท่า แต่ดูเหมือนงานวิวัฒน์บูรณาการศักดิ์ศรีคนและเมืองแพร่ จะมอบอะไรให้ครูชินวรมากกว่านั้นเป็นผู้นำทีม แต่ที่เราอยากจะรู้มากก็คือ ที่นี่ทำอย่างไร จึงทำให้เยาวชนอย่างน้องปุ๊กกี้ น้องฟุก เกิดขึ้นมา

น้องปุ๊กกี้พูดจาอย่างฉาดฉาน ชัดถ้อยชัดคำ ทั้งไทยกลางและพื้นเมืองแพร่ และด้วยลิ้น ร เรือ ชัดจนพี่ๆเขิน สมกับที่อยากเป็นครู เมื่อมีคนอดรนทนไม่ได้ รำพึงขึ้นมา แหม น้องพูดชัดจริงๆ น้องปุ๊กกี้ก็ดูจะงุนงงไปชั่วขณะว่า เอ... พูดภาษาไทยชัด กลายเป็นสิ่งแปลกประหลาดต้องชื่นชมกันขนาดนั้น แต่ก็รับคำชมไว้ด้วยความสง่างาม

เธอและทีมมีความสามารถเป็นไกด์เมืองแพร่ได้ ไม่เพียงเพราะ "รู้" ประวัติเท่านั้น แต่คนที่รู้ขนาด "เล่าได้" นั้นเป็นอีกระดับหนึ่งของการรู้ ฟังแล้วจะเข้าใจว่า ถ้าจะเรียนประวัติศาสตร์ให้ได้ดีนั่น มันไม่ใช่แค่การท่องจำ แต่เป็นการเรียนชนิด เรารู้สึกยิ่งใหญ่ รู้สึกเราเป็นคนมีคุณค่า และมองเห็นสัมผัสได้ว่า ทำไมบรรพบุรุษจึงหวงแหนแผ่นดิน จึงรักแผ่นดิน เรื่องราวเหล่านี้จึงจะสามารถถูกถ่ายทอดออกมาได้อย่างถึงอรรถรสครบกระบวนความ



รูปนี้ดูเหนือจริง (surreal) เพราะตรงกลางน่าจะเป็นผู้เฒ่า รอบๆน่าจะเป็นเด็ก!

ผมถ่ายรูปข้างบนมา เพราะจินตนาการดูแล้วมันแปลกดี ตอนแรกไม่ทราบว่าแปลกตรงไหน พอขึ้นมาบนเวทีมองลงมาจึงทราบว่าเพราะอะไร ในเวทีเล่าเรื่องประวัติศาสตร์ทั่วๆไป เรามักจะเห็นคนเล่าเรื่องเป็นผู้เฒ่าผู้แก่ พ่ออุ้ยแม่อุ้ย และรายล้อมด้วยเด็ก เยาวชนรุ่นใหม่นั่งตาแป๋วฟัง แต่ในที่นี้กลับกัน คนที่พูดจาฉาดฉานเล่าเรื่องโบราณกว่าหลายร้อยปี กลับเป็นเด็กวัยรุ่นสองคน คนที่ฟังอ้าปากค้าง ตื่นตาตื่นใจไปกับเรื่องเล่ากลับเป็นผู้ใหญ่วัยกลางคน!

แผ่นรูปขาวดำที่ปรากฏนั้นเป็นภาพขยายของเหตุการณ์เก่าแก่เมืองแพร่ ที่มีคนถ่ายเก็บ และนำมาทำขยายอย่างสวยงาม อยากชมทั้ง collection ไปที่อัลบัมนี้ครับ

เมื่อฟังๆน้องปุ๊กกี้อารัมภบทไปเรื่อยๆ ผมเริ่มเข้าใจมากขึ้นว่าทำไม มนุษย์ถึงได้นั่งล้อมวงเล่าเรื่องกัน เพราะการเล่านั้น หากไม่ใช่สักแต่ว่าเล่า หากเป็นเล่าเพราะมีเรื่องราวที่มีความหมาย มีอะไรที่ปลุกเร้าความเป็นตัวเรา บอกกล่าวสิ่งที่สำคัญ สิ่งที่เราหวงแหน สิ่งที่เรารัก เราภาคภูมิใจ เพราะเรามี เราเป็น เราได้กระทำแล้ว เอามาส่งต่อๆกัน มันเกิดการเยียวยาแบบทุกอย่างให้กับทั้งคนเล่าและคนฟังเลยทีเดียว ไม่ว่าจะทุกข์เพราะอะไร ไม่ว่าจะกลัวเพราะอะไร พลังของเรื่องเล่ามันถูกส่งต่อออกมาได้อย่างระบาด การฟังน้องปุ๊กกี้เล่าเรื่อง ทำให้ผมเข้าใจความสำคัญของการเล่าเรื่องขึ้นอีกมากเลยทีเดียว