ช่วงของการปฏิวัติจากระบบเดิมสู่ระบบใหม่ของประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายต่อต้าน ต่างก็ใช้พุทธศาสนาเป็นกลยุทธสร้างเครื่องมือในการรณรงค์หาแนวร่วมให้มาสนับสนุนและขอความชอบธรรมจากภาคประชาชน  โดยพระสงฆ์ลาวเองก็แบ่งออกเป็นฝ่ายซ้ายและฝ่ายขวาต่างก็ใช้พุทธศาสนาโจมตีกันใส่ร้ายกัน จากการที่พุทธศาสนาเข้ามีส่วนร่วมในการปฏิวัติของฝ่ายคอมมิวนิสต์(พระฝ่ายมหานิกาย) บรรดาผู้นำในขบวนการประเทศลาวเอง ก็มีพื้นฐานมาจากการบวชเรียน จึงได้นำคำสอนของพุทธศาสนาไปตีความให้เข้ากับฝ่ายตนอย่างไม่ต้องสงสัย ด้วยเหตุนี้เองจึงเป็นส่วนที่ทำให้พุทธศาสนายังคงสถานภาพอยู่ในประเทศที่มีระบอบการปกครองอย่างลาวได้ โดยรัฐบาลคอมมิวนิสต์ก็เห็นว่าพุทธศาสนานั้นมีประโยชน์ที่จะให้ใช้เป็นเครื่องมือช่วยในการเผยแพร่ลัทธิ และนโยบายสู่ประชาชนเพื่อความมั่นคงทางการเมือง (พิทยา  ฟูสาย และคณะ. 2549 : 24-38)

                พุทธศาสนาถือว่าเป็นรากฐานทางสังคม จิตวิญญาณและวัฒนธรรมของลาว โดยมีวัดเป็นศูนย์กลางของชุมชนและพระสงฆ์เป็นผู้นำทางด้านจิตใจ เมื่อลาวได้สถาปนาประเทศขึ้นใหม่ในปี 2518 นโยบายเกี่ยวกับพุทธศาสนาจึงถูกกำหนดไว้อย่างชัดเจนโดยเน้นว่าหลักการของพุทธศาสนาและสังคมนิยมมีความสอดคล้องซึ่งกันและกัน พุทธศาสนาจึงถูกตีความใหม่โดยผสมผสานระหว่างแนวคิดเกี่ยวกับการต่อสู้เพื่อเอกราชอธิปไตยและหลักการของสังคมนิยม และยิ่งหลังปี พ.ศ.2532 ประเพณีและพิธีกรรมในพุทธศาสนาถูกประยุกต์ใช้เป็นยุทธวิธีในการจัดระเบียบทางสังคม การเมือง  และเศรษฐกิจ ตัวอย่างเช่น ในการประกอบพิธีกรรมทางศาสนา มีการอธิบายขยายความเพื่อแทรกแนวคิดลัทธิมาร์กซ์-เลนิน เข้าไปด้วย (ทวีวัฒน์  ปุณฑริกวิวัฒน์ จาก http: duangden.com/Buddhism/Buddhism-Lao.html.2551) อย่างน่าสนใจ

      แขวงหลวงพระบาง มีวัดจำนวน  318  วัด ซึ่งเป็นวัดร้างจำนวน  135  วัด ส่วนวัดที่มีพระภิกษุสามเณรอาศัยอยู่ จำนวน  183  วัด มีจำนวนพระภิกษุสามเณรจำนวน  1,628  รูป แยกเป็นจำนวนพระภิกษุ  342  รูป  สามเณรจำนวน  1,286  รูป  (ข้อมูลเมษายน 2552)

     จำนวนดังกล่าวนี้เฉพาะในเขตตัวเมืองหลวงพระบางมี  95  วัด  มีจำนวนพระภิกษุสามเณร 1,206  รูป  สามารถแยกเป็นพระภิกษุ  243  รูป  สามเณร 963  รูป

     จากการสัมภาษณ์สาธุบุญทัน ปุญฺญกาโม ประธานองค์การพุทธศาสนสัมพันธ์หลวงพระบาง สาธุจันทริน จินฺตธมฺโม รองประธานองค์การพุทธศาสนสัมพันธ์หลวงพระบาง และพระสอน จอมพระจัน พุทธศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตพะเยา ระหว่างปี พ.ศ.2551-2553 (เป็นที่น่าสังเกตว่าเอกสารที่เป็นข้อมูลถือว่าเป็นความลับมาก แม้ผู้สัมภาษณ์มองดูแล้วจะไม่มีความสำคัญถึงกับเป็นความลับ แต่สำหรับพระลาวไม่ใช่) สำหรับพุทธศาสนาเชิงรุกในลาวนั้น ภาพรวมสามารถสรุปได้  ดังนี้

 

ด้านการเผยแผ่

 1.ด้านโทรทัศน์

     ภาษาลาวเรียกโทรภาพแห่งชาติ สปป.ลาว มี  2  ช่อง คือ ช่อง 3 และช่อง 7 ส่วนสถานีโทรทัศน์เอกชนลาวมี  1  ช่องคือลาวสตาร์ สำหรับพระที่เผยแผ่ทางโทรทัศน์โดยมากอยู่ที่ในกำแพงนครเวียงจันทร์ และมีการเชิญชวนให้มาร่วมงานทำบุญตามประเพณีใหญ่ ๆ และให้ข้อคิดบ้าง

 

2.ด้านสถานีวิทยุ

     ลาวมีสถานีวิทยุทั้งหมด  19  แห่ง คือ สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งชาติ สปป.ลาว 1  แห่ง และสถานีวิทยุกระจายเสียงแต่ละแขวงอีก 18  แขวง  การทำงานด้านสถานีวิทยุของลาวพอจะสรุปได้ ดังนี้

                                -กรณีงานทำบุญพระธาตุหลวง จะมีอยู่ 2  ลักษณะคือรณรงค์ให้มาร่วมงาน และรณรงค์ให้รักษาวัฒนธรรมประเพณีดังเดิมของลาวเอาไว้

                                -กรณีของแขวงหลวงพระบาง และแขวงอุดมไชย โดยมากพระจะไม่ไปบรรยายเอง แต่จะส่งเอกสารไปให้ผู้จัดรายการประกาศข่าวให้ เช่น ประเพณีวันสงกรานต์ เป็นต้น

                                -กรณีวัดโพนเพา หลวงพระบาง จัดให้มีการปฏิบัติธรรมประจำปี ครั้งละ 15  วัน โดยให้เชิญชวนทางสถานีวิทยุให้ประชาชนมาร่วมปฏิบัติธรรมซึ่งในแต่ละปีจะมีทั้งเด็กและผู้ใหญ่เข้าร่วมเป็นจำนวนมาก

                                -กรณีวัดสันติภาพบ้านเจง แขวงอุดมไชย โครงการ Unisef  ด้านองค์การต้านเอสด์โลก จะใช้วัดในการฝึกอบรมก็มีการรณรงค์ทางสถานีวิทยุ ซึ่งโครงการลักษณะดังกล่าวนาน ๆ จะมีครั้งหนึ่ง

                เวลาปิด-เปิดสถานีวิทยุ มีอยู่  2  ช่วง คือ  เวลา  05.30  น. - 14.30  น.    เวลา  16.30  น. - 22.00  น.

 

3.ด้านInternet

     พระภายในประเทศไม่มีการเผยแผ่ทาง internet  เนื่องจากมีการห้ามทางกฎหมาย  เท่าที่ตรวจดูมีพระลาวที่อยู่ในต่างประเทศจะทำเผยแผ่อยู่บ้าง

 

4.ด้านหนังสือพิมพ์

     ลาวมีหนังสือพิมพ์ฉบับเดียว คือ หนังสือพิมพ์แห่งชาติลาว  หรือ หนังสือพิมพ์นครหลวงเวียงจันทร์  ออกอาทิตย์ละฉบับ โดยมากจะเป็นข่าวทางด้านการพัฒนาประเทศ ข่าวสารทั่วไป  แนะนำนวัตกรรมใหม่ ๆ  เป็นต้น

 

5.ด้านวารสาร

     มีวารสารการท่องเที่ยวลาว ชื่อว่าสบายดี เน้นวัฒนธรรมการท่องเที่ยวลาว

 

6.ด้านหนังสือ

     การจัดพิมพ์หนังสือเป็นเรื่องยากสำหรับประชาชนลาว เมื่อจะพิมพ์หนังสือขึ้นมาฉบับหนึ่งต้องดำเนินการตามขั้นตอน คือต้องทำเรื่องขออนุมัติจากนายบ้าน ผ่านนายอำเภอ(เจ้าเมือง)  ผ่านผู้ว่า (เจ้าแขวง) ผ่านรัฐบาลที่กำแพงนครเวียงจันทร์ เมื่อได้รับอนุมัติแล้วจึงจะพิมพ์ได้  สำหรับพระสงฆ์ที่ทำหนังสือออกเผยแผ่นั้นโดยมากเป็นหนังสือสวดมนต์  หนังสือคู่มือปฏิบัติกัมมัฏฐาน หนังสือการเผยแผ่ธรรมะโดยตรงเท่าที่สำรวจยังไม่ปรากฏ

                นอกจากนี้แล้ว ยังมีการบรรยายในโอกาสต่าง ๆ  เช่น  วันสำคัญทางพุทธศาสนา  มีเทศน์ตอนเช้าก่อนตักบาตรโดยมากยังใช้ใบลานในการเทศน์ (เทศน์ตามคัมภีร์)  ส่วนตอนเย็นมีการให้ข้อคิดโดยใช้วิธีเล่าเรื่องพุทธประวัติก่อนเวียนเทียน

 

ด้านการศึกษาสงเคราะห์

     พระภิกษุสามเณรลาวหลังจากจบชั้นมัธยมปีที่ 6  แล้วสามารถไปเรียนต่อในระดับอนุปริญญา ซึ่งมีการเรียนการสอน  4  ปี โดยจะเรียนวิชาธรรมะ  วิชาวินัยประกอบไปด้วยมีชื่อเต็มว่า  อนุปริญญาชั้นสูง  แล้วต่อด้วยสาขาวิชานั้น ๆ

     ส่วนวิทยาลัยสงฆ์ลาวมีอยู่  2  แห่ง คือ วิทยาลัยสงฆ์องค์ตื้อ และวิทยาลัยสงฆ์ปากเซ (สาขาของวิทยาลัยสงฆ์องค์ตื้อ)  มีรายละเอียด ดังนี้

     1.วิทยาลัยสงฆ์องค์ตื้อ อยู่ที่นครเวียงจันทร์ เปิดสอนอยู่  3  คณะ  5  สาขาวิชา คือ

                1.1. คณะมนุษยศาสตร์ มี 2  สาขาวิชา คือ สาขาวิชาภาษาอังกฤษ  และสาขาวิชาภาษาลาว

                1.2. คณะพุทธศาสตร์ มี 1  สาขาวิชา คือ สาขาวิชาพระพุทธศาสนา

                1.3. คณะสังคมศาสตร์ มี 2  สาขาวิชา คือ สาขาวิชาพัฒนาสังคม และสาขาวิชาบริหารรัฐกิจ

     2. วิทยาลัยสงฆ์องค์ตื้อ แห่งที่ 2  หรือวิทยาลัยสงฆ์ปากเซ อยู่ที่นครจำปาสักและถือว่าเป็นสาขาของมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย เนื่องจากอาจารย์ที่สอนอยู่โดยมากจบมาจากฝั่งไทย จึงใช้รูปแบบและวิธีการจากไทย โดยเปิดสอน 4  คณะ  7  สาขาวิชา คือ

                2.1. คณะมนุษยศาสตร์  มี  2  สาขาวิชา คือ สาขาวิชาภาษาอังกฤษ และสาขาวิชาภาษาลาว

                2.2. คณะพุทธศาสตร์ มี  1  สาขาวิชา  คือ สาขาวิชาพระพุทธศาสนา

                2.3. คณะสังคมศาสตร์ มี 2  สาขาวิชา คือ สาขาวิชาพัฒนาสังคม และสาขาวิชาบริหารรัฐกิจ

2.4. คณะครุศาสตร์ มี 2  สาขาวิชา คือ สาขาวิชาโบราณคดี และสาขาวิชาการสอน

                ที่น่าสังเกตคือ การเรียนที่เวียงจันทร์ใช้เวลา  4  ปีได้วุฒิการศึกษาระดับอนุปริญญา เรียนที่ปากเซ  ใช้เวลา  3  ปีได้รับวุฒิการศึกษาระดับอนุปริญญาเหมือนกันและสามารถไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัยที่ฝั่งไทยเพื่อให้ได้ปริญญาตรี

                นอกจากนี้แล้วยังเปิดการเรียนในระดับนักธรรมชั้นตรี  นักธรรมชั้นโท  นักธรรมชั้นเอก  เฉพาะที่ปากเซเท่านั้น ส่วนหัวเมืองอื่น ๆ ยังไม่มีศักยภาพในการจัดให้มีการเรียนการสอน

                ส่วนภาษาบาลี การเปิดการเรียนการสอนโดยตรงไม่มี แต่จะใช้เสริมในรายวิชาระดับมัธยม ตามโครงสร้างหลักสูตรของมัธยมศึกษาของสงฆ์ลาว มีอยู่  2  ส่วน  คือวิชาการทางธรรม  และวิชาการทางโลก  ดังนี้

                1. วิชาการทางธรรม มี  4  วิชา  ประกอบดัวย  วิชาพุทธประวัติ  วิชาธรรมะ  วิชาวินัย และวิชาภาษาบาลี

     2. วิชาการทางโลก มี  5  หมวด ดังนี้

                2.1. หมวดสังคมศึกษา  มี  3  วิชาคือ วิชาภูมิศาสตร์  วิชาประวัติศาสตร์ และวิชาศึกษาพลเมือง

               2.2. หมวดธรรมชาติศึกษา มี  3  วิชาคือ วิชาเคมี  วิชาวัตถุ และวิชาชีวะ

              2.3. หมวดภาษาลาว  มี  2  วิชา คือ วิชาภาษาลาว และวิชาวรรณคดี

              2.4. หมวดภาษาต่างประเทศ  มี  1  วิชาคือภาษาอังกฤษ

             2.5. หมวดคณิตศาสตร์

     นอกจากการศึกษาสงเคราะห์แล้ว ยังได้มีการสร้างสำนักปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐานในวัดที่สำคัญต่าง ๆ อีกหลายวัด