ฮิคารุ
นพ. วิโรจน์ ตระการวิจิตร

No.7: The God Theory ทฤษฎีพระเจ้า


พระเจ้ามีจริงหรือ แล้วพระเจ้าในความหมายของศาสนา ของวิทยาศาสตร์ และของคุณ มันเหมือนและต่างกันตรงไหน

                   

   ผมอยากรู้และสงสัยในเรื่องการมีอยู่ของพระเจ้ามาตั้งแต่เด็ก มีพระเจ้ามากมายในตำนานเรื่องเล่า  ท่านเหล่านั้นอยู่ที่ไหน รู้จักกันไหม ใครอยู่เหนือหรือเก่งกว่ากัน

   หลังเรียนจบแพทย์ ผมก็ยังสงสัยคติความเชื่อของศาสนาต่างๆในเรื่องของพระเจ้า แต่ทำได้อย่างดีก็แค่ศึกษาจากหนังสือเรื่องศาสนาเปรียบเทียบและปรัชญาหลายเล่ม โดยเฉพาะหนังสือธรรมะในศาสนาพุทธ รวมทั้งทดลองฝึกปฏิบัติกรรมฐานในสถานปฏิบัติธรรม คำตอบก็ไม่กระจ่าง

   ผมได้มีโอกาสพูดคุยกับกัลยาณมิตรชาวคริสต์ 2 ท่านในเรื่องของพระเจ้า เพื่อนผมทั้งสองยืนยันการมีอยู่จริงของพระเจ้าของเขา พร้อมทั้งเล่างถึงประสบการณ์ของเขาที่ได้พบกับพระเจ้าด้วย

   ผมพยายามทำความเข้าใจเรื่องพระเจ้า จากประสบการณ์และมุมมองของผมเอง หวังเพียงแค่คลายความสงสัย และหาประโยชน์จากการตีความนั้น การได้อ่านหนังสือ "The God Theory"เล่มนี้ ถึงแม้จะเข้าใจไม่มากนัก เพราะมีเรื่องทฤษฎีวิทยาศาสตร์ยุคใหม่อยู่มาก แต่ก็ช่วยเพิ่มความเข้าใจในเรื่องพระเจ้าได้มากขึ้น

   Dr.Bernard Haisch นักวิทยาศาสตร์ด้านฟิสิกส์ดาราศาสตร์ (Astrophysic) เป็นชาวเยอรมันและย้ายมาอยู่อเมริกากับครอบครัวตั้งแต่เด็ก พ่อแม่อยากให้เป็นพระ แต่ตัวเองก็สนใจและชอบวิทยาศาสตร์ ก็เลยมีทั้งสองสิ่งในตัวของเขา

   ผมจะไม่พูดถึงทฤษฎีต่างๆที่เขายกมาอธิบายนะครับ เพราะผมเองก็ไม่ค่อยเข้าใจ อีกทั้งพูดไปก็พากันมึนงงเปล่า เอาเป็นสรุปตามความเข้าใจของผมดีกว่า อยากรู้เต็มๆก็ต้องอ่านฉบับจริงครับ

   นิยาม ความเข้าใจ หรือความหมายของคำว่า "พระเจ้า" ไม่ควรถูกจำกัดขอบเขตโดยศาสนาใดศาสนาหนึ่ง ควรเป็นสัจจะความจริงที่เข้าได้กับทุกศาสนา วิทยาศาสตร์(ยุคใหม่)ก็สามารถอธิบายและเข้าใจได้ มนุษย์เองก็ได้รับประโยชน์จากความรู้ความเข้าใจอันนี้

   พระเจ้า หมายถึง "Infinite consciousness" ความตระหนักรู้ที่ยิ่งใหญ่อันประมาณมิได้ หยั่งรู้มิได้ เป็นพลังงานอันยิ่งใหญ่มหาศาล กฎทุกกฎ สภาวะทุกสภาวะ ล้วนไหลรวมลงสู่พระเจ้าหมด  ตัวเราเองซึ่งจัดว่าเป็น "individual(personal) consciousness" ก็เป็นส่วนหนึ่งของพระเจ้าเช่นเดียวกัน

   การเชื่อมต่อของตัวเรากับพระเจ้านั้น จะต้องผ่านตัวกลางอันได้แก่ สมอง  โดยเราจะต้องปรับคลื่นพลังงานของสมอง ให้สอดคล้องเข้ากับคลื่นพลังอันยิ่งใหญ่แห่งพระเจ้า ซึ่งทำได้โดยขบวนการฝึกจิต หรือที่เราเรียกว่า สมาธิ  นั่นเอง

   ดังนั้นถ้าสมองถูกกระทบกระเทือนหรือเสียหายไม่ว่ากรณีใดก็ตาม การเชื่อมต่อนี้ก็ดูจะเป็นไปได้ยาก หรือในทางตรงข้ามอาจจะเชื่อมต่อได้ในรูปแบบที่พิเศษแตกต่างจากคนสมองปกติก็อาจเป็นได้

   พลังน้อยนิดของเรานั้น มิอาจหยั่งรู้้พลังแห่งพระเจ้าได้ ตรงกันข้ามภายใต้พลังอันยิ่งใหญ่แห่งพระเจ้านี้ ดูเหมือนว่าจะมีเป้าประสงค์ต่อตัวเราอยู่แล้ว

   ความสำคัญอยู่ตรงที่ ทำอย่างไรเราจึงจะประพฤติปฏิบัติตนได้อย่างถูกต้องและ สอดคล้องไปกับเป้าประสงค์อันนั้น พูดให้ง่ายก็คือ "เราจะต้องปรับปรุงพัฒนาจิตของเรา ให้ถูกต้องและสอดคล้องกับธรรมชาติ เพื่อเราจะได้เชื่อมต่อกับพลังสูงสุดแห่งพระเจ้าได้"

   ถ้าจะเทียบเข้ากับพุทธศาสนาแบบเถรวาทของเรา ตามความเข้าใจของผม ผมว่าน่าจะเป็น มรรค 8    

   ก่อนจบผมทิ้งคำถามไว้่ว่า "ฤา พระเจ้า ธรรมะ ธรรมชาติ ฟ้าดิน จิตสูงสุด จิตจักรวาล พลังจักรวาล พลังสิ่งศักดิ์สิทธิ์ .......ล้วนเป็นเรื่องเดียวกันทั้งสิ้น?"

 


                          

คำสำคัญ (Tags): #god#พระเจ้า
หมายเลขบันทึก: 484494เขียนเมื่อ 7 เมษายน 2012 01:09 น. ()แก้ไขเมื่อ 30 กันยายน 2012 09:53 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน


ความเห็น (5)

ผมจะไปหามาอ่านครับ.. ขอบพระคุณสำหรับการจุดประกาย ดีๆ ครับ

ใส่ใน wish list ไว้แล้วครับ ขอบคุณคุณหมอที่แนะนำหนังสือดีๆ ครับ

...ศึกษาจากหนังสือเรื่องศาสนาเปรียบเทียบและปรัชญาหลายเล่ม โดยเฉพาะหนังสือธรรมะในศาสนาพุทธ รวมทั้งทดลองฝึกปฏิบัติกรรมฐานในสถานปฏิบัติธรรม คำตอบก็ไม่กระจ่าง...

Ummmh, I think the Buddha would have refused to answer any question about existence of 'Gods' or 'one Almighty God' with a reason like 'not relevant to Buddhists (awaken ones)' practice or He would have remained silent.

I have a theory (not all my thesis): "gods" are hidden variables to explain uncommon or unreasonable events; gods are given personalities and authority to "control" not only 'events' but also 'Man'; Later, because 'many gods' are troublesome and can cause endless wars, 'One God' is the solution. (But note the Crusader Wars which have not really ended).

I think the final state (destiny) of Buddhists practice is 'complete Non-Attachment' (not to Self, not to God, not to Nothing -- if Nothing is still considered as 'desirable'). There are a lot of different worlds between Nippana and God.

Please, search and read articles about 'What the Buddha discovered and taught' (ปฏิจจสมุปบาท) and the like.

The differences are constraints to be satisfied. Long lasting solutions come from recognizing differences and complying with them. Not by eliminating them as Thailand's government is trying to do.

พระเจ้า คือ ผู้ที่จะพิพิากษา ในบัญชีพ่อปม่เราได้ในที่สุด. หากพ่อแม่ไม่สอนสั่งให้ลูกกตัญญู ระลึกถึงบุญคุณของพระเจ้า ที่ไม่เคยออกมารับการกราบไหว รับเครื่องเซ่น รับทาน ยศศัดดิ์เลยนั้น. ก็จะถูกสอบสวนในวันพิพากษา พ่อแม่เราอาจจะทุกข์หรือสุขได้ ฉะนั้นต้องดับเหตุแห่งทุกข์ที่พ่อแม่เราจะได้รับก่อน คือ “กตัญญู ต่อพระเจ้า ไปพลางๆ” อย่าเนรคุณไปพลางๆระหว่าเสพผลผลิตจากกระบวนการที่พระเจ้าสร้างและจรรโลงไว้ให้เรา ทั้งออกซิเจน บรรยากาศ ระบบชีวะ ระบบกลางวันกลางคืน เพราะสิ่งเหล่านี้ มีแต่พระเจ้าเท่านั้น ที่อ้างสิทธิ์เป็นเจ้าของผู้ผลิต อย่าเป็นทางการ ทั้งเอกสาร และ พยาน.

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี