ข้าพเจ้าได้เขียนบทความนี้ไว้เมื่อสิบปีก่อน..คิดว่ายังทันสมัย เลยเอามาปัดฝุ่น นำเสนอ หวังว่าคงพอได้ขัดใจบางคนเล่น พอเป็นกระสายให้กระดิกกันต่อไป ...การกระดิกเป็นสิ่งดี แสดงว่ายังไม่ตาย แต่ถ้าถึงกับกระฟัดกระเฟียดก็น่ากลัว นะจ๊ะ
สังคมเศรษฐกิจฐานปัญญา (วึสเดิ้มเบสด์อึเคอะน่ะมิ่)
ผู้อ่านหลายท่านแม้ที่เป็นนักวิชาการระดับด๊อคคงจะไม่เคยได้ยินคำว่า “สังคมเศรษฐกิจฐานความรู้” ซึ่งนับเป็นคำอีกคำหนึ่งที่กำลังฮิตติดตลาดสังคมระดับปัญญาของประเทศ ผมเองแม้อยู่ในแวดวงการศึกษาก็เพิ่งได้ยินคำนี้เป็นครั้งแรกเมื่อคราวเข้าร่วมประชุม กับหน่วยงานที่เรียกว่า “ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย” (ทปอ.) เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๕ นี่เอง ประเด็นหลักของการประชุมในครั้งนี้ คือการเสวนากันในเรื่อง “การพัฒนาประเทศสู่สังคมเศรษฐกิจฐานความรู้”
คำคำนี้ก็เป็นอีกคำหนึ่งที่แปลมาจากภาษาอังกฤษที่ว่า “knowledge based economy” คำคำนี้กำลังเป็นของเล่นชิ้นใหม่ของผู้บริหารไทยทุกระดับ ตั้งแต่นายกรัฐมนตรีไปจนถึงอธิการบดีและคณบดีในมหาวิทยาลัยทั้งในส่วนกลางและภูมิภาค
ในฐานะคนไทยที่จะต้องมีส่วนรับบุญและรับกรรมจากผลพวงของคำคำนี้ ก็ควรที่เราจะต้องรับทราบและช่วยกันวิพากษ์วิจารณ์ตามสมควร มิฉะนั้นก็คงจะได้รับกรรมมากกว่ารับบุญเหมือนหลายๆครั้งในอดีตที่ผ่านมาที่รัฐบาลไทยเราวางนโยบายในการบริหารประเทศ
เมื่อได้ฟังการอภิปรายของผู้ทรงคุณวุฒิและได้อ่านเอกสารประกอบการประชุมจึงได้หายเชยและหายโง่เมื่อได้ทราบว่าคำคำนี้มีคำนิยามว่า “เป็นระบบเศรษฐกิจที่อาศัยการผลิต การแพร่กระจาย และการใช้ความรู้เป็นตัวขับเคลื่อนหลัก ที่ทำให้เกิดการเจริญเติบโต สร้างความมั่งคั่งและ สร้างงานในทุกภาคการผลิตของประเทศ”
... ซึ่งสามารถรู้สึกจากสำเนียงของภาษาได้ทันทีว่าเป็นคำนิยามที่แปลมาจากสำนวนภาษาอังกฤษโดยตรง (ภาษาที่ใช้ในเอกสารมีวงเล็บภาษาอังกฤษของคำศัพท์บางคำไว้ด้วย จึงทำให้ฟังดูขลังกว่าที่ได้นำเสนอเป็นภาษาไทยล้วนๆ ณ ที่นี้เสียอีก)
ฟังดูแล้วก็ให้รู้สึกขนหัวลุกอยู่พักหนึ่งว่า ทำไมพวกฝรั่งจึงได้ฉลาดเป็นหนักหนา ที่สามารถคิดอะไรได้ล้ำหน้า ล้ำสมัย และล้ำลึก เช่นนั้น แต่ในขณะเดียวกันก็อดท้อใจเสียมิได้ว่าทำไมกลุ่มคนที่(ถือกันว่า)ฉลาดที่สุดในประเทศไทยจึงต้องขานรับและปฏิบัติตามแนวคิดของฝรั่งราวกับได้รับโองการจากสวรรค์แทบทุกครั้ง
...เมือไรเราจะรู้จักคิดอะไรเองบ้างที่มันเป็นของเราเอง ที่มันสอดคล้องกับพื้นฐานวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของเราที่(เคย)แตกต่างจากวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของชาวตะวันตกเกือบสิ้นเชิง
หลังจากได้ศึกษาข้อมูลประมาณสักสองสามอึดใจ ผมก็ถึงบางอ้อว่า..มันก็ไอ้เหล้าเก่าในขวดใหม่นั่นแหละหวา เหล้าเก่าก็คือ ความอยากรวยมากยิ่งขึ้นอย่างไม่มีที่สิ้นสุดของชาวตะวันตก ขวดใหม่ก็คือ การใช้คำว่า ”ฐานความรู้” แทนคำสำคัญดั้งเดิมในอดีต เช่น “วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี” “ข้อมูลข่าวสาร” และ “อุตสาหกรรม” เป็นต้น
ซึ่ง “ความรู้” ที่ว่านี้ในที่สุดก็ต้อง ส่งผ่านและแพร่กระจายไปโดยระบบข้อมูลข่าวสาร ซึ่งนำไปสู่การเป็นวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และนำไปสู่อุตสาหกรรมการผลิตสินค้าในรูปแบบต่างๆเพื่อสนองตัณหาของมนุษย์ในที่สุดจนได้
คำว่า “ความรู้” เป็นคำที่หรูที่ขายได้ตลอดกาล สัตว์ที่อุปโลกน์ตนว่า”ประเสริฐ” พึงใคร่ครวญให้จงหนักก่อนที่จะยอมน้อมรับเข้าสู่กมลสันดาน
คำว่า “สังคมฐานความรู้” ฟังดูเผินๆก็น่าพิสมัย คิดว่าเป็นของใหม่ แต่แท้จริงแล้วไม่ได้มีอะไรใหม่เลยแม้แต่น้อย เพราะสัตว์เดรัจฉานทุกตระกูลต่างก็อยู่รอดมาได้แต่ดึกดำบรรพ์ด้วยการพัฒนาสังคมฐานความรู้ของตนให้สูงยิ่งขึ้นด้วยกันทั้งนั้น เช่น เสือ ก็อยู่รอดได้ด้วยความรู้ว่าจะจับกวางได้ที่ไหน เมื่อไหร่ และ อย่างไร โดยมีระบบการถ่ายทอดความรู้กันจากรุ่นอายุหนึ่งสู่รุ่นอายุหนึ่งด้วยการเรียนการสอนอย่างเป็นระบบ ....ส่วนกวางนั้นเล่า ก็ได้สั่งสมความรู้ในการอยู่รอดจากเขี้ยวเล็บของเสือได้โดยวิธีเดียวกัน บ่อยครั้งที่เสือต้องบาดเจ็บเพราะถูกกวางเตะ ....แต่ขณะนี้คนไทยอาจจะกำลังทำตัวให้โง่กว่า “หญ้า” ที่กำลังถูกกวางกัดกินและถูกเสือขี้รดอยู่ตลอดเวลา เพราะกำลังงมงายหลงเชื่อฝรั่ง(อีกครั้ง)ว่า “สังคมฐานความรู้” เป็นของใหม่ที่ต้องติดตามและลอกเลียนแบบ
แท้จริงแล้วคนไทยเราอยู่รอดมาได้ด้วยสังคมฐานความรู้มานมนานกว่าพวกฝรั่งเสียอีก ตั้งแต่ 6,000 ปีก่อนที่บ้านเชียง (อุดรธานี) ถึงบ้านโนนวัด ( 5,000 ปี นครราชสีมา) และบ้านปราสาท (3,000 ปี นครราชสีมา) โน่น
แต่ในช่วงเวลา 3000 ปีที่ผ่านมาพวกชนเผ่าฝรั่งได้ใช้มันไปในการปูพื้นฐานแนวคิดและวัฒนธรรมเพื่อควบคุมและตักตวงผลประโยชน์จากธรรมชาติ (กรีก โรมัน) จากนั้นช่วง 300 ปีที่ผ่านมานี้ฝรั่งไม่เคยคิดอะไรได้ใหม่เลยในเชิงหลักการดำรงชีวิต นอกจากวิธีการสร้างความร่ำรวยทางวัตถุในรูปแบบต่าง ๆ ซึ่งนำพวกเขา(และพวกเราที่เดินตามเขา) มาสู่การทำลายล้างในทุกรูปแบบเท่าที่จะสามารถจินตนาการได้ นับแต่การทำลายล้างคู่แข่ง (สงคราม) การทำลายล้างศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ (ทาส และอาณานิคม) การทำลายล้างสิ่งแวดล้อม และที่เลวร้ายที่สุดคือการทำลายล้างจิตวิญญาณของมนุษยชาติด้วยลัทธิ “บริโภคนิยม”
ความรู้ในยุคโลกาภิวัฒน์ที่นำโดยสังคมฝรั่งตะวันตกนี้เป็นความรู้ที่ไม่บริสุทธิ์ มีพื้นฐานอยู่บนความโลภ ถือได้ว่าเป็นความรู้ที่ปนมลทิน ยิ่งความรู้แบบนี้แพร่กระจายได้เร็วและมากเท่าใดมนุษยชาติก็ต้องจ่าย ”ค่าเสื่อมราคาของความเป็นมนุษย์” เร็วและมากเท่านั้น อุปมาดั่งอาหารนั้น หากปรุงด้วยความโลภที่ต้องการขายอาหารให้ได้มากที่สุดของพ่อครัว ก็จำต้องปรุงให้อร่อยมากๆ ผู้บริโภคก็ยิ่งกินเร็วและกินมากเกินความจำเป็นของร่างกาย ก็กลับกลายเป็นพิษเป็นภัยต่อคนกิน ต้องเป็นโรคอ้วน โรคมะเร็ง โรคเบาหวานกันระนาว และอุจจาระที่ออกมาก็จะมีปริมาณมากและมีกลิ่นเหม็นมากเป็นสัดส่วนกัน
ทุกวันนี้มนุษยชาติ..ภายใต้การนำของอารยธรรมตะวันตก..ต้องหลงติดอยู่ในวังวนของความโลภซึ่งมีต้นเหตุมากจากความโง่ หรือ “อวิชชา” (ซึ่งแปลว่า “ความไม่รู้”)
หากพวกเราจักใช้ภูมิปัญญาของไทยเราที่สั่งสมกันมานานหลายพันปีวิเคราะห์ให้ดีอาจจะเห็นได้ว่า “เศรษฐกิจฐานความรู้” นั้น แท้จริงแล้วตั้งอยู่บน “ฐานแห่งความโลภ” อันมี อวิชชา หรือ “ความไม่รู้” เป็นฐานรองรับชั้นล่างสุด จึงมีค่าเท่ากับเป็น “เศรษฐกิจบนฐานของความไม่รู้” นั่นเอง
การที่พวกฝรั่งกำลังประโคมให้เราหลงใหลในกระบวนทัศน์ใหม่ของสังคมฐานความรู้นั้น ควรพึงระวังว่าพวกเขาอาจกำลัง “ปั่นความรู้” ให้เป็น “สินค้า"”ตัวใหม่ เพื่อหลอกขายให้กับเราเพื่อทำเงินให้พวกเขาอีกรูปแบบหนึ่งก็เป็นได้ เพราะพวกนี้มัน “รู้มาก” กว่าเราหลายขุม มันรู้ดีว่าความรู้คือ “จุดขาย” ของพวกมัน
เราก็ควรช่วยกันสอนโลกอย่างแยบยลกลับไปว่า โลกควรก้าวเข้าสู่สังคม “เศรษฐกิจฐานปัญญา” หรือ Wisdom-based economy” ดีกว่า จะน่าพิสมัยกว่ากันมากนัก เพราะคนมีปัญญาย่อมใช้ความรู้เพื่อเกื้อกูลโลก มากกว่าที่จะเอาเปรียบโลก
ปัญญา ต่างจากความรู้ลิบลับ เพราะความรู้นั้นหาง่ายและหาได้ในระยะเวลาสั้นๆ ส่วนปัญญานั้นเกิดจากการสะสมบ่มเพาะมาเป็นเวลานานชั่วชีวิต หรือ แม้แต่หลายชั่วชีวิต คนมีความรู้มากแต่ไม่มีปัญญาเป็นคนที่น่ากลัวมาก เพราะสามารถทำลายล้างได้มาก ดังเช่นกระแสโลกที่กำลังเป็นอยู่ทุกวันนี้ (เรียกกันว่า กระแสโลกาภิวัฒน์ ซึ่งที่จริงน่าจะเรียกเสียใหม่ให้เหมาะสมว่า กระแสโล”ภา”ภิวัฒน์ เนื่องจากมีความโลภเป็นพลังขับเคลื่อน)
คนไทยเคยมีปัญญามากมาแต่โบราณกาลเพราะสะสมบ่มเพาะมาแสนนาน แต่บัดนี้ปัญญาได้ถูกความรู้บดบังเสียหมด เพราะเราตามฝรั่งและเห่อความรู้แบบฝรั่งมากเกินไป
จนกลายเป็นว่า ความรู้มาปัญญาหมด
..สองชาติ ใจเต็ม (ปัดฝุ่นมาเสนอใหม่จากที่เขียนไว้เมื่อปี ๔๕... ที่กำลังบ้าเห่อจนเจ๋อไปเป็นผู้บริหารกะเขาด้วย)
A clear example of the distinction between 'knowledge' (we can get as much as we like from the Net) and 'wisdom' (intelligence or real understanding and 'appropriate' application of knowledge, -- we can get some from some people).
Because we fail to see wisdom, we have พุทธศาสนา (awakening =? light) wrapped in ไสยศาตร์ (sleeping =? dark). We have more 'sacred' rites and chants (manta) instead of 'open source', 'open target' and 'open methodology' rites.
Let us look at this more and perhaps educate our children in wisdom instead of just 'knowledge' and 'money'. ;-)