Trend ใหม่ Green Building
บรรยายโดย คุณคณาปภา อรรคภาส์
Green Building คือ แนวทางปฏิบัติเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ไม่ทำลายสุขภาวะ ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่
1) ออกแบบให้มีคุณค่า จนถึงการก่อสร้าง เช่นการสร้างอาคารบนพื้นดินที่จำกัด
2) การใช้น้ำให้ประสิทธิภาพ
3) พลังงาน ไฟฟ้า
4)สร้างบรรยากาศในที่อยู่ มีการใช้สีที่ปลอดภัย ไม่มีมีสารเคมีที่อันตราย หรือมีสารตกค้างจากการใช้ เช่น การใช้ยาฆ่าแมลงบ่อยๆ นานๆไป จะสะสมและไม่สลาย เมื่อเด็กทำอาหารตกพื้น เด็กหยิบอาหารเข้าปาก จะเป็นอันตราย เป็นต้น
5) การใช้วัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
เหตุที่ต้องทำอาคารสีเขียว เพราะอุณหภูมิโลกสูงขึ้น น้ำแข็งขั้วโลกจะละลาย สัตว์ขั้วโลกอาจสูญพันธุ์ น้ำทะเลจะสูงขึ้น สภาพภูมิอากาศจะเปลี่ยนแปลงรุนแรงขึ้น พายุรุนแรง แห้งแล้งจัด อดีตรองประธานาธิบดีสหรัฐอเมริการอัลกอร์ถึงต้องรณรงค์ เพื่อลดโลกร้อน
จากการศึกษาใน USA พบว่า อาคารโดยทั่วไป
1) บริโภคพลังงานประมาณ40%
2) ใช้ไฟฟ้าประมาณ 72%
3) ปลดปล่อยกาซคาบอนไดออกไซค์ประมาณ 39 % ซึ่งเป็นที่รู้กันว่าคาบอนไดออกไซค์ทำให้เกิดฝนกรดและกระทบต่อสัตว์น้ำและกระทบกับคนเราด้วย
4) การบริโภคน้ำประมาณ 13.6 %
5) การบริโภควัตถุดิบประมาณ 40 % ทำให้เกิดขยะประมาณ 30%
จึงเกิดการรณรงค์ให้เกิดอาคารสีเขียวขึ้น
หลังจากทำอาคารสีเขียวแล้วพบว่า
1) ขยะลดลง 70% โดยแยกขยะที่เอามาใช้ใหม่ได้
2) การใช้น้ำลดลง 40%
3) การปล่อยคาร์บอนไดออกไซค์ลดลง 39%
4) การบริโภคพลังงานลดลง 24-50%
5) แนวโน้มอาคารเขียวจะเพิ่มขึ้นปีละ 19.5%
ประเทศไทยกำลังจะมีร่างอาคารเขียว ซึ่งเดิมได้พัฒนามาจากอาคารประหยัดพลังงาน
การทำอาคารเขียว
ลำดับแรก ต้องมีการคิดก่อนว่าจะทำอาคารสีเขียว จากนั้นจึงปรึกษาช่าง-วิศวกร เพื่อช่วยลดสิ่งต่างๆ ดังกล่าว ทำให้เกิดความคิดที่จะจัดการให้ตอบสนอง
ควรคำนึงถึงอะไร เลือกวัสดุอย่างไร ใช้พื้นที่ให้มีคุณค่า การใช้น้ำ การใช้พลังงาน สร้างบรรยากาศให้เหมาะ การรีเฟรชแอร์ในที่สาธารณะ การใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
1)ใช้พื้นที่ให้มีคุณค่า การใช้สนามหญ้า/ปลูกต้นไม้ จะช่วยลดอุณหภูมิ การใช้วัสดุที่ดูดซับความร้อนทำหลังคาทำให้อาคารร้อนจึงควรหลีกเลี่ยง
2) ปัญหาน้ำท่วม ที่เกิดจากสิ่งปลูกสร้างที่ไมดูดซับน้ำ หรือจากการถมที่ ซึ่งอาจแก้ปัญหาโดยสร้างบ่อหน่วงน้ำ
3) การใช้น้ำที่มีประสิทธิภาพ อาจจะใช้น้ำที่ใช้แล้วชำระล้างสุขภัณฑ์/รดน้ำต้นไม้ ไม่ควรใช้ประปารดน้ำต้นไม้ ในสิงคโปร์มีการนำน้ำที่บำบัดแล้วกลับมารดน้ำต้นไม้และใช้ชำระ ก๊อกน้ำ+ฝักบัว จะทำให้ประหยัด มีวัสดุช่วยตีฟอง ใช้สุขภัณฑ์ประหยัดน้ำ
4)ใช้พลังงานที่มีประสิทธิภาพ เมื่อไม่ใช้ต้องปิดไฟ เช่น อาจมีระบบเซ็นเซอร์ปิดไฟฟ้าช่วงที่ไม่มีคน ไม่ใช้ไฟช่วง Paek เครื่องใช้ไฟฟ้าแบบประหยัด ใช้สินค้าฉลากเขียว ใช้ฉนวนกันความร้อนทำให้ใช้แอร์ลดลง เป็นต้น
5) การใช้พลังงานทดแทน กังหันลม แสงอาทิตย์ หลังคาติดแผงพลังงานอาทิตย์ สำหรับชนิดติดแบตเตอรี่ซึ่งมีสารแคดเมี่ยม-ไม่ดีกับสิ่งแวดล้อม อาจมาใช้ชนิดไม่ติดแบตเตอรี่ โดยการขายคืนให้การไฟฟ้า เมื่อเวลาจะใช้ก็ใช้ของการไฟฟ้า ใช้สินค้าที่ไม่ทำลายชั้นบรรยากาศ เช่น สาร CFC ในน้ำยาแอร์ และการใช้วัสดุซีโร่คาร์บอน เป็นต้น
6) การสร้างบรรยากาศให้ดี อุณหภูมิให้ดี ให้มีการ Refresh air แสงสว่างพอเหมาะ ออกแบบให้มีแสงอาทิย์เข้าได้ ไม่ใช่ต้องเปิดไฟฟ้าตลอดเวลา
7) เลือกใช้วัสดุตกแต่งที่ไม่ระคายเคืองต่อสุขภาพ ไม่ใช้สารเคมีเป็นประจำ เช่น ยาฆ่าแมลง/ยากันยุง เพราะจะสะสม เป็นอันตราย
8) ใช้วัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เช่น กรณีธนาคารกสิกรไทย ปรับปรุงอาคารเก่าเป็นสำนักงาน ซึ่งประหยัดค่าใช้จ่ายในการก่อสร้าง ซึ่งทรัพยากรใหม่ล้วนใช้พลังงานทั้งสิ้น
9) บริหารจัดการขยะที่มีประสิทธิภาพ มีการแยกขยะเพื่อนำไปรีไซเคิล
10) เลือกใช้วัสดุมือสอง ใช้วัสดุที่รีไซเคิล ใช้ไม้โตเร็ว/ป่าปลูก เป็นต้น
บ้านเมืองในเขตร้อน...ควรเลิกระบบติดแอร์..หันมาปรับปรุงแก้ไขการออกแบบบ้านที่ไม่ถูกสุขลักษณะเสียใหม่..พร้อมทั้งแก้ไขระบบ..ถ่ายเท..ของเสีย(ใหม่)ทั้งระบบ..เพราะทุกวันนี้...เราเห็นปัญหาชัดเจนขึ้นทุกที...(แต่ไม่แก้ไข)...ทั้งบ้านและเมือง..(ไทย)
วันนี้ไปอ่าน แผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก 25% ใน 10 ปี (พ.ศ.2555-2564) ได้แนวคิดและมองเห็นทิศทางในการใช้พลังานทดแทนมาเยอะเลยครับ
ขอบคุณยายธี ครับ บ้านผมเลยออกแบบให้เป็นบานเกล็ดครับ ได้ประโยชน์สองอย่าง 1) ลมโกรกอากาศเย็นสบาย เพราะบ้านเราอุณหภูมิกลางคืนส่วนใหญ่จะอยู่ประมาณ 24-27 C ซึ่งอยู่ได้สบาย ยกเว้นฤดูร้อนที่บางเวลาทะลุ 34-38 C ซึ่งเป็นเวลาช่วงสั้นๆ ในรอบปี อยู่ได้ครับ ประโยชน์ที่ 2) ของบานเกล็ดคือใช้บานกระจกโปร่งแสง(ไม่ใช่โปร่งใส) ซึ่งจะทำให้ไม่ต้องเปิดไฟฟ้าในเวลากลางวัน ประหยัดไฟฟ้าได้อีกครับ แม้ทุกวันนี้ผมเปลียนมาใช้หลอดตะเกียบแล้วก็ตาม แต่ไม่ต้องเปิดไฟฟ้าให้แสงสว่างและไม่ต้องเปิดแอร์ แค่นี้ก็ลดการใช้พลังงานได้เยอะครับ
อีกอย่างที่ต้องปรับพฤติกรรมของคนใช้แอร์ให้ได้คือ ปีนี้พอใจเปิดแอร์ที่อุณหภูมิ 27 C แต่อยู่ไป ๆ เริ่มรู้สึกว่า ร้อน ลดอุณหภูมิเป็น 26 C อยู่ไป ๆ 2-3 ปี เริ่มรู้สึกว่า ร้อนอีก ลดอุณหภูมิเป็น 25 C เป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ครับ อุณหภูมิที่ชอบเป็นเหมือนยาเสพติดครับ จะค่อยๆ เพิ่มเรื่อยๆ ทางแก้ไขก็คือคนข้างเคียงที่จะคอยคุมครับ เช่น ถ้าเป็นสามี-ภรรยา ถ้าคนหนึงจะลดอุณหภูมิ อีกคนต้องคอยกำกับว่ามันหนาวไป ทนไม่ได้ จะเป็นหวัด และขอให้ปรับเหมือนเดิม อย่างนี้ถึงจะคุมอยู่ แต่ถ้าปล่อยให้ลด ก็จะลดไปเรื่อยๆ ครับ และคนที่มีอาการอย่างนี้ส่วนมากจะเป็นคนอ้วนครับ คนผอมจะทนร้อนได้ดีกว่าคนอ้วนครับ