การจัดการเรียนการสอนที่ตัวเองล้มเหลวมาโดยตลอด คือ การสอนให้นักเรียนสามารถอภิปรายแสดงความคิดเห็นต่างๆได้อย่างฉาดฉาน คล่องแคล่ว คมคาย หรือมีเหตุมีผล นักเรียนแทบจะทั้งหมดและแทบทุกรุ่นที่ตัวเองรับผิดชอบมา มักทำกันไม่ได้ครับ จะว่าไปเรื่องแสดงความคิดเห็น เมื่อลองเปรียบเทียบกับสมัยตัวเองเป็นนักเรียนแล้ว นักเรียนสมัยนี้ดีกว่าสมัยก่อนมาก แต่เมื่อเปรียบเทียบกับเด็กที่เห็นจากโรงเรียนอื่น โดยเฉพาะโรงเรียนใหญ่ หรือต่างประเทศ ซึ่งเคยเห็นในทีวีมาบ้าง ผมว่าเราน่าจะพัฒนานักเรียนเราให้ดีกว่าที่เป็นอยู่ได้แน่ แต่นานมาแล้ว ก็ยังไม่เคยได้

การที่นักเรียนสมัยนี้สามารถแสดงความคิดเห็นได้ดีกว่าสมัยเรา น่าจะมาจากความเจริญก้าวหน้าหรือการเปลี่ยนแปลงต่างๆในสังคม โดยเฉพาะเทคโนโลยีในการติดต่อสื่อสาร พระราชบัญญัติการศึกษา พ.ศ.2542 ที่เกิดขึ้น ซึ่งกำหนดให้โรงเรียนหรือครูต้องจัดการเรียนรู้โดยเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ก็น่าจะเป็นเหตุผลสำคัญอีกอย่างหนึ่ง

การอภิปรายแสดงความคิดเห็นต่อสาระความรู้แต่ละเรื่องที่นักเรียนศึกษา นอกจากจะบ่งบอกว่านักเรียนเข้าใจหรือไม่เข้าใจต่อเรื่องราวนั้นๆมากน้อยเพียงใดแล้ว ที่สำคัญกว่าน่าจะเป็นแบบฝึกปฏิบัติหรือเป็นตัวบ่งชี้อย่างดีว่า นักเรียนสามารถคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ หรือใช้วิจารณญาณต่อเรื่องต่างๆได้ดีหรือไม่ด้วย ซึ่งความสามารถในการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนนี้ นับว่าเป็นปัญหาใหญ่ของการศึกษาบ้านเราเลยทีเดียว เพราะการประเมินคุณภาพการศึกษาของ สมศ.รอบที่แล้ว(รอบ 2)นั้น หลายโรงเรียนไม่ผ่านการประเมินมาตรฐานด้วยเรื่องนี้

สาเหตุที่นักเรียนไม่สามารถแสดงความคิดเห็นได้ดี น่าจะมาจากวัฒนธรรมบ้านเรา ที่ไม่ค่อยให้โอกาสเด็ก หรือผู้ด้อยอาวุโสกว่าคิดมากนัก อาจจะต้องแลกกับสภาพการเป็นแกะดำในองค์กร หรือกลายเป็นเด็กก้าวร้าว ไม่มีสัมมาคารวะ ไปโน่นเลยด้วยซ้ำ ถ้าหากยังแข็งขืนแสดงเหตุแสดงผลไม่หยุดหย่อน วิถีการทำงานในระบบราชการ หรืออาจจะรวมถึงเอกชนบางหน่วย ก็มีสภาพไม่ต่างจากที่กล่าวมานี้ แต่สำหรับโรงเรียน ตัวเองเชื่อว่า ครูยุคปัจจุบันตระหนักในเรื่องเหล่านี้มากกว่าแต่ก่อนแล้วครับ

อีกเหตุหนึ่งในห้องเรียน อาจมาจากนักเรียนไม่ชอบอ่าน ไม่ศึกษาค้นคว้า ความรู้ในเนื้อหาสาระไม่กระจ่างพอ ทำให้ไม่สามารถจะไปถึงขั้นวิเคราะห์สังเคราะห์ ซึ่งเป็นพัฒนาการในขั้นต่อไปได้

การเลี้ยงดูของครอบครัวที่ประคบประหงมกันเกิน ไม่ปล่อยให้คิดแก้ไขปัญหา ช่วยเหลือเกื้อกูลทุกอย่าง ไม่ว่าจะคิดหรือทำอะไร จนทำให้ขาดความเชื่อมั่น ไม่เป็นตัวของตัวเอง ก็น่าจะเป็นเหตุเหมือนกัน ประการหลังนี้เมื่อลองคิดเทียบกับการเลี้ยงดูบุตรหลานของฝรั่งหรือชาวตะวันตกนั่นเองครับ

ดังนั้นจึงเคยสรุป การจะสอนนักเรียนให้แสดงความคิดเห็นเก่งๆ คงต้องเริ่มต้นจากครอบครัวมาก่อนเลย และต้องทำอย่างต่อเนื่อง ชั้นประถม ชั้นมัธยม จวบจนเข้าสู่มหาวิทยาลัย ต้องทำร่วมกัน ต้องเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ ทำทั้งระบบ ไม่อย่างนั้นก็คงต้องตกอยู่ในสภาพนี้ อาจจะดีขึ้นตามวันเวลาบ้าง แต่ก็คงคืบคลานไปอย่างเชื่องช้า

ปีการศึกษาที่ผ่านมา การจัดการเรียนการสอนของตัวเองอย่างน้อย 2 ครั้งครับ ที่เริ่มเห็นแสงสว่างมากขึ้นในการณ์นี้ ครั้งแรกสอน ม.6 ให้นำข่าวสารเกี่ยวกับปัญหาสภาพแวดล้อมมานำเสนอให้เพื่อนในชั้นฟัง ครั้งสองสอน ม.5 ให้นำเสนอผลการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง ที่ได้ลงมือปฏิบัติจริงที่ผ่านมา ทั้งสองครั้งเริ่มต้นจากคิดแก้ปัญหานักเรียนที่ไม่ตั้งใจฟังความรู้จากเพื่อน จึงกำหนดให้ทุกคนต้องแสดงความเห็นต่อทุกเรื่องที่เพื่อนคนอื่นนำมาถ่ายทอด

ปกติผมไม่ชอบบังคับนักเรียนไม่ว่าจะเป็นเรื่องใด เพราะนึกถึงตัวเองก็ไม่ชอบการบังคับมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว ยามที่ต้องทำตามคำบังคับ ยิ่งแบบที่เราไม่เห็นประโยชน์ด้วยแล้ว จะรู้สึกคับข้องใจอย่างยิ่ง ก็ในเมื่อเราก็รู้อยู่ ชั่ว-ดี ควร-ไม่ควร บังคับตัวเองไม่รู้สึกเป็นเกียรติกว่าดอกหรือ? ชนะใจตัวเองยิ่งใหญ่กว่าชัยชนะใดๆใช่หรือเปล่า? แต่การไม่ตั้งใจฟังเพื่อน ลองมาหลายวิธีแล้ว ให้บันทึก ให้สรุป ให้เพื่อนประเมิน วันนี้จะลองบังคับให้แสดงความเห็น วันนั้นคิดแค่นั้น..

นักเรียนตั้งใจฟังเพื่อนและกระตือรือร้นขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จนผมทึ่งและอดชื่นชมไม่ได้ แต่เรื่องการแสดงความเห็น ก็ยังไม่ดีอยู่นั่นเอง เมื่อถูกบังคับเข้า นักเรียนส่วนใหญ่จะใช้วิธีตั้งคำถามเอา บางทีก็เลยเถิดนอกเรื่องไปจากที่เพื่อนเล่า ขณะนั้นแนะนักเรียนว่า "ถามอย่างเดียวก็ไม่ได้บอกความเห็นตัวเองเลยสิ ลองบอกข้อดี-ข้อเสีย หรือบอกว่าเห็นด้วยไม่เห็นด้วยอย่างไร หรือด้วยเหตุผลใดจะดีกว่า" ก็ทำกันได้ดีขึ้นบ้างครับ

อย่างไรก็ตาม การจัดการเรียนการสอนทั้งสองครั้งดังกล่าว เป็นเหมือนแสงสว่างที่วาบเข้ามาในใจ หนทางจะฝึกฝนนักเรียน ให้แสดงความเห็นเก่งๆ เทียบเคียงกับเขาได้ เริ่มมีเค้าลาง อย่างแรกต้องบังคับทุกคน ให้แสดงความคิดเห็นครับ อย่างสองต้องตั้งเกณฑ์การประเมินให้ชัดเจนและแจ้งให้รู้ก่อนเลย ใครถาม ใครบอกข้อดี-ข้อเสีย ใครให้ความเห็นจริงๆ ใครคมคาย หรือมีเหตุผลกว่า คะแนนที่ได้ต้องต่างกัน อย่างที่สามต้องเริ่มทำอย่างนี้ ตั้งแต่ชั้นแรกที่ตัวเองสอนอย่างต่อเนื่อง ก็คือตั้งแต่ชั้น ม.4 กว่าจะถึง ม.6 ก็ร่วม 3 ปี นักเรียนน่าจะพัฒนาทักษะการอภิปราย แสดงความคิดเห็น หรือคิดวิเคราะห์ในเรื่องราวต่างๆได้ดีขึ้น

ชีวิตคนเราหรืองานของเราที่ทำอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ถ้ามีความหวังอะไรขึ้นมาบ้าง โลกนี้ก็น่าอยู่มากขึ้นไม่ใช่หรือครับ ชีวิตครูก็ไม่ต่างกัน..