เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๒๕ มีนาคม ๒๕๕๕ ที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสเข้าไปเยี่ยมชมซาฟารีเวิลด์ ซึ่งเป็นครั้งแรก เพราะไม่เคยได้เข้าชมมาก่อนเลย ทั้งๆที่ซาฟารีเวิลด์ได้ดำเนินกิจมากว่า ๒๐ ปีแล้ว และที่เกิดความสนใจมากขึ้นก็ครั้งที่เกิดน้ำท่วมใหญ่เมื่อปีที่ผ่านมา จากการติดตามข่าวทราบว่าสัตว์ต่างๆในซาฟารีเวิลด์ต้องมีชีวิตอยู่อย่างลำบาก ซึ่งก็คงไม่ต่างกับชาวบ้านที่อยู่บริเวณนั้น เพราะเขตคลองสามวา เป็นพื้นที่ที่น้ำท่วมทั้งหมด ปัจจุบันซาฟารีเวิลด์สามารถดำเนินการเปิดให้เข้าชมได้ตามปกติ แต่สภาพทั่วไปโดยเฉพาะส่วนซาฟารีอาจจะยังไม่สมบูรณ์เหมือนเช่นเคย จากการสังเกต ผมคิดว่าน้ำคงท่วมอยู่นาน ทำให้ต้นไม้บางส่วนยืนต้นตาย ต้องนำต้นไม้มาปลูกใหม่
ซาฟารีเวิลด์ แบ่งพื้นที่ออกเป็น ๒ ส่วน คือส่วนที่ต้องนั่งรถเที่ยวชม และส่วนการแสดงโชว์ ที่สามารถเดินเที่ยวได้ ระหว่างที่นั่งรถชมสัตว์ในส่วนซาฟารีอยู่นั้น ทำให้ผมหวนคิดถึงไนท์ซาฟารีที่เชียงใหม่ สภาพความเป็นอยู่ของสัตว์ทั้ง ๒ แห่งไม่ต่างกันมากนัก แต่จำนวนในซาฟารีเวิลด์จะมากกว่า ส่วนบรรยากาศให้ความรู้สึกในคนละแบบ อย่างสิ้นเชิง เพราะเป็นการชมในเวลากลางวันกับเวลากลางคืน
ซาฟารีเวิลด์ในส่วนของการแสดงโชว์ ทั้งโลมาโชว์และนกโชว์ สร้างรอยยิ้มและความสุขให้อย่างมาก เป็นจุดที่ผมประทับใจมากครับ ระหว่างที่กำลังดูนกโชว์อยู่นั้น ผมได้ยินเสียงแม่คุยกับลูกทางด้านหลัง จึงหันไปดู เด็กชายอายุประมาณ ๔ – ๕ ขวบ คุณแม่อุ้มให้ยืนบนราวเหล็กซึ่งเป็นแนวกั้นระหว่างที่นั่งกับทางเดิน (ผมนั่งชั้นบนสุด) ทั้ง ๒ แม่ลูกมาช้า คงไม่กล้าเข้าหาที่นั่งด้านใน ข้างที่นั่งผมยังพอมีที่ว่าง จึงเชิญชวนให้เข้ามานั่ง แต่ต้องเดินอ้อมและผ่านผู้ชมท่านอื่นๆ เข้ามา คุณแม่บอกว่าไม่เป็นไรค่ะ ผมจึงอุ้มเด็กข้ามมายืนตรงที่นั่งข้างๆ เด็กน้อยรู้สึกตื่นเต้นกับการแสดงโชว์ของนกตลอดเวลา ซึ่งก็คงไม่ต่างกับผมที่เห็นความฉลาดของนก นึกชื่นชมในความสามารถของคนที่ฝึกฝนให้นกแสดงโชว์ต่างๆ ได้
หลังจบการแสดงนกโชว์ ผมอุ้มเด็กคืนให้คุณแม่ๆ กล่าวขอบคุณมากค่ะ ทั้งแม่และลูกดูใบหน้าเปื้อนไปด้วยรอยยิ้มอย่างมีความสุข ซึ่งทำให้ผมอิ่มอกอิ่มใจไปด้วย การได้ช่วยเหลือผู้อื่น แม้จะเป็นเพียงเล็กน้อย แต่การกระทำของเราช่วยให้เขามีความสะดวก ได้รับความสุข สิ่งนั้นย่อมไม่สมควรละเว้น