อังคารที่ ๒๖ มีนาคม ๒๕๕๕ วันสุดท้ายของงานงิ้วไหว้เจ้าพ่อเจ้าแม่และหลวงปู่ฤาษีนารายณ์ อำเภอหนองบัว จังหวัดนครสวรรค์ ผมกับน้องและพรรคพวกที่หนองบัวช่วยกันเก็บชุดนิทรรศการและข้าวของต่างๆที่นำมาใช้ เมื่อเสร็จแล้วก็นั่งพักและรอเวลาที่จะชักชวนเพื่อนๆน้องๆศิษย์เก่าโรงเรียนหนองบัว โดยเฉพาะที่ได้มาช่วยเหน็ดเหนื่อยทำนิทรรศการและกิจกรรมต่างๆของเวทีคนหนองบัวในงานงิ้วปีนี้ด้วยกัน ไปนั่งกินข้าวและพูดคุยกันก่อนที่ต่างจะเริ่มแยกย้ายกันกลับไปจากหนองบัวในวันรุ่งขึ้น

ระหว่างที่นั่งรอและนั่งคุยสัพเพเหระกับน้องสาวนั้น ก็ค่อยๆมีคนหนุนเวียนเดินมาคุย บ้างก็คุยสักพักแล้วก็อำลากันด้วยความาประทับใจ บ้างก็นั่งคุยพร้อมกับซื้อน้ำท่าและของขบเคี้ยวมานั่งกินกันไปพลาง ในที่สุดก็กลายเป็นวงนั่งสนทนากันอย่างออกรสกระทั่งถึงตี ๑

ผมมีประสบการณ์กับกลุ่มคนทำงานมากมายหลายกลุ่ม ที่ทำให้ตระหนักเป็นอย่างดีว่า ลักษณะกลุ่มนั่งพูดคุยเรื่องราวต่างๆที่ก่อเกิดในลักษณะนี้ เป็นเครื่องหมายและสิ่งบ่งชี้ว่าได้บางประการว่าการจัดการกระบวนการเรียนรู้ทางสังคมผ่านเวทีคนหนองบัวที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง ๓-๔ ปีมานี้นั้น กำลังเกิดปัจจัยบวกบางอย่างที่เชื่อว่าจะเป็นทุนทางสังคมและมีพลังเอื้อต่อการบังเกิดสิ่งดี เหมือนกำลังเห็นริ้วคลื่นบนผิวน้ำอันเกิดจากก้อนหินเล็กๆที่โยนลงไปจากการรักบ้านเกิดและถิ่นอาศัยคนของหนองบัวที่ช่วยกันทำเวทีคนหนองบัว กำลังส่งแรงกระเพื่อมต่อเนื่องกันไป ..............................

การได้รสนิยมชีวิตและมีความสุขกับเวทีคนหนองบัว : ระหว่างนั่งรอเก็บนิทรรศการนั้น ก็มักจะมีคนเดินเข้ามาชมอย่างประปรายอยู่เป็นระยะๆ ผู้ที่เข้ามาชมบางส่วนเป็นคนหนุ่มคนสาว ยืนอ่านอย่างจดจ่อ ใช้เวลายืนอ่านเป็นเวลานาน ก่อนกลับก็เดินไปหยิบสื่อแผ่นพับที่เวทีคนหนองบัวทำเผยแพร่ ผู้ชมท่านหนึ่งเป็นผู้สูงอายุ เดินเข้ามาชมเหมือนหาความหย่อนใจ เดินอ่านนิทรรศการเป็นเวลานานนับชั่วโมง รวมทั้งยิ้มเบาๆและกล่าวกับผมว่า ดีจัง ก่อนที่บอกให้ทราบว่าท่านเป็นคนเกาะลอยบ้านเป็นอาคารพาณิชย์อยู่อีกฟากถนนเยื้องเต๊นท์นิทรรศการนั่นเอง ท่านเห็นและมองมาแต่ไกลอยู่หลายวันแล้ว วันนี้เป็นวันเลิกงานเลยออกมาเดินดู ท่านมีลูก ๔ คนจบมหาวิทยาลัยและทำการงานมั่นคงหมดแล้ว อดีตท่านเป็นพ่อค้าขายเนื้อวัวควายในตลาดสด จากนั้นก็ยืนคุยและเล่าเรื่องราวต่างๆของหนองบัวให้ฟัง ท่านอายุ ๘๖ ปีแล้ว เสียงของท่านเป็นคลื่นสะท้อนของผู้ที่มีประสบการณ์เชิงสัมผัสต่อชีวิตผู้คนมามาก

การสื่อสารบอกกล่าวและเดินเข้าหากันเอง : ระหว่างที่นั่งสนทนากันอยู่ ก็มีผู้คนหมุนเวียนมาแนะนำตนเองและชวนกันมาองหาโอกาสทำสิ่งต่างๆด้วยกันในอนาคต บ้างเป็นข้าราชการหน่วยงานในท้องถิ่น บ้างเป็นครูจากโรงเรียนรอบนอกของหนองบัว บ้างเป็นอดีตผู้บวชเรียนศึกษาอบรมจากวัดหนองกลับและเป็นนักร้องเพลงแหล่ บ้างเป็นสื่อท้องถิ่นของจังหวัดนครสวรรค์ บ้างเป็นผู้นำท้องถิ่น ซึ่งทั้งหมด ตั้งใจแวะมาดูและได้ทราบจากการพูดคุยบอกกล่าวต่อๆกันมาในโอกาสต่างๆ

การก่อเกิดพื้นที่รองรับภาวะผู้นำด้วยใจ : บางส่วนที่เดินมาสมทบเป็นวงสนทนาพูดคุยกันเป็นผู้นำท้องถิ่นและกรรมการจัดงานงิ้ว ทำให้เป็นคนต้นเรื่องในหลายเรื่องของการพูดคุยเกี่ยวกับงานงิ้วและเรื่องราวต่างๆของชุมชน ขณะเดียวกันก็เกิดการคุยที่ดำเนินไปด้วยบรรยากาศของการหย่อนใจด้วยกัน

ความยืดหยุ่นและไม่มีข้อจำกัดต่ออุปสรรคปัญหาจำเพาะหน้า : กลุ่มเพื่อนที่ผมตั้งใจนั่งรอเพื่อไปกินข้าวและนั่งคุยกันนั้น ในที่สุดก็ตามมาสมทบกับวงสนทนา แต่เป็นเวลาที่มืดค่ำเกินไปเสียแล้ว เหตุที่มาช้าก็เนื่องจากเป็นทีมที่ต้องพากันไปเล่นกีฬาฟุตบอลที่ตาคลีซึ่งใช้เวลาเดินทางไกลออกไปกว่า ๑ ชั่วโมง เมื่อเลิกในตอนเย็นแล้วแม้นรีบขับรถกลับก็ทำให้มืดค่ำ แต่ก็ตั้งใจว่า ต้องมาเจอกัน เมื่อมาถึงแล้ว แม้นจะมืดค่ำเกินไป ก็เปลี่ยนแปลงรายการให้เป็นการมานั่งรวมกลุ่มคุยและซื้ออาหารมานั่งกินด้วยกัน

การปรึกษาหารือความเป็นส่วนรวมของสังคม : วงสนทนาได้พูดคุยและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นต่อเรื่องราวต่างๆกันอย่างหลากหลาย รวมไปจนถึงเกิดความเป็นกลุ่มเรียนรู้ นำเอาประเด็นความสนใจมาคุยกัน เสริมรายละเอียดและให้ความรอบด้าน รวมทั้งหารือกันถึงการริเริ่มทำสิ่งต่างๆของหนองบัวทั้งในระดับภาพกว้างและในระดับกิจกรรมที่กำลังทำกันอยู่

การเชื่อมโยงการงานและภารกิจชีวิตของปัจเจกและองค์กร : ผู้ร่วมวงสนทนาหลายคน พยายามแลกเปลี่ยนเรียนรู้งานของกันและกัน รวมทั้งพยายามนำเอาการจัดงานต่างๆของเวทีคนหนองบัวด้วยกันมาหารือเพื่อทำให้เห็นแง่มุมที่ตนเองจะสามารถเชื่อมโยงเข้ากับงานที่ทำอยู่ รวมทั้งเกิดการระดมความคิดเพื่อนำเสนอวิธีการทำงานเพื่อริเริ่มสิ่งต่างๆด้วยกัน

การปฏิสัมพันธ์เชิงการเรียนรู้และแนวราบ : ในวงสนทนามีความผสมผสานทั้งความสนุกครึกครื้น การให้ข้อมูลและแนะนำกัน รวมไปจนถึงการให้ประสบการณ์ต่อกันในการคิดใคร่ครวญและแบ่งปันความรอบรู้ในการงานและชีวิต แม้เป็นกลุ่มเล็กๆ แต่ทุกคนนอกจากเป็นคนทำมาค้าขายและเป็นคนทำงานในสาขาาต่างๆแล้ว ต่างก็เป็นผู้มีบทบาทและความสำคัญทั้งในแวดวงของตนและในสังคมคนหนองบัว ลักษณะกลุ่มที่มีองค์ประกอบภาวะผู้นำเป็นกลุ่มก้อน อีกทั้งเกิดวัฒนธรรมการปฏิบัติต่อกันในลักษณะนี้ จะมีพลังทางปัญญาและพลังจากภาวะผู้นำแบบเครือข่าย

จากประสบการณ์การทำงานในแนวนี้มาระยะหนึ่งในบริบทของสังคมวัฒนธรรมไทย โดยเฉพาะในสังคมของชุมชนเมืองในต่างจังหวัด ผมก็ได้บทเรียนบางประการที่มักจะพบว่า สิ่งต่างๆที่ได้เห็นและขอนำมากล่าวถึงเหล่านี้จะเป็นปัจจัยพื้นฐานที่ส่งเสริมให้สิ่งที่มีอยู่เป็นทุนเดิมของชุมชนเกิดพลังการจัดการแบบพึ่งการปฏิบัติของตนเอง รวมทั้งจะเป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงระบบความเชื่อมโยงต่างๆที่เราไม่สามารถมองเห็นได้ว่ากระบวนการเรียนรู้ทางสังคมในชุมชน ได้ก่อให้เกิดบรรยากาศที่จะมีความเป็นปัจจัยบวกและเอื้อต่อการก่อเกิดสิ่งดี มากขึ้นอีกระดับหนึ่งแล้ว คนหนองบัวและเครือข่ายการเรียนรู้จากแหล่งต่างๆจะมีกำลังคิดริเริ่มทำสิ่งต่างๆที่ดีๆได้อย่างมีพลังมากขึ้น หรือกล่าวได้อีกอย่างหนึ่งได้ว่า หากเป็นการเตรียมชุมชนเพื่อดำเนินการวิจัยแบบ PAR ก็เหมาะแก่การที่จะยกระดับเข้าสู่การตั้งโจทย์และคำถามการวิจัยที่ดี หรือหากเป็นการทำงานเชิงสังคม ก็จัดว่าเอื้อต่อการทำเวทีเชิงยุทธศาสตร์ เดินทำงานได้อย่างสนุกขึ้น

แต่เดิมนั้น ผมตั้งใจว่าหลังมืดค่ำ เก็บชุดนิทรรศการ และนั่งพักเหนื่อยกันสักครู่หนึ่งแล้ว ก็จะได้แยกย้ายกันไป ผมเองก็จะขอถือโอกาสนั่งกินข้าวและอำลาพรรคพวกกลับเชียงใหม่ในวันรุ่งขึ้น ปีหน้าฟ้าใหม่ค่อยกลับมาชวนกันทำกิจกรรมด้วยกันอีก แต่ในที่สุดก็ได้นั่งคุยกันอยู่ที่เต๊นท์นิทรรศการนั่นเอง กระทั่งร้านค้าและบู๊ตการจัดแสดงสินค้ารอบๆเก็บข้าวของเกือบหมด ไฟแสงสีต่างๆค่อยๆดับ เสียงเพลงอึกกระทึกค่อยๆหาย ชีวิตรอบข้างเริ่มเดินช้าลงจนเหมือนสภาพปรกติแล้ว กลุ่มนั่งสนทนาที่เป็นการได้ซาบซึ้งสิ่งต่างๆด้วยกัน ก็อำลาและแยกย้ายกันกลับบ้านเมื่อตี ๑ ...ดึกดื่นกว่าทุกวัน.