กรุณาอย่าเอาชีวิตของผู้คน มาผูกติดไว้กับ "การศึกษามหาห่....ย แบบเน้นการบังคับอ่านเขียนและจำจำ ความรู้เก่าๆในตำราที่มีคุณค่าแค่เอาไว้จิ้มข้อสอบ" เช่นนี้อีกเลย

ก่อนนั้น....

ลูกหลานของชนเผ่าพันธุ์ดั้งเดิมที่มักอาศัยอยู่ในชนบททั้งใกล้และไกลเมือง

เมื่อจบประถมศึกษา (ป.๖)

เขาจะรู้ตัวดีว่าเขาจะสามารถเรียนต่อในระดับมัธยมศึกษาได้ตลอดรอดฝั่งหรือไม่

ดังนั้น....

คนเหล่านี้จึงมักจะเลือกที่จะไม่เรียนต่อ (ในระบบ)

จำต้องเข้าเรียนรู้และฝึกฝนการงานในไร่นา อันเป็นอาชีพดั้งเดิมของบรรพบุรุษโดยอัตโนมัติ (คล้ายๆไม่มีทางเลือก)

แต่ทั้งนี้...ก็โดยความยินยอมพร้อมใจของผู้มีส่วนได้เสียในครอบครัว

เพราะได้ใช้ทั้งแรงงานและช่วยสร้างเสริมรายได้ให้ครอบครัว

(ส่วนหนึ่ง) เมื่อเติบใหญ่เข้าสู่วัยแรงงานเต็มตัว

ก็มักจะเลือกเดินเข้าสู่ตลาดแรงงานในสถานประกอบการที่ได้ค่าจ้างประจำและแน่นอนกว่า

ในขณะเดียวกันก็เท่ากับเป็นการเรียนรู้-ฝึกฝนอาชีพ และเพิ่มพูนทักษะชีวิตไปในตัวด้วย

และเท่าที่ครูวุฒิเห็นตัวอย่างมาไม่น้อยเลย

ที่หลายคนได้ผันตัวเองมาเป็นเถ้าแก่ ได้เป็นเจ้าของกิจการเล็กบ้างใหญ่บ้างตามแต่ถนัด ทั้งอยู่ในถิ่นใหม่นั้นๆ และนำความสามารถและประสบการณ์กลับมาทำที่มาตุภูมิ

หรืออย่างน้อยก็มีการงานที่มั่นคงพอควร

ส่งผลถึงการมีคุณภาพชีวิตดีขึ้นทั้งของตนเอง บุพการี ตลอดถึงญาติพี่น้องผองเพื่อนอย่างชัดเจน

และแม้จะตกงานเพราะเศรษฐกิจตกต่ำ

คนเหล่านี้ก็กลับมาทำไร่ไถนาเลี้ยงครอบครัวได้ดังเดิม เพราะทักษะ องค์ความรู้ และจิตใจ ยังอยู่กับไร่นา

(ยุคเศรษฐกิจฟองสบู่ ปั ๓๕๔๐ ได้พิสูจน์มาแล้ว)

แม้ในส่วนของผู้ที่ยังทำมาหาเลี้ยงชีพอยู่ถิ่นเดิม

โดยมิได้อพยพโยกย้ายเข้าตลาดแรงงานเช่นคนอื่น

เหล่าชนผู้ทนสู้อยู่กับอาชีพกสิกรรมที่คนทั่วไปเห็นว่าต่ำต้อย

ก็ยังมีคุณภาพชีวิตที่ดำเนินไปได้ตามอัตภาพ แม้สภาพเศรษฐกิจและสังคมยุคใหม่จะเปลี่ยนแปลงอย่างมากมายก็ตาม

............................

แต่.....

เมื่อเข้าสู่ยุคการศึกษาภาคบังคับถึง ม.๓

เด็กวัยรุ่นตอนต้นทั้งชาย-หญิง ที่มีผลการเรียนอ่อน ตามการประเมินและตัดสินความสามารถในการอ่าน-เขียนและจำ-จิ้มของการศึกษาไทย

ที่เคยมีเส้นทางเลือกที่จะก้าวเดินไปหาความสำเร็จในแบบที่รุ่นพี่เคยทำได้

กลับถูกบังคับขืนใจทั้งจาก พรบ.การศึกษาภาคบังคับ และค่านิยมของสังคม

ให้จำใจจำทนและกล้ำกลืนฝืนเรียนต่อ

โดยพกเอาความไม่มั่นใจในตัวเอง(อย่างฝังรากลึก)ไปด้วย

เพราะถูกตัดสินในใบ ปพ. ไปแล้วว่า "เรียนอ่อน" (คะแนนต่ำ)

และในปัจจุบันยี้ โรงเรียนและครูระดับมัธยมศึกษาส่วนใหญ่จะจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบให้เด็ก"ศึกษาค้นคว้าหาความรู้กันเอง" (ตามการบังคับโดยระบบจากนักการศึกษาไทยที่จบการศึกษามาจากเมืองนอก)

ผ่านการใช้จ่ายมากมายทั้งจาก "ตำรา" "สัมภาษณ์บุคคล" และ "อินเตอร์เน็ต", "ศึกษานอกสถานที่" ฯลฯ

เสร็จแล้วก็เอามาผ่านกระบวนการสร้างความร่ำรวยให้พ่อค้าแม่ค้าที่จำหน่ายสินค้าทางการศึกษา

ด้วยการให้ทำเป็น "รายงาน", "โครงงาน" และรูปแบบอื่นๆอีกจิปาถะ

(ลองอ่าน "ลูกหลานไทย(แท้ส่วนใหญ่)หมดทางสู้ เพราะความรู้(ในตำราและห้องเรียน)ราคาแพง (เกินจำเป็น)" ที่ http://www.gotoknow.org/blogs/posts/435631 ดูนะครับ

...................

ถึงตรงนี้

เด็กวัยแรงงานที่เคยช่วยเหลือการงาน เป็นกำลังเสริม และช่วยสร้างรายได้เพิ่มให้กับครอบครัว

กลับกลายมาเป็นผู้ที่เรียกหาแต่ค่าใช้จ่ายทักวันทุกวี่

เป็นเหตุให้พ่อแม่ต้องทำงานหนักขึ้นทุกวันๆ เพื่อหารายได้ให้เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายในการศึกษาของลูก

ตลอดถึงค่าใช้จ่ายของครอบครัว ที่มากขึ้นๆตามยุคสมัยอันไฮเท็ค

ทั้งผ่อนมอเตอร์ไซค์ ค่าน้ำมัน โทรศัพท์ กาฟงกาแฟ (โฮ้ย... ๑๐๘-๑๐๐๙)

และเมื่อการหารายได้ในท้องถิ่นไม่เพียงพอ

ก็จำต้องทิ้งลูกๆและผืนนาป่าไร่อันมีค่า (ที่เคยเลี้ยงคนในครอบครัวได้อย่างพอเพียง)

เข้าสูตลาดแรงงานและสถานประกอบการซะเอง

โดยวาดหวังอนาคตว่า....

จะหางานการทำพอได้ส่งลูกเรียน

เมื่อลูกๆเรียนจบชั้นสูงๆ ก็จะมีงานดีๆทำ

เมื่อนั้น.... ทุกคนก็จะสบาย....

....................

แต๋...... ในความเป็นจริง...

กลับเป็นการทอดทิ้งสิ่งที่มีค่าที่สุดของชีวิตไป อย่างน้อย ๒ สิ่งพร้อมๆกัน

นั่นคือ "ลูกๆ และ ไร่นา"

ซึ่งท้ายที่สุด....

ก็มักจะสูญเสียทั้งไร่นา เพราะหนี้สินพอกพูนอันเนื่องมาจากค่าครองชีพในเมืองใหญ่สูงเกินรายได้

ในส่วนของลูกๆก็มักจะเรียนไม่รอด (เพราะทั้งไม่ถนัดดังกล่าวแล้วเบื้องต้น และค่าใช้จ่ายไม่พอ เพราะพ่อแม่หาให้ไม่ทัน)

และเมื่อเรียนไม่จบก็มักจะกลายเป็นลูกอกตัญญูที่ทำให้พ่อแม่และญาติพี่น้องผิดหวัง

สัมพันธภาพระหว่างกันและบรรยากาศดีๆที่เคยมีในครอบครัวก็เปลี่ยนไป

ในขณะที่สังคมชุมชนชาวบ้านร้านถิ่นก็รังเกียจ ในฐานะ "เด็กไม่รักดี"

เหยียบย่างไปไหนใครก็ทำหน้าเหมือนขยะแขยง ไม่อยากคบ

จะคบได้ก็เฉพาะเพื่อนๆที่ตกอยู่ในสภาวะและสถานะเดียวกัน

อันเป็นที่มาของตลาดยาเสพติด ของมึนเมา รวมทั้งกลุ่มก๊วนวัยรุ่นคึกคะนองป่วนบ้านกวนเมือง ที่เห็นและเป็นอยู่ในปัจจุบัน

ถึงตอนนี้.... ทุกท่านคงพอเห็นภาพชัดแลัวว่า

ผลกระทบหรืออาการแทรกซ้อนของการศึกษาภาคบังคับ ม.๓ นั้น

หนักหน่วงและรุนแรงต่อสังคมไทยแค่ไหน?

,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,

อ๊อ.... ครูวุฒิลืมลงในรายละเอียดไปว่า

มูลเหตุสำคัญที่เด็กเหล่านี้เรียนไม่จบ และส่งผลถึง "ความตกต่ำของคุณภาพการศึกษาไทย"

เป็นเพราะธรรมชาติของมนุษย์

เมื่อถูกบังคับให้ทำ(เรียน)ในสิ่งที่ไม่ถนัด ก็อาจจะจำใจทำไปในระยะหนึ่ง

แต่เมื่อความอดทนถึงที่สุด

เขาเหล่านี้ก็อาจจะกระแบบตรงข้าม

และเมื่อเขาทำแบบตรงข้าม ก็เป็นที่เอือมระอาของครู และกลายเป็นเด็กที่ครูก็อาจไม่ใส่ใจให้เดือดร้อน

หรือครูก็อาจใช้อำนาจของครูทั้งโดยตรงตามธรรมชาติ และตามระเบียบการวัดผลประเมินผลที่เอื้อให้ไว้แล้ว

ส่งผลให้เด็กติด ร. ติด ๐ และ ท้ายที่สุดก็มักจะเป็น มส. เพราะไม่มาเรียน

และเมื่อ ร มส และ ๐ หลายตัวเข้า ก็หมดกำลังใจที่จะแก้จะเรียนต่อ

นี้คือมูลเหตุสำคัญของ... "เด็กออกกลางครัน" ที่ทำเอา สพฐ. เต้นเป็นเจ้าเข้าทุกปี

................

ในส่วนของเด็กที่หัวอ่อนกลัวครู เกรงสังคม และไม่กล้าพอที่จะขัดใจพ่อแม่

ก็อาจจะพยายามเรียนเท่าที่เรียนได้ (ทั้งๆที่ไม่ถนัด)

เมื่อถึงเวลาสอบ O-Net หรือการทดสอบต่างๆ ก็อาจทำแบบส่งๆ หรือเอาให้เสร็จๆไปวันๆหรือครั้งๆไป

คะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (ที่เด็กส่วนหนึ่งมีความเห็นว่า "กินไม่ได้") ก็เลยออกมาให้ร้อง...โห้... กันทั้งเมือง

.........................

ไม่ทราบว่าสิ่งที่ครูวุฒิ เจ๊าะ... แจ๊ะ... มาทั้งหมดในบันทึกนี้

จะเป็นเหตุเป็นผลอันควรแก่การนำมาบอกกล่าวล่าวขานในเวทีสาธารณะนี้ได้หรือไม่

เพราะประเด็นดังกล่าวนี้ อาจเคยมีผู้กล่าวถึงบ้าง

แต่อาจยังมิได้ลงในรายละเอียดที่เชื่อมโยงระหว่างปัจจัยอันเป็นมูลเหตุสำคัญๆที่เกี่ยวข้องทั้งมวล ในแบบที่ครูวุฒิเจ๊าะแจ๊ะ...

ซึ่งอาจจะเป็นจริงหรือไม่ก็ยังพิสูจน์ไม่ได้

เพราะฉะนั้น

ถ้าเราจะลองยกเลิกการศึกษาภาคบังคับถึง ม.๓ เช่นปัจจุบัน

ลงมาเหลือแค่ ป.๖ หรืออาจขยายเป็น ป.๗ ก็น่าจะลองพิสูจน์ดูนะครับ

..................

และครูวุฒิขออนุญาตทิ้งท้ายในบันทึกนี้ว่า

กรุณาอย่าเอาชีวิตของผู้คน มาผูกติดไว้กับ "การศึกษามหาห่....ย แบบเน้นการบังคับอ่านเขียนและจดจำความรู้เก่าๆในตำราที่มีคุณค่าแค่เอาไว้จิ้มข้อสอบให้ถูก (เพื่อเอาชนะคนอื่นเท่านั้น)" เช่นนี้อีกเลย

เพราะเด็กเขาสูญเสียโอกาสดีๆไปมากมาย โดยที่ไร้คนรับผิดชอบมามากเกินพอแล้ว...ครับ...พี่น้อง.......!!!!!

**************************************