....พยายามสวดมนต์บ้าง จนถึงวันนี้ 30 กว่าปีผ่าน ผมล้มลุกคลุกคลานมาได้หลายก้าวทีเดียว .....

              ภาพถ่ายจากโรงแรมที่พัก ฮานอย เวียตนาม

 

       หลวงพ่อหยุดให้ผมคิดทบทวนว่าเป็นจริงตามที่ท่านกล่าวไว้หรือไม่ “การสวดมนต์เป็นการฝึกมันให้หยุดอยู่กับปัจจุบัน เพราะหากนึกเรื่องอื่นมันจะลืม หากเราสวดนานขึ้นก็จะอยู่กับปัจจุบันนานขึ้น เหมือนเด็กถูกบังคับให้อยู่กับบ้านแล้ว หากเราสวดอยู่เหมือนปิดประตู เด็กยังหนีไปไหนไม่ได้ ได้แต่วิ่งวนอยู่รอบๆบ้านนั่นเอง ใกล้เข้ามาแล้วเห็นไหม ใกล้หูใกล้ตา” ช่างว่านักนะครับพระอาจารย์ “แล้วจากนั้นเล่าครับ” “จากนั้นก็เริ่มภาวนา” “คือทำอย่างไรครับ” “ก็สวดมนต์นั่นแหละ แต่ว่าเอาแบบสั้นๆ” “เช่นอะไรครับ” “เช่นการภาวนาว่า “พุท-โธ” ว่าอย่างนั้นอยู่ในใจไปเรื่อยๆ” “ว่าตอนไหนครับ” พระอาจารย์หัวเราะชอบใจ “ตอนที่นึกได้” “คือ?” “นึกได้เมื่อไร ก็ “พุทธ-โธ” ให้มากเท่าที่เราจะทำได้” “แล้วเมื่อใดจะนั่งสมาธิเล่าครับ” “นั่งเป็นแค่ท่าทางเท่านั้นโยม สมาธินี่ทำได้ทุกท่า ท่าเป็นแค่ส่วนประกอบ หลักคือ “ใจมีงานทำ” สวดมนต์และภาวนา เป็นการหางานให้ใจทำ”

 

            นั่งนึกในใจว่า “เอ ใจอยู่ว่างๆ ก็ดีแล้ว หางานให้ใจทำ ใจจะเหนื่อยขึ้นหรือเปล่า แค่นี้ก็เหนื่อยใจพออยู่แล้ว” หลวงพ่อยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ กล่าวอบรมต่อเหมือนรู้ใจ “ใจมันไม่ว่างหรอกโยม” เล่นเอาผมตกใจนิดๆ คิดว่าท่าจะรู้ว่าเราคิดอะไรหรือเปล่า “ผมไม่ได้คิดอะไรนี่ครับหลวงพ่อ มันน่าจะว่าง” “ไม่หรอกโยม ธรรมชาติของใจคือการคิด ปล่อยว่างมันก็ยิ่งคิด คิดเร็วมาก เร็วกว่าการเดินทางของแสงอีก” “เอ..” ท่าทีของผมคงเหมือนจะไม่เชื่อพระอาจารย์ ท่านจึงหาหนทางสอน “โยมเคยไปไหนไกลที่สุดในชีวิตของโยม” “กรุงโรม อิตาลี” ผมตอบทั้งที่ยังงงว่าท่านถามทำไม “เห็นอะไรบ้าง” “วาติกัน” “นึกออกไหมว่าเป็นอย่างไร” “จำได้ครับ เหมือนอยู่ตรงหน้าเลย” “นั่นคือใจมันเห็น มันกลับไปเที่ยวที่เดิม” “อ้าว...” “โยมเดินทางไปใช้เวลาเท่าใด” “นั่งเครื่องบินราว 12 ชั่วโมง” “ตอนที่โยมคิดนี่ใช้เวลาเท่าใด” “แป๊บเดียว ถึงแล้ว” พระอาจารย์ได้ที “เร็วกว่ากันกี่เท่า” “โห...นับไม่ถูก” ท่านยิ้มยินดีที่ทำให้ผมรู้ได้ว่าใจมันเดินทางเร็วเพียงใด

 

            “ใจเหมือนน้ำนะโยม” “เหมือนอย่างไรครับ หลวงพ่อ” “มีปกติไหลไปสู่ที่ต่ำ” “แล้วอย่างไรครับ” หลวงพ่อมีเรื่องสอนต่อแน่ “ดังนั้นการปล่อยให้มันอยู่ว่าง มันไปทางต่ำ 3 ทาง ไม่ราคะ ก็โทสะ ไม่โทสะ ก็โมหะ วนอยู่อย่างนั้น ในที่สุดก็เหนื่อยใจ จนถึงที่สุด” “เป็นอย่างไรครับ ถึงที่สุด” “บ้าซิโยม” “อ้าว...” “จึงจำเป็นต้องหางานให้มันทำไง อย่าปล่อยให้คิดเรื่อยเปื่อยไป ไม่ได้หรอก” “เอ...ชักเริ่มเห็นด้วยแล้วครับว่า คนเราควรต้อง สวดมนต์ภาวนาบ้าง” “มักน้อยสันโดษเหลือเกินนะโยม ความดีนะ” หลวงพ่อเหน็บผมเข้าให้โครมเบ้อเริ่ม ผมรักษารูปมวยด้วยการยิ้มปุเลี่ยนไปตามเรื่อง “อาตมารู้ว่า โยมมีภารกิจมาก แต่ต้องรู้จักบริหารชีวิตด้วย ทำให้มันสมดุลกัน เลี้ยงปากเลี้ยงท้องกับเลี้ยงใจ” หลวงพ่อพูดเหมือนรู้ใจว่าผมกำลังคิดอะไรอยู่ “ทำชีวิตให้สมดุล” ผมพูดเหมือนรำพึง

 

            “ใช่คุณโยม ปากท้องเราต้องเลี้ยงด้วยศิลปะวิชาความรู้เท่าที่เรามี เรียกว่า มีการงานหน้าที่ก็ทำไป แต่เราต้องไม่ลืม หล่อเลี้ยงใจมันบ้าง” “เลี้ยงอย่างไรครับ” คุยกับพระก็ได้แง่คิดมุมมองอีกมุมที่ตรงข้ามกับวิทยาการทางโลก “ความดีคืออาหารของใจ คุณโยม” “กว้างนะครับ ความดีที่หลวงพ่อว่า” “ก็ทานศีลภาวนา แค่นั้นแหละ ง่ายๆ สั้นๆ”

 

            จำได้ว่า วันนั้นผมกลับบ้านด้วยความมุ่งมั่นว่า นับต่อนี้ต่อไป ผมจะพยายามให้อาหารใจ ด้วยการยินดีในการให้ทานโดยสม่ำเสมอ วันละเล็ก วันละน้อย พยามยามรักษาศีลแบบมักน้อยสันโดษ และพยายามสวดมนต์บ้าง จนถึงวันนี้ 30 กว่าปีผ่าน ผมล้มลุกคลุกคลานมาได้หลายก้าวทีเดียว 

เต่านักเรียนจากเวียตนาม