ผมพยายามใคร่ครวญว่าท่านค้นพบสิ่งใดและอย่างไร แต่ในที่สุดก็ต้องยอมแพ้ เพราะคิดไม่ออก
กิเลสมักมาเหนือเมฆเสมอ ด้วยความทะนงตนว่าพอรู้ธรรมะอยู่บ้าง ผมพยายามใคร่ครวญว่าท่านค้นพบสิ่งใดและอย่างไร แต่ในที่สุดก็ต้องยอมแพ้ เพราะคิดไม่ออก หลักธรรมของพระพุทธองค์ ระดับที่สูงขึ้นต้องอาศัยการปฏิบัติธรรมควบคู่ไปด้วยเสมอ “เปลี่ยนไปว่าอย่างไรครับ” ผมพนมมือถามด้วยความเคารพในศีลสมาธิปัญญาของพระสงฆ์สาวก “คนเราอยู่คนเดียวได้” “ตรงข้ามกับทฤษฏีของโรเบอร์ต เมอร์ตัน” “ทีแรกอาตมาก็เชื่อตามเขาไป ครูบาอาจารย์สอนว่า คนเราอยู่คนเดียวได้ อาตมาก็ไม่เชื่อเท่าไร คือยังไม่ชัดเจน” “แล้วมาเชื่อมั่นในตอนไหนครับ” “หลังจากการภาวนามากเข้า ใจมันเชื่อไปเอง” “การภาวนาทำให้อยู่คนเดียวได้หรือครับ” ผมชักเริ่มเห็นแนวทางที่พระท่านพิสูจน์ภูมิปัญญาตะวันตก ด้วยวิธีการของภูมิปัญญาตะวันออก “ตรงเป๊ะเลยคุณโยม”
ครุ่นคำนึกถึงแนวคิดนี้เป็นจริงแค่เพียงในระดับทางโลกเท่านั้น เมื่อพระท่านพิสูจน์ด้วยการปฏิบัติอย่างจริงจับกลับพบว่า “มนุษย์อยู่คนเดียวได้” แต่ต้องมีการฝึกจิตให้คุ้นชินกับการภาวนา “ชาวบ้านอย่างผมทำได้หรือไม่ครับ” ท่านนิ่งสักครู่เหมือนกำลังหาคำตอบที่เหมาะสม “ควรต้องทำบ้าง” “เพราะเหตุใดครับพระคุณเจ้า” “การภาวนาเป็นเรื่องของปัญญา เป็นโยมเป็นพระก็ต้องการปัญญาเหมือนกัน” ข้อนี้ใช่ ผมเห็นคล้อยตามท่าน “พอมีปัญญาแล้ว เป็นปัญญาทางธรรมที่เหนือกว่าปัญญาจากการเรียนรู้สรรพศาสตร์ทั้งปวง” “เหตุใดจึงเหนือกว่าครับ” ผมพนมมือถามท่านเรื่อยๆ “เพราะปัญญาเกิดจากจิตที่สงบแล้ว อย่างลึกซึ้ง”
ฟังคำของท่านแล้ว ไตร่ตรองตามไปคราวที่อ่านหนังสือตอนวัยเยาว์ อ่านแล้วไม่ค่อยจำ ความพยายามยิ่งน้อย คราวใดที่อยู่ในสถานการณ์คับขัน ใกล้สอบมักต้องต่อสู้ด้วยการรวมกำลังใจใฝ่หาชัยชนะ ต้องหาวิธีการเอาชนะให้ได้ เช่นการยืนอ่านแก้ง่วงนอน อ่านเสียงดังเรียกสมาธิ อ่านไปเขียนไปเพิ่มความจำ ทำแผนที่ทางความคิด (Mind map) ทาสีตีเส้น ฯลฯ ยามที่ความฟุ้งซ่านน้อย ความจำก็มาก ใช้เวลาน้อยตามไปด้วย ดังนั้นจึงเริ่มเห็นคุณค่าของการภาวนามากขึ้น
เห็นว่าการปฏิบัติธรรมนั้นไม่น่าจะยาก “ผมควรเริ่มต้นอย่างไรครับ” พระอาจารย์เห็นท่าทีจริงของผม จึงกล่าวว่า “ใจเย็นโยม การภาวนาต้องค่อยเป็นค่อยไป อย่าเร่งจนเกิน อย่าเย็นจนเกิน แต่เดินหน้าเรื่อยไม่หยุด อ่าน ฟัง เรียนรู้วิธีการ ลงมือปฏิบัติ แค่นั้นก็พอแล้ว” “ลงมือปฏิบัติคือทำอย่างไรครับหลวงพ่อ” “เริ่มจากการสวดมนต์ให้มากขึ้น แล้วแต่โยมว่า ทำให้มากขึ้นทำอย่างไร” “ทำวัตรเช้าเย็นหรือครับ” “นั่นก็ใช่คุณโยม สวดให้มากขึ้น ยาวขึ้น ใช้เวลามากขึ้น” “ทำไมเล่าครับ” “ใจของเราเหมือนเด็กเล็ก เราเคยปล่อยมันวิ่งเล่นตามใจตลอดทั้งวัน 24 ชั่วโมง อยู่ดีๆ จะให้หยุดวิ่งหยุดเล่น โยมว่ามันจะยอมง่ายๆ หรือ” “เด็กหรือใจครับ” “ทั้งสองอย่างนั่นแหละ” ผมนิ่งคิดนิดหน่อยพนมมือตอบ “ไม่ยอมง่ายๆแน่เด็กต้องร้อง ต้องดิ้นรนหาทางไปเล่นแน่” “ใช้แล้วโยม ใจของคนก็เช่นกัน มันจะวิ่งจะเล่นจะไปในที่ ที่มันเคยไป” “ไปไหนครับ” ผมทำหน้างง “บางทีมันก็ไปในอดีตที่ผ่านมาแล้ว บางทีมันก็ไปในอนาคตที่ยังมาไม่ถึง ซึ่งไปแล้วไม่เกิดประโยชน์ทั้งสองแห่ง อดีตผ่านไปแล้วแก้ไขอะไรไม่ได้ อนาคตยังมาไม่ถึงยังทำอะไรไม่ได้”

<blockquote>
<h3>ผมทำหน้างง “บางทีมันก็ไปในอดีตที่ผ่านมาแล้ว บางทีมันก็ไปในอนาคตที่ยังมาไม่ถึง ซึ่งไปแล้วไม่เกิดประโยชน์ทั้งสองแห่ง อดีตผ่านไปแล้วแก้ไขอะไรไม่ได้ อนาคตยังมาไม่ถึงยังทำอะไรไม่ได้”</h3>
</blockquote>
สาธุ ขออนุโมทนาด้วยครับ
ขอบคุณที่แวะมา
อนุโมทนาสาธุการกุศล
ชีวิตมีทางเลือกเป็นของตนเอง
ใครเลือกเดินทางใดย่อมต้องรู้เป้าหมายของตนเองก่อนเสมอ
เหมือนปล่อยผีไม่เผาเราเสียหาย,
หากประเทศไม่รอดใครวอดวาย,
คงต้องตายพ่ายพังไปทั้งเมือง
เรียน อาจารย์โสภณ
ปัญญาเิกิดด้วยภาวนาจริงค่ะ ภาวนาจิต ภาวนาใจ ภาวนา... ทดลองปฏิบัติด้วยตนเองแล้วกว่า 10 ปี
ขอแสดงความนับถือ
คุณลิขิต
อดีตผ่านไปแล้วแก้ไขไม่ได้ อนาคตยังมาไม่ถึงทำอะไรไม่ได้
หากไม่เตรียมไว้ พออนาคตมา ก็เอาไม่ทันล่ะซิค่ะ ท่านว่าของท่านก็ถูกแล้วค่ะ
แวะมาเยี่ยมค่ะ สบายดีนะคะ
เรียนท่าน โสภณ เปียสนิท
- ผู้บริหาร........บริหารงาน
- บริหารคน.....(ในองค์กร + ในครอบครัว)
- บริหารกาย+ใจ.... (ของผู้บริหารเองด้วย.....นะคะ)
นำหม่อนมาฝากค่ะ
สาธุด้วยคน
อดีตผ่านไปแล้ว จำไป เจ็บไปก็แก้ไขไม่ได้
อนาคตยังไม่เกิด คิดไปก็ไร้ประโยชน์
อยู่กับปัจจุบัน และทำปัจจุบันให้ดีที่สุด
ดีกว่าใช่ไหมคะ
จริงแท้แน่นอนเลยครับ
พระสอนอย่างนั้น
และดีจริงเสียด้วย
อาจารย์คะ
เครื่องบิน ก็บินเหนือเมฆ เหมือนกับกิเลส สินะคะ
ขำขำนะคะ อย่าเครียด LOL
ขอบคุณที่แวะมา
เรื่องจิตภาวนา เป็นการบริหารชีวิต
ของทุกคน คือทุกคนต้องบริหารชีวิตตนเอง
ขอบคุณที่แวะมาแซวนะครับ
ช่ายครับ เหนือเมฆจริงด้วย
ขอบคุณที่มาเยือนครับผม