มหาลัยเป็นหัวของสังคม ถ้าหัวเน่าเสียแล้วอย่าพึงหวังว่าตัวแหละหางจะไม่เน่า

 

 

ขอบันทึกไว้ในวันนี้ (มีค. ๒๕๕๕) ว่านักการเมืองไทยหลายต่อหลายคนกำลังสาละวนอยู่กับการเอากีฬา..โดยเฉพาะฟุตบอล มาปนการเมือง  เริ่มตั้งแต่ฉลามชล(บุรี) ที่นักการเมืองท้องถิ่นทำทีมบอลอาชีพจนโด่งดัง ซึ่งทำให้ได้ประโยชน์หลายต่อมาก โดยเฉพาะคะแนนเสียงที่ได้มาจากแฟนทีม

 

ความสำเร็จของฉลามชล ทำให้เชื้อนี้ระบาดไปอีสาน เหนือ ใต้ ตก จนหมดทั่วประเทศแล้ว

 

ไม่แต่การเมือง การศึกษาก็พอกัน

 

ม.เอกชน ที่ทำทีมบอลอาชีพก็มีหลายแห่ง ส่งเข้าแข่งขันในลีกอาชีพกันสลอน  ...ซึ่งม.เอกชนก็พอทำเนาอยู่หรอก เพราะจะหวังให้พวกเขามีสมองดีกว่าม.รัฐ เช่น ฮาร์วาร์ด เอ็มไอที ก็คงยาก ...แต่ทีไม่พอทำเนาคือ ม. ของรัฐเอง ระดับฮาร์วาร์ดเมืองไทย ก็ไปละเลงกะเขาด้วย เช่น การทำทีม BBCU  จนได้เข้าไปแข่งในพรีเมียร์ลีกแล้ว

 

ไม่รู้ว่าอัดเงินเข้าไปเท่าไร  (ทีมพรีเมียร์ลีกไม่น่าต่ำกว่าร้อยล้าน)  แล้วเอาเงินจากไหน ภาษีของรัฐหรือเปล่า เชื่อว่าใช่ แต่อาจไม่ใช่โดยตรง แต่เป็นโดยอ้อม ..ก็เลี่ยงบาลีกันไป

 

...ก็ขนาด”เสาหลักเมืองไทย” ยังทำตัวอย่างเลี่ยงบาลีปานนี้ แล้วเสาเล็กๆมันจะไม่เลี่ยงหรือ  แล้วมันก็กลายเป็นวัฒนธรรม "การเมือง" ไทยมาจนวันนี้ว่า "ผมไม่ผิด" ...แบบเลี่ยงบาลีกันมาตลอด

 

มหาลัยเป็นหัวของสังคม ถ้าหัวเน่าเสียแล้วอย่าพึงหวังว่าตัวแหละหางจะไม่เน่า

 

เอ้า..ยกประโยชน์ให้จำเลย ขนาดว่าไม่เลี่ยงบาลี ถามว่า แล้วมันสมควรหรือที่มหาลัยจะเอาชื่อตัวเองไปตั้งทีมบอลอาชีพ   ..มันกำลังจะสื่ออะไรสู่สังคม เยาวชน ...ช่วยใช้เสาหลักสมองอันใหญ่ยิ่งของท่านคิดแทนผมด้วย

 

ข้างล่างนี้คือบทความที่ผมเขียนไว้ประมาณ ๑๐ ปีแล้ว ตัดแปะมาให้ผู้รักการกีฬาผสมการศึกษาได้อ่านกัน... (เล่นๆ )

 

                การศึกษาในระดับอุดมศึกษาของประเทศไทยเปรียบได้ดังทีมฟุตบอล ที่ต้องมีทั้งกองหลัง กองกลางและกองหน้า ซึ่งทั้งสามกองต้องเล่นประสานงานกันอย่างเป็นระบบ จึงจะนำชัยชนะมาสู่สปอนเซอร์ได้ (ประเทศชาติ)

                 แต่ขณะนี้กำลังเกิดวิกฤตการณ์หนักกับฟุตบอลทีมนี้ เพราะกองหลังอยากไปเล่นเป็นกองกลาง ส่วนกองกลางอยากไปเล่นเป็นกองหน้า สำหรับกองหน้านั้นอยากขอย้ายสังกัดไปเล่นให้ทีมต่างชาติ ผลกรรมก็คงตกอยู่กับสปอนเซอร์ที่ถมเงินอัดฉีดลงไปมหาศาล แต่ไม่ได้ผลกำไรกลับคืนเลย ไม่นานคงต้องเจ๊งกันหมดแบบครบวงจร

                กองหลังของทีมบอลนี้คือสถาบันระดับปวช. ปวส. ทั้งหลาย กองกลางก็คือสถาบันราชภัฎ (เดิม) และสภาบันฯราชมงคล(เดิม) ซึ่งเดี๋ยวนี้ยกระดับเป็นมหาวิทยาลัยหมดแล้ว  ส่วนกองหน้าคือมหาวิทยาลัยของรัฐ 24 แห่ง ทั้งสามกองต่างมีความสำคัญพอๆกัน แต่น่าแปลกที่แต่ละกองไม่สำนึกในบทบาทของตัวเองเท่าที่ควร ทำให้ประเทศไทยไม่สามารถเล่นฟุตบอลเกมส์นี้สู้กับทีมใดในโลกได้สักที

                กองหลังของเราไม่เห็นความสำคัญอย่างยิ่งยวดของตัวเอง อยากเขยิบขึ้นไปเล่นกองกลาง ถามว่า หากแรงงานไทยขาดฝีมือแรงงานชั้นดีในระดับล่าง แล้วประเทศจะพัฒนาได้อย่างไร เพราะฝีมือแรงงานในระดับล่างคือฐานรากที่สำคัญมากในการสร้างชาติ ถ้าสถาบันเหล่านี้ต่างพากันเขยิบฐานะสูงขึ้นไปเป็นระดับปริญญาหมด ประเทศไทยคงเต็มไปด้วยเจ้านายที่คอยแต่ชี้นิ้ว แล้วจะชี้นิ้วไปใช้ให้ใครทำงานสร้างชาติกันล่ะ ใครจะคอยป้องกันประตูให้ประเทศไทย ในระบบการงานนั้นผู้ที่เป็นเสาหลักทางด้านปฏิบัติการคือ บุคคลระดับกองหลังพวกนี้ที่ทำงานด้วยมือของตนเองมานานปีจนสั่งสมประสบการณ์ไว้ได้มากหลาย

                ส่วนกองกลางก็เห่อเหิมจะยกฐานะขึ้นเป็นมหาวิทยาลัยเต็มรูป อยากจะเปิดสอนระดับปริญญาโทเอกไปโน่น  กล่าวโดยสรุปก็คืออยากจะโก้เท่ห์เหมือนพวกกองหน้าเขา เลยปล่อยให้กองกลางโหว่ ทีมคู่แข่งเขารู้แกว ก็จ่ายลูกผ่านกองกลางของเขาเข้าไปทำประตูได้โดยง่าย เพราะกองกลางของเราก็อ่อนปวกเปียกเนื่องจากไปเอาพวกกองหลังมาเล่นแทน

                สำหรับพวกกองหน้าตัวจริงก็อ่อนซ้อมและสภาพร่างกายอ่อนปวกเปียก แถมยังต้องการแต่จะเขยิบฐานะขึ้นไปเป็นระดับนานาชาติจนลืมทีมชาติของตัวเองเสียสิ้น ทำงานวิจัยอะไรก็ต้องไปทำร่วมกับต่างชาติ จึงจะโก้ ตีพิมพ์ก็ต้องระดับนานาชาติเท่านั้นจึงจะสมศักดิ์ศรี ถ้าตีพิมพ์ในประเทศมันต่ำต้อยเสียเหลือเกิน งานวิจัยออกมาส่วนใหญ่หลังจากใช้ขอตำแหน่งวิชาการได้แล้วก็ขึ้นหิ้ง ไม่อาจนำมาใช้ประโยชน์อะไรได้เพราะทำงานเพื่อตีพิมพ์ในต่างประเทศเพื่อหวังตำแหน่งวิชาการและหวังโก้เท่านั้น ไม่ได้ทำงานวิจัยด้วยจิตวิสัยเพื่อพัฒนาชาติ

                ถ้าทั้งสามกองของทีมฟุตบอลอุดมศึกษาแห่งชาติของเรา ยังไม่ยอมรับบทบาทของตัวเองที่มีต่อทีมเช่นนี้อีกต่อไป ก็คงยากที่จะไปแข่งชนะทีมใดได้ ชาติเราคงเป็นชาติรองบ่อนระดับนานาชาติไปอีกแสนนานทีเดียว

 

 

...คนถางทาง (มีค. ๒๕๕๕)