ปัจจุบันกระบวนการทางความคิดที่เสพติดในมายาคติ “แพ้ – ชนะ” เป็นเป้าหมาย หาใช่แก่นกลางในทางการพัฒนาคุณภาพความคิด
เป็นแค่เพียง
ปฐมฐานของการปนเปื้อนทางความคิดที่บิดเบือนจากข้อเท็จจริง โดยอิงกับผลประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้อง เพื่อใช้ตีตราประทับรับรองเรียกร้องไข่คว้าหาความชอบธรรมนำไปสู่การทำลายฝ่ายตรงข้าม ท่ามกลางแผนอุบายที่ใช้ปีนป่ายสู่เป้าหมายแห่งการเป็นผู้ชนะที่ยิ่งใหญ่ โดยไม่ใส่ใจในวิธีการ ขอเพียงแค่ได้ยืนตระหง่านเยี่ยงผู้ชนะก็สะใจ ไม่สนในสาระของชัยชนะที่ได้มาว่า “ชอบธรรมหรือไม่ชอบธรรม”
“ปฐมฐานของกระบวนการทางความคิดไม่ควรยึดติดที่ผล แพ้หรือชนะ เป็นเบื้องแรก แต่ ควรแจกจ่ายความคิดนั้นให้เป็นไปในลักษณะของการแลกเปลี่ยนและแบ่งบัน เพื่อเสริมสร้างพัฒนาการแห่ง “วิมังสา”* ให้พัฒนาต่อยอดทางความคิด ที่ยึดติดตรรกะเหตุและผลบนความเป็นจริงโดยอิงในกระบวนการแห่งธรรม”
*“อิทธิบาท ๔” หมายถึง คุณเครื่องที่ทำให้ถึงซึ่งความสำเร็จ ๔ ประการ ประกอบด้วย
- ฉันทะ คือ จะต้องมีความพอใจและเข้าใจลึกซึ้งถึงเรื่องนั้น ๆ เป็นเบื้องแรก
- วิริยะ คือ มีความพยายามทำสิ่งนั้นให้สำเร็จลุล่วง
- จิตตะ คือ มีความเอาใจฝักใฝ่และตามติดในสิ่งนั้น
- วิมังสา คือ การพิจารณาใคร่ครวญหาเหตุและผลในสิ่งนั้น
หรือมีหลักจำโดยให้เข้าใจง่าย คือ “มีใจรัก พากเพียรทำ นำเอาจิตฝักใฝ่ ใช้ปัญญามาไตร่ตรอง”