ป๊อดเพื่อนรัก
 
จดหมายนี้เป็นฉบับแรกที่เขียนถึง ขอเรียกว่า ตอน. รัฐบาลคือผู้ทำลายชาติเสียเอง  อาจฟังดูแปลกเพราะโดยพื้นฐานนั้นรัฐบาลต้องคือผู้ทะนุบำรุงประเทศ

 

รัฐบาลเราได้ยึดนโยบายเปิดประเทศและส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศเรื่อยมาอย่างน้อยก็ตั้งแต่สมัยจอมพลถนอมกระมัง จนบัดนี้หนักข้อขึ้นเรื่อยๆ บัดนี้ได้เวลาเพ่งมองกันให้ดีสักที ว่าอะไรคือภาพจริง อะไรคือภาพเสมือน (ลวงตา) ซึ่งอาจทำให้เราได้ข้อคิดอะไรบ้างก็เป็นได้ ก่อนที่มันจะสายเกินไป

 

ภาพเสมือนอันหนึ่งคือรายได้ประชาชาติต่อหัวประชากร (Percapita GDP) ของเราเติบโตเร็วมากในสามสิบปีที่ผ่านมา แต่ภาพจริงคือประชากรส่วนใหญ่ของประเทศยังยากจน สภาพการอยู่กินยังสัปปะรังเค ขาดสุขลักษณะ หุงหาอาหารกันตามมีตามเกิดด้วยถ่านด้วยฟืน เด็กๆส่วนใหญ่ยังเดินเท้าเปล่าไปโรงเรียนด้วยเสื้อผ้าที่เก่าคร่ำคร่า ภาพจริงนี้มีให้เห็นดาษดื่นในภาคชนบท(หรือแม้แต่ในเขตุเมือง)โดยเฉพาะในภาคอีสาน

 

สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะรายได้ประชาชาติ (GDP) ส่วนใหญ่นั้นตกอยู่ในมือของนายทุนต่างชาติและนายทุนชาติไม่กี่ราย จากข้อมูลตัวเลขประเมินได้ว่า 2 ใน 3 ตกอยู่ในมือของนายทุนต่างชาติ และถ้าสมมุติว่าอีก 2 ใน 3 ของ 1 ใน 3 ที่เหลือตกอยู่ในมือของนายทุนชาติไม่กี่ตระกูล (ซึ่งเป็นการสมมุติที่ไม่เกินความจริงเลย) ก็จะเป็นว่าคน 99 % ของชาติได้รับส่วนแบ่งรายได้เพียงประมาณ 11% ของรายได้ทั้งหมดเท่านั้นเอง จึงสามารถพูดได้เลยว่ายิ่ง GDP สูงเท่าไรคนไทยก็จนลงเท่านั้น (เพราะความรวยความจนนั้นไม่อาจวัดเป็นค่าสัมบูรณ์ได้ ต้องวัดเป็นค่าสัมพัทธ์เสมอ)

 

รายได้อันน้อยนิดที่ได้รับการปันส่วนนี้ยังต้องถูกใช้ไปในกิจกรรมต่างๆที่ไม่ได้ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตอีกต่างหาก เช่น ค่าเดินทางจากท้องถิ่นไปทำงานในนิคมอุตสาหกรรม ค่าเช่าบ้านค่าอาหารค่าเดินทางที่เพิ่มขึ้นจากเดิมเนื่องจากสภาพแวดล้อมของสังคมเมือง ค่าสื่อสารถึงลูกเต้าพ่อแม่ที่จากมา  รวมถึงค่าเหล้าที่ต้องกินดับความกลุ้มและความคิดถึงลูกเต้าพ่อแก่แม่ใหญ่ ยังไม่นับรวมถึงค่ารักษาพยาบาลในอนาคตที่จะตามมาเนื่องจากสูดดมมลพิษในเมืองและโรงงานอุตสาหกรรมมานาน

 

เท่านั้นยังไม่พอ ลูกเต้าที่ทิ้งไว้ทางโน้น ไม่มีใครสั่งสอนดูแลนอกจากพ่อแก่แม่ใหญ่ ก็จะขาดความอบอุ่น แนวโน้มเป็นเด็กเกเรจะมากขึ้น อาจติดยาเสพติด ไม่สนใจเล่าเรียน ซึ่งจะสร้างภาระให้แก่สังคมในอนาคตมากขึ้นอย่างแน่นอน

 

ในเชิงกายภาพ ประเทศไทยเองก็ได้รับมลภาวะเพิ่มจากโรงงานอุตสาหกรรมต่างชาติ เกิดการกระจุกตัวของที่อยู่อาศัยในสภาพของสังคมแออัด อุบัติเหตุบนท้องถนนมากขึ้นอันเนื่องจากการจราจรของผู้คนเหล่านั้นและการขนถ่ายสินค้าของโรงงาน ซึ่งรถเหล่านี้วิ่งกันขวักไขว่ทำให้ฝุ่นบนท้องถนนฟุ้งกระจายรวมทั้งควันพิษจากยวดยานส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชาชนผู้เดินทางและที่นิยมตั้งร้านค้าและบ้านเรือนอยู่ริมถนน ทราบมาจากแพทย์ว่าขณะนี้โรคทางเดินหายใจเป็นโรคที่มีสถิติสูงขึ้นมากอย่างรวดเร็ว

 

ภาพจริงที่สำคัญที่สุดคือการไปส่งเสริมการลงทุนจากต่างชาติ เป็นการ “ยืมจมูกคนอื่นหายใจ” เป็นการบั่นทอนความสามารถในการสร้างชาติได้ด้วยคนไทยเราเอง

 

 ทุกวันนี้ถ้าคนไทยคนใดต้องการสร้างโรงงานผลิตสินค้าอะไรออกมาขายสักชิ้นก็คงเจ๊งหมด เพราะต้องแข่งขันอย่างไม่เป็นธรรมกับสินค้าจากโรงงานยักษ์ใหญ่ของต่างชาติที่มาสร้างไว้เกือบหมดในทุกเรื่องแล้วด้วยเทคโนโลยีอันสูงส่งและทุนสำรองอันมหึมาของพวกเขา(เพื่อขายในประเทศและส่งออก)

 

 แม้จะผลิตสินค้าพื้นๆ เช่นกระดาษเช็ดก้น ผ้าอนามัยซับระดู สบู่ ผงซักฟอก ยาสีฟัน ยาสระผม ออกมาขายก็ไม่มีทางสู้เขาได้  อย่าว่าแต่จะทำอะไรสูงส่งกว่านี้เลย  (หรือท่านว่าของพวกนี้มียี่ห้อไทยสักยี่ห้อไหม ถ้ามี..ส่วนแบ่งตลาดสักเท่าไร) ขณะนี้เขาบุกเรากระทั่งการค้าปลีก (ที่ไม่ได้ไฮเทคอะไรเลย) จนถึงอุตสาหกรรมการเกษตรขั้นพื้นฐานอีกแล้วด้วย ตื่นเถิดรัฐบาลไทย จงเลิกทำตัวเป็นนายหน้าขายชาติแบบรู้เท่าไม่ถึงการณ์เสียที

 

พวกบริษัทต่างชาตินั้นไม่ต้องส่งเสริม มันก็มาอยู่แล้ว เพราะมันโลภปานนั้น ยิ่งไปส่งเสริมยิ่งเข้าทางมัน

 

ตราบเท่าที่รัฐบาลไทยยังโง่ แล้วจัดให้มีนโยบายส่งเสริมการลงทุนจากต่างชาติแบบนี้ ที่ลดแลกแจกแถมผ่านบริกรนานาชาติอย่าง BOI (บ๋อย) ก็มองไม่เห็นว่าคนไทยเราจะประกอบการอะไรสู้พวกต่างชาติได้นอกจากเป็นยามเฝ้าประตู   บ๋อยโรงแรม นวดฝ่าเท้าริมชายหาด และอ้อ..เมียเช่าด้วย
 
หวังว่าป๊อดคงสุขสบายดีนะ อายุปูนนี้แล้ว คงไม่ได้มีวาสนาอยู่รอดูการสิ้นชาติหรอก (แต่ถ้ารักษาสุขภาพดีๆ ต่อไปได้อีกสัก ๒๐ ปีก็คงพอมีหวังอยู่หรอก)

 

สองเกิด ใจเต็ม (๘ มีค. ๒๕๕๕)